หน้าแรก คอลัมนิสต์ พล.อ.นิพัทธ์ ...

พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก | สงครามเรื่องเล็ก… ร่ำรวยคือเรื่องใหญ่

26.04.26 | 14:07 น.

นักธุรกิจ รัฐบาลสหรัฐอ่านขาด มองทะลุมาแล้วนานนับศตวรรษ เรื่องการครอบครอง บริหารน้ำมัน ที่คนทั้งโลกต้องใช้ไปอีกนานนับร้อยปี… มองเห็นเงิน ความมั่งคั่งที่จะไหลมาเทมา

สหรัฐอเมริกามักจะไปป้วนเปี้ยน นัวเนีย ทำสงคราม ข้องแวะ ห่วงใย เอาใจใส่ในดินแดนในประเทศที่มีน้ำมัน ก๊าซ เสมอมา

บริษัทน้ำมันของสหรัฐที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ช่วงปลายรัชสมัยในหลวง ร.5 ของไทย เข้าไปทำมาหากิน ทำธุรกิจน้ำมัน วางยุทธศาสตร์ยาวนับศตวรรษกับประเทศในตะวันออกกลาง หาทางผูกมิตรกับ “เจ้าผู้ปกครองดินแดน” เพื่อที่จะ “ทำธุรกิจ” แหล่งพลังงานของโลก

เป็น “วิสัยทัศน์” ที่เฉียบแหลม ร่ำรวย ยั่งยืน มีพลังอำนาจ แทบจะกำหนดราคา ปริมาณการผลิตน้ำมันของตลาดโลกได้

ประธานาธิบดีสหรัฐ… หาคะแนนนิยมจาก “น้ำมัน” เสมอ

Advertisement

การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐปี 2567 บริษัทน้ำมันในสหรัฐอเมริกามีอิทธิพลทางการเมืองอย่างมากผ่านการล็อบบี้และการบริจาคเงินสนับสนุนการหาเสียงจำนวนมหาศาลมากกว่า 219 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ส่วนใหญ่…สนับสนุนพรรครีพับลิกันเพื่อมีอิทธิพลต่อนโยบายด้านพลังงานและลดกฎระเบียบบริษัทใหญ่ในอุตสาหกรรม เช่น เอ็กซอนโมบิลและเชฟรอน ใช้ประโยชน์จากอิทธิพลนี้ในการกำหนดนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ บางครั้งแม้จะมีความขัดแย้งภายในอุตสาหกรรมเกี่ยวกับผลกำไรของการดำเนินการที่เอื้อประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมน้ำมันก็ตาม

การบริจาคเงินสนับสนุนพรรคการเมืองเป็นเรื่องเปิดเผย

สหรัฐอเมริกาถือเป็นประเทศที่ “ร่ำรวยน้ำมัน” อย่างมากในปัจจุบัน และเป็นผู้นำด้านพลังงานของโลก

เป็นผู้ผลิตน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดของโลกอย่างต่อเนื่องในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา (ณ ปี 2567) โดยในปี 2566 ผลิตได้มากกว่า 13 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์

ในแต่ละปีมีการขุดบ่อนับหมื่นบ่อเพื่อค้นหาน้ำมันและก๊าซในสหรัฐอเมริกา ถึงแม้จะเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ แต่ก็ยังนำเข้าน้ำมันดิบ โดยเฉพาะจากแคนาดาและเม็กซิโก

ที่ดินหลังบ้าน ที่ดินในครอบครองของประชาชนอเมริกันจำนวนมากมีเครื่องจักรสูบน้ำมันทั้งวันทั้งคืน การมีบ่อน้ำมันดิบในบริเวณบ้านหรือทรัพย์สินส่วนตัวในอเมริกาเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้จริง โดยเฉพาะในรัฐที่มีแหล่งพลังงานหนาแน่น เช่น เท็กซัส นิวเม็กซิโก และนอร์ทดาโกตา

ในสหรัฐ สิทธิในพื้นดิน (Surface Rights) และสิทธิในแร่ธาตุใต้ดิน (Mineral Rights) สามารถแยกจากกันได้ หากเจ้าของบ้านถือครองสิทธิในแร่ธาตุด้วย เมื่อขุดพบน้ำมันเขาสามารถได้รับส่วนแบ่งรายได้จากบริษัทน้ำมันที่เข้ามาเจาะ

รัฐที่พบการผลิตน้ำมันใน “พื้นที่ส่วนบุคคล” มากที่สุดคือเท็กซัส ซึ่งมีสัดส่วนการผลิตกว่า 42.5% ของทั้งประเทศ ตามมาด้วยนิวเม็กซิโก (13.3%) และนอร์ทดาโกตา (8.9%)

