เมื่อหลายวันก่อนในรายการที่มีหลายคนอยากจะเรียกว่า คืนวันศุกร์ให้คนในชาติ (เสียที) นายกรัฐมนตรีที่มาจากการยึดอำนาจด้วยกำลังของกองทัพ เมื่อ 3 ปีก่อนได้ตั้งคำถามกับประชาชนไว้อย่างน่าสนใจ ที่เกี่ยวข้องกับทิศทางทางการเมืองของประเทศนี้ไว้อย่างน่าสนใจ ถึง 4 ข้อ
(1) ท่านคิดว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไป จะได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลหรือไม่ (2) หากไม่ได้ จะทำอย่างไร (3) การเลือกตั้งเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของประชาธิปไตย แต่การเลือกตั้งอย่างเดียวที่ไม่คำนึงถึงอนาคตของประเทศ และเรื่องอื่นๆ เช่น ประเทศชาติจะมียุทธศาสตร์และการปฏิรูปหรือไม่นั้น ถูกต้อง หรือไม่ถูกต้อง (4) ท่านคิดว่า กลุ่มนักการเมือง ที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในทุกกรณี ควรจะมีโอกาสเข้ามาสู่การเลือกตั้งอีกหรือไม่ หากเข้ามาได้อีก เกิดปัญหาอีก แล้วจะให้ใครแก้ไข และแก้ไขด้วยวิธีอะไร (https://www.matichon.co.th/news/568178)
บรรดานักการเมืองส่วนใหญ่นั้นได้ออกมารับกระแส โดยการยืนยันว่าประชาชนมีความพร้อมในการเลือกตั้งอย่างแน่นอน เห็นจะมีแต่ท่านผู้นำและบรรดาพวกผู้ที่มีอำนาจที่อยู่ในรัฐบาลในตอนนี้กระมังที่คิดจะสืบสานอำนาจของตัวเองต่อไป อะไรทำนองนี้
ความจริงแล้วสิ่งที่หัวหน้ารัฐบาลที่มาจากการทำรัฐประหารนั้นตั้งคำถามนี้เป็นสิ่งที่น่าสนใจยิ่ง เพราะการทำรัฐประหารในประเทศไทยนั้นประสบความสำเร็จได้ ส่วนสำคัญก็เกิดจากการที่ประชาธิปไตยนั้นไม่เข้มแข็ง ส่วนสำคัญที่ประชาธิปไตยนั้นมันไม่เข้มแข็งก็เพราะคนจำนวนน้อยที่มีอำนาจมากเสื่อมศรัทธาต่อประชาธิปไตย
ที่สำคัญคนจำนวนมากที่มีอำนาจน้อยก็ไม่ได้ทำให้ประชาธิปไตยที่เคยมีนั้นมีคุณภาพเพียงพอที่จะนำพาสังคมในระยะยาวให้ยั่งยืนเช่นกัน
ดังนั้น ต่อให้โดยหลักการแล้ว ประชาธิปไตยนั้นเป็นเรื่องของอำนาจที่ประชาชนมี แต่อำนาจที่ประชาชนมีก็พ่ายแพ้ต่อ การจัดตั้งอำนาจ ในลักษณะที่มวลมหาประชาชนนั้นพัฒนาขึ้น ในความหมายที่ว่า อำนาจนั้นไม่ได้ปฏิบัติการผ่านหนึ่งคนหนึ่งเสียงเท่านั้น แต่อำนาจยังมีปฏิบัติการผ่านการควบรวม กลั่นตัวออกมาเป็นสถาบันทางสังคมการเมืองต่างๆ ที่คนจำนวนหนึ่งในสังคมสามารถยึดกุมวาทกรรม และปฏิบัติการทางการเมืองหลายอย่างที่ทำให้อำนาจแบบหนึ่งคนหนึ่งเสียงมันไม่ทำงาน หรืออ่อนแอกว่า
การพัฒนาเครือข่ายทางอำนาจในรูปแบบอื่นๆ ที่สามารถส่งสารทางการเมืองและกำหนดประเด็นทางการเมืองได้มากกว่า และทำให้สถาบันจำนวนหนึ่งสามารถปฏิเสธประชาธิปไตยได้ ที่สำคัญสำหรับสังคมไทยนั้น การรัฐประหารในยุคหลังนี้อาจจะกล่าวได้ว่า มีความเป็นไปได้ที่ไม่ได้เกิดจากการวางแผนอย่างลึกซึ้งในหมู่ทหารเอง
แต่เกิดจากการที่กลุ่มพลังทางสังคมจำนวนหนึ่งได้ผลักดันสถานการณ์ของการเผชิญหน้าจนไปกระตุ้นต่อมที่ทำให้ทหารเริ่มรู้สึกว่าตนเองนั้นจะต้องก้าวออกมายับยั้งสถานการณ์ของบ้านเมืองไม่ให้เลวร้ายลงไปกว่านี้
