ผมนึกว่าในชีวิตนี้คงไม่มีโอกาสได้เห็นการปฏิรูปตำรวจแล้ว แม้ว่าจะมีการบัญญัติเรื่องปฏิรูปตำรวจไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งกำหนดเงื่อนเวลาเอาไว้ด้วยว่าจะต้องทำให้สำเร็จภายในหนึ่งปีก็ตาม ที่ผมนึกว่าจะไม่ได้เห็นก็เพราะผมรู้ว่าการดำเนินการตามรัฐธรรมนูญต้องมีหลายขั้นตอน และผู้ไม่ต้องการจะให้เกิดการปฏิรูปตำรวจก็ยังอาจใช้อุบายประวิงหรือพลิกแพลงให้เนิ่นช้าออกไปได้จนกระทั่งไม่สำเร็จ
แต่เมื่อผมเห็นข่าว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ปรารภเมื่อวันอังคารที่ผ่านไป (23 พฤษภาคม 2560) ถึงแนวทางการปฏิรูปตำรวจ ผมก็กลับมีหวังขึ้นมาอีก นายกรัฐมนตรีปรารภว่าอยากจะให้ตำรวจเป็นตำรวจพื้นที่ โดยไปอยู่ในพื้นที่ของจังหวัด และไปอยู่ในคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) จังหวัด และต้องมีความชัดเจนในเรื่องสายการบังคับบัญชาและวิธีการปฏิบัติงาน และการที่จะทำให้ตำรวจมีความสามารถมากขึ้น จะต้องกระจายอำนาจออกไป
ส่วนเรื่องการสืบสวนสอบสวนและการดำเนินคดีถือเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการยุติธรรม ถ้าจบภายในจังหวัดได้ก็จะช่วยผู้ว่าราชการจังหวัดลดปัญหาที่จะเข้ามาส่วนกลาง คำปรารภของนายกรัฐมนตรีแสดงว่าท่านตระหนักในปัญหาของตำรวจโดยเฉพาะในด้านโครงสร้างซึ่งกระทบถึงกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ นายกรัฐมนตรีคงเห็นแล้วว่า
ในปัจจุบันนี้การที่โครงสร้างของสำนักงานตำรวจเป็นแบบที่รวมศูนย์เอาไว้ที่ส่วนกลางนั้นทำให้ตำรวจไม่มีประสิทธิภาพ จึงต้องกระจายอำนาจออกไปยังจังหวัด โครงสร้างของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในปัจจุบันนั้นเทอทะและสายการบังคับบัญชายาวโดยไม่มีเหตุผล
คณะกรรมการพัฒนาระบบงานตำรวจที่ตั้งขึ้นในสมัยที่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อปี พ.ศ.2549 ได้เสนอให้กระจายอำนาจลงไปยังส่วนภูมิภาค ให้ยกฐานะผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาคขึ้นเป็นอธิบดีตำรวจภูธรภาค และให้ทอนอำนาจของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติลงให้เหลือเสมือนเป็นปลัดกระทรวง โดยมิให้มีอำนาจก้าวก่ายกับงานระดับปฏิบัติการ หรืองานบริหารภายในของตำรวจภูธรภาค
ตำรวจนครบาล หรือกองบัญชาการได้ ที่สำคัญอย่างยิ่งอีกประการหนึ่งก็คือ คณะกรรมการพัฒนาระบบงานตำรวจได้เสนอให้มีคณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องทุกข์เกี่ยวกับตำรวจขึ้น โดยเป็นอิสระไม่ขึ้นต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือส่วนราชการอื่นใด และให้คณะกรรมการชุดนี้มีอำนาจหน้าที่พิจารณาเรื่องร้องทุกข์เกี่ยวกับตำรวจ
รวมทั้งการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ และหากพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นความจริงก็ให้คณะกรรมการแจ้งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือพนักงานสอบสวน หรือผู้บังคับบัญชา ทราบเพื่อดำเนินการต่อไป
การดำเนินงานของคณะกรรมการพัฒนาระบบงานตำรวจได้กระทำ โดยพิสดารจนถึงขั้นร่างเป็นกฎหมายและเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ แต่ช้าเกินไปเพราะสภาถูกยุบเสียก่อน การปฏิรูปตำรวจจึงเป็นแต่เพียงฝันค้างมาจนถึงบัดนี้ ถ้าหากว่านายกรัฐมนตรีตั้งใจที่จะปฏิรูปตำรวจจริงๆ ผมก็เห็นว่าจำเป็นที่นายกรัฐมนตรีจะต้องใช้อำนาจ ในฐานะที่เป็นหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ บันดาลให้เกิดการปฏิรูปตามแนวทางที่ท่านปรารถนา
แต่ถ้าหากปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมาธิการ คณะกรรมการ หรืออนุกรรมการชุดใดก็ตามพิจารณาเรื่องปฏิรูปตำรวจ ผมก็เชื่อว่าคงไม่สำเร็จเพราะความอืดอาดล่าช้าในการพิจารณาแบบคณะกรรมการ
และการปฏิรูปตำรวจก็คงจะเป็นเพียงความฝันต่อไปอีก