แนวคิดของการทำการรัฐประหารเช่นนี้ อาจไม่ได้เป็นไปตามตำราทางรัฐศาสตร์แบบ คลาสสิกที่มักมองว่า ทหารนั้นอาจจะทำรัฐประหารเพราะทหารนั้นเริ่มเสียประโยชน์ทางการเมือง เช่นการถูกตัดงบ หรือแนวโน้มจะถูกโยกย้าย หรือ เกียรติภูมิของทหารนั้นตกต่ำลง แต่อาจเกิดจากการโค่นล้มรัฐบาลในแบบใหม่
โดยเฉพาะกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง หรือ มาจากการสนับสนุนของประชาชนผ่านการสร้างสถานการณ์ให้ทหารรู้สึกว่า ความสงบสุข และ ความมั่นคง ของสังคมนั้นเริ่มมีลักษณะที่สั่นคลอน และทหารเริ่มรู้สึกว่าการที่จะต้องออกมาปกป้องความมั่นคงและความสงบสุขในฐานะเป็น หน้าที่ ของทหาร โดยที่เหล่ากองเชียร์ของทหารจำนวนไม่น้อย ที่มีอำนาจมาก
โดยไม่จำเป็นจะต้องหมายถึงจำนวน แต่หมายถึง ศักยภาพในการจับตัวกันเพื่อสร้างอำนาจและผลสะเทือน นั้นให้การสนับสนุน หรือไม่ออกมาคัดค้าน จะว่าไปแล้ว ลักษณะของการที่ทหารนั้นทำหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์สังคมเช่นนี้ ในระยะสั้นก็อาจจะส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเมือง เพราะทหารย่อมออกมาอ้างได้ว่าตนนั้นทำหน้าที่บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด และนำพาสังคมเข้าสู่ความสงบได้
แต่ในระยะยาว สิ่งที่น่าหวาดกลัวที่สุดก็คือ ทหารจะเริ่มพัฒนามุมมองที่อันตราย นั่นคือ ทหารจะเริ่มมองประชาชนในประเทศเป็นศัตรู และจะพัฒนากลไกที่สลับซับซ้อนในการติดตามสอดส่อง และจำกัดเสรีภาพของประชาชน จนทำให้ประชาธิปไตยในระยะยาวนั้นเกิดขึ้นได้ยาก และจะยิ่งทำให้ประชาธิปไตยที่จะเกิดขึ้นมีลักษณะ ซับซ้อนและสับสน
เพราะทหารและเครือข่ายอำนาจจะต้องพัฒนากลไกการเลือกตั้งและกลไกทางรัฐธรรมนูญที่จะติดตามตรวจสอบประชาชนไปอีกนาน ทั้งด้วยความหวังดี หรือด้วยความที่ต้องการสืบสานอำนาจเอาไว้ ก็อาจเป็นได้ทั้งสองทาง บทบาทของชาวรัฐศาสตร์ที่ต้องการส่งเสริมประชาธิปไตย ที่จะมีต่อคำถามของนายกรัฐมนตรีนั้นก็ควรจะชี้ให้เห็นถึงความเป็นไปได้หลายๆ ทางที่มีต่อการตอบคำถามโดยไม่รีบร้อน ใช้โอกาสนี้เป็นการโจมตีหรือกล่าวหาตัวแทนของทหารที่ปกครองประเทศเช่นนี้
ด้วยเชื่อว่ามีความเป็นไปได้ที่ทหารนั้นอาจจะอยากได้ข้อมูลใหม่ๆ ที่แตกต่างไปจากข้อมูลที่เนติบริกรและรัฐศาสตร์บริการรอบตัวพวกเขาได้แนะนำเอาไว้ หรืออยากได้ข้อมูลที่ต่างจากกองเชียร์ที่มีอยู่รอบตัว
ทีนี้เมื่อลองกลับมาดูคำถามของนายกรัฐมนตรีทั้ง 4 ข้อ โดยที่เราพยายามไม่มองว่าทางฝ่ายทหารนั้นมีเจตนาที่จะใช้เป็นข้ออ้างในการสืบสานอำนาจ แต่พยายามมองว่านี่คือสัญญาณบวกดังที่ได้กล่าวมา สิ่งที่ควรจะพิจารณาก็มีอยู่หลายประเด็น
1.คำถามที่ว่า การเลือกตั้งครั้งต่อไปนั้นจะได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลหรือไม่ เป็นคำถามที่น่าสนใจ แต่คำถามนี้เป็นคำถามที่มีลักษณะผิดฝาผิดตัว ประการแรก หลักธรรมาภิบาลนั้นไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องหรือมีที่มาจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น
หลักธรรมาภิบาลเป็นหลักการในการกำกับการบริหารกิจการสาธารณะ เป็นการสะท้อนถึง สมรรถภาพของรัฐ ที่จะบริหารกิจการประเทศอย่างโปร่งใส ในขณะเดียวกัน หลักธรรมาภิบาลก็จะต้องสะท้อนถึง สมรรถภาพของสังคม ในการกำกับตรวจสอบรัฐด้วย จุดดีของทฤษฎีธรรมาภิบาลก็คือการทำให้รัฐที่มาจากประชาธิปไตย (เลือกตั้ง) หรือมาจากเผด็จการนั้นจำเป็นจะต้องมีเงื่อนไขพื้นฐานในการบรรลุภารกิจหรือเป้าหมายของสังคม/ประเทศชาติ
เรื่องนี้ต้องทำความเข้าใจให้ดี เพราะเงื่อนไขของการเมืองเรื่องธรรมาภิบาลในสังคมไทย ในอดีตนั้น แนวคิดนี้ถูกนำเข้ามาเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของประชาธิปไตย โดยการอ้างว่าประชาธิปไตยโดยเฉพาะนักการเมืองนั้นเป็นสิ่งเลวร้าย ดังนั้น ถ้าจะบริหารบ้านเมืองให้ดีก็ให้ใช้หลัก ธรรมาภิบาล ไม่ต้องใช้หลักประชาธิปไตย
สิ่งที่อันตรายในหลักธรรมาภิบาลแบบบิดเบี้ยวก็คือ เชื่อว่าระบบราชการนั้นสามารถมีกฎเกณฑ์ของตัวเองที่เป็นอิสระจากนักการเมืองที่เป็นตัวแทนของประชาชน และไม่ทำให้มิติการมีส่วนร่วมซึ่งเป็นมิติหนึ่งของธรรมาภิบาลมีลักษณะที่สะท้อนพลังอำนาจของประชาชน
หลักธรรมาภิบาลในอดีตจึงเป็นเพียงข้ออ้างของระบบราชการที่จะเป็นอิสระจากประชาชน และเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมของประชาชนโดยเกิดการสร้างเครือข่ายทางอำนาจระหว่างบรรดาผู้เชี่ยวชาญในการวัดประเมินธรรมาภิบาลกับตัวระบบราชการโดยไม่ต้องผ่านการควบคุมตรวจสอบจากประชาชน
แต่เป็นการควบคุมตรวจสอบภายในระบบราชการ หรือมีซุปเปอร์บอร์ดขึ้นมาตรวจสอบโดยไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน คำว่ายึดโยงกับประชาชนไม่ใช่การอ้างลอยๆ ว่าฉันทำเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน แต่ต้องทำให้ประชาชนสามารถติดตาม ตรวจสอบ ควบคุม และจัดการกับระบบราชการในฐานะกลไกสำคัญของรัฐได้
2.ดังนั้นเราต้องใช้หลักการธรรมาภิบาลกับทุกรัฐบาล และต้องตรวจสอบรัฐบาลได้ การตรวจสอบรัฐบาลก็ต้องมีเงื่อนไขของเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเพื่อตั้งคำถามและแสดงความห่วงใยกับกิจการบ้านเมือง ผลงานของรัฐบาลตามหลัก ธรรมาภิบาลไม่ได้มีแต่เรื่องการใช้อำนาจเด็ดขาด แต่ต้องมีมิติการมีส่วนร่วมที่ไม่จอมปลอม ต้องทำให้ประชาชนในพื้นที่ได้มีโอกาสเห็นค้านกับแนวทางการพัฒนาที่กำหนดจากส่วนกลางด้วย
3.การเลือกตั้งไม่ใช่ทุกอย่างของประชาธิปไตยเป็นเรื่องจริง ประเทศชาติจำเป็นต้องมียุทธศาสตร์ในการปกครองและจะต้องปฏิรูป คำถามคือ กลไกในการวางยุทธศาสตร์ประเทศนั้นจะต้องมีส่วนร่วมจากประชาชนแค่ไหน การสร้างบรรยากาศให้เห็นว่ายุทธศาสตร์นั้นเปรียบเสมือนแผนยุทธการที่หน่วยเหนือเป็นผู้กำหนดนั้นไม่สอดคล้องกับสังคมการเมืองแบบประชาธิปไตย
คำถามที่สำคัญก็คือ แผนยุทธศาสตร์ที่ปราศจากการยอมรับและต่อรองกันของผู้คนในสังคมนั้นจะไม่มีความหมายอะไรกับประชาชนมากนัก แผนยุทธศาสตร์ที่สำคัญคือการสร้างกลไกระงับความขัดแย้งที่ทุกคนรู้สึกว่าตนเองนั้นมีอำนาจ และกระบวนการในการอยู่ร่วมกันนั้นเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
การกำหนดยุทธศาสตร์ประเทศจึงเป็นเรื่องที่ควรจะกระทำควบคู่ไปกับการส่งเสริมกระบวนการมีส่วนร่วมและทำให้การเลือกตั้งนั้นเป็นธรรมและมีความหมายกับทุกฝ่าย ดังนั้น การกำหนดยุทธศาสตร์ชาติจึงไม่ใช่เรื่องของแผนใดแผนหนึ่ง แต่ต้องหมายถึงกระบวนการที่ประชาชนจะมีส่วนร่วมในระยะยาว
ทั้งการกำหนดแผน การติดตามตรวจสอบการมีแผนพัฒนาประเทศอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่การมองว่าแผนยุทธศาสตร์จะต้องอยู่เหนือการเมืองและการเลือกตั้งโดยประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางและมีส่วนร่วมอย่างมีคุณภาพกับแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าว
4.นักการเมืองที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ควรจะมีโอกาสเข้าสู่การเลือกตั้งหรือไม่ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ควรจะคุยกันเรื่องการกำหนดโทษ ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกับการกำหนดคุณลักษณะของการลงโทษ และที่สำคัญควรจะต้องขยายขอบเขตของการพิจารณาว่าใครบ้างที่เป็นนักการเมือง
เมื่อเราพูดถึงนักการเมืองนั้นเราหมายถึงเฉพาะคนที่ลงสมัครรับเลือกตั้งเท่านั้น หรือเราหมายถึงบุคคลสาธารณะทั้งหมดที่จะต้องถูกตรวจสอบด้วยมาตรฐานเดียวกันหรือไม่ และเรื่องไหนการลงโทษควรเป็นการลงโทษโดยกฎหมาย เรื่องไหนควรเป็นเรื่องของมาตรการทางสังคม
ในทางสร้างสรรค์ สิ่งที่น่าสนใจคือการร่วมกันกำหนดกติกาบ้านเมืองร่วมกัน เช่นการร่วมกันกำหนดกติกาการเลือกตั้ง เช่นคนที่เคยมีความผิดทางการเมืองนั้นควรจะถูกพักกี่ปี คนที่อ้างว่าตัวเองไม่ใช่นักการเมือง แต่ในรอบสิบปีนั้นมีอำนาจอยู่ตามองค์กรอิสระต่างๆ หรือมาจากสภาลากตั้งควรจะเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งและถูกตรวจสอบด้วยมาตรการเดียวกับนักการเมืองหรือไม่
ทำอย่างไรที่เราจะออกแบบประชาธิปไตยให้มันเข้มแข็ง เราควรมองคำถามที่นายกฯตั้งมาให้เราในฐานะโอกาสที่จะเข้าไปกำหนดกฎเกณฑ์กติกาอย่างไร ทำอย่างไรให้ประชาธิปไตยมีคุณภาพและเป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่าย
ส่วนหนึ่งก็คือ ทำให้ประชาธิปไตยเป็นการปกครองที่ใช้เสียงข้างมากในการตัดสินใจ แต่เสียงข้างน้อยต้องสามารถตรวจสอบได้ และมีการผลัดเปลี่ยนอำนาจที่เป็นที่ตกลงร่วมกัน ไม่ใช่เกิดการครองอำนาจโดยกลุ่มเดียว และกลไกการตรวจสอบอ่อนแอ เรื่องเหล่านี้เราสามารถร่วมกันคิดได้ ไม่ใช่ต้องมองว่าประชาธิปไตยมันไม่ได้เรื่องเพราะนักการเมืองไม่ได้เรื่อง และการเลือกตั้งไม่ได้เรื่อง
แต่ต้องมองด้วยว่า ประชาชน กองทัพ และภาคส่วนอื่นๆ โดยเฉพาะสถาบันทางสังคมการเมืองและเศรษฐกิจต่างๆ ล้วนแล้วแต่เป็นส่วนหนึ่งของระบอบประชาธิปไตยทั้งสิ้น การปฏิรูปประเทศและการกำหนดกติกาต่างๆ เพื่อให้ประชาธิปไตยนั้นมีคุณภาพ เข้มแข็ง และเป็นที่ยอมรับนั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้
ถ้าไม่กำหนดบทบาทของทุกสถาบันให้มีส่วนร่วมในประชาธิปไตย ไม่ใช่เชื่อว่ามีกลุ่มคนกลุ่มใด หรือภาคส่วนใดสามารถละเมิดประชาธิปไตยได้ แต่ต้องมองว่าทุกภาคส่วนอยู่ในเงื่อนไขและกติกาประชาธิปไตย
ดังนั้นต้องร่วมกันพัฒนาประชาธิปไตยให้มีคุณภาพต่างหาก