เจ้าของบ้าน เจ้าของที่ดิน มักทำสัญญาเช่าให้บริษัทน้ำมันเข้ามาตั้งแท่นขุดเจาะขนาดเล็ก (Land Rig) หรือเครื่องปั๊มน้ำมัน (Pumpjack) ซึ่งเจ้าของที่ดินจะได้รับค่าเช่าหรือค่าภาคหลวง (Royalty) จากน้ำมันที่ผลิตได้

พ.ศ.2402 (ตรงกับรัชสมัยในหลวง ร.4) นายเอ็ดวิน เดรก (Edwin Drake) เป็นคนแรกที่ขุดบ่อน้ำมันเชิงพาณิชย์สำเร็จในรัฐเพนซิลวาเนีย บริเวณเมืองไททัสวิลล์ โดยทั่วไปเรียกกันว่า “บิ๊กออยล์” อุตสาหกรรมนี้ครอบคลุมการสำรวจการผลิต การกลั่น การขนส่ง และการตลาดผลิตภัณฑ์ น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ

อีตา เดรก คนนี้คือคนที่ทำให้เกิดยุคตื่นน้ำมันในเพนซิลเวเนียตะวันตก ซึ่งแพร่กระจายอย่างรวดเร็วไปยังโอไฮโอ เท็กซัส แคลิฟอร์เนีย และทั่วโลก

สหรัฐ รัสเซีย และซาอุดีอาระเบีย ร่วมกันผลิตน้ำมันคิดเป็น 40% ของการผลิตน้ำมันทั่วโลก โดยสหรัฐผลิตน้ำมันได้มากกว่า 13 ล้านบาร์เรลต่อวัน

รัฐเท็กซัส ดินแดนแห่งอเมริกันคาวบอย เป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุด โดยผลิตน้ำมันได้กว่า 42% ของปริมาณทั้งหมดในประเทศ

นอกจากเท็กซัสแล้ว อลาสก้าและพื้นที่อื่นๆ ในสหรัฐ ก็เป็นแหล่งผลิตน้ำมันสำคัญ ทำให้สหรัฐมีความมั่นคงด้านพลังงานสูงขึ้น

ณ มีนาคม 2567 มีการจ้างงานในอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซในอเมริกาเกือบ 200,000 คน

ปี 2566 พื้นที่ผลิตน้ำมันดิบชั้นนำในสหรัฐอเมริกา ได้แก่ เท็กซัส ตามด้วยเขตชายฝั่งของรัฐบาลกลางในอ่าวเม็กซิโก จากนั้นคือรัฐนอร์ทดาโกตาและนิวเม็กซิโก

ขอย้ำว่า…ในปี 2566 สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ การผลิตก๊าซธรรมชาติก็สูงเป็นประวัติการณ์

แม้ว่าปิโตรเลียมจะมีประโยชน์มากมายจากการผลิตในปริมาณมาก แต่ก็มีปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของมนุษย์ การรั่วไหลของน้ำมันเป็นแหล่งที่มาของมลพิษ และมีการใช้น้ำปริมาณมากในการผลิตน้ำมัน การใช้ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก

บริษัทขนาดใหญ่ที่สุดบางครั้งเรียกว่า “ซุปเปอร์เมเจอร์” คำนี้มักใช้กับ BP, Shell, ExxonMobil, Chevron และ Total ซึ่งทั้งหมดดำเนินงานในสหรัฐอเมริกา

บริษัทระดับซุปเปอร์เมเจอร์เหล่านี้มีส่วนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและคาร์บอนฟุตพรินต์ของโลกอย่างมาก บริษัทเหล่านี้คิดเป็น 23% ของคาร์บอนฟุตพรินต์สะสมทั่วโลก และ 35% ของคาร์บอนฟุตพรินต์ทั่วโลกเมื่อพิจารณาจากผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม

“น้ำมันดิบ” จะถูกเก็บไว้ในสถานีน้ำมันเหนือพื้นดิน ก๊าซธรรมชาติส่วนใหญ่จะถูกเก็บไว้ “ใต้ดิน” บริษัทเอกชนจะเก็บน้ำมันและมีส่วนร่วมในการค้าน้ำมันเพื่อพยายามให้ได้ราคาที่ดีที่สุดสำหรับน้ำมันของตน

รัฐบาลยังเก็บน้ำมันไว้ในคลังสำรองปิโตรเลียมเชิงยุทธศาสตร์เพื่อรับมือกับภาวะช็อกทางภูมิรัฐศาสตร์

ขอแนะนำ…คลังน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ของอเมริกาครับ

ปี 2518 สหรัฐจัดตั้งคลังน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐ (Strategic Petroleum Reserve: SPR) เป็นคลังน้ำมันดิบฉุกเฉินที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพื่อรับมือกับวิกฤตพลังงาน โดยเก็บไว้ใน “ถ้ำเกลือใต้ดิน” บริเวณชายฝั่งอ่าวเม็กซิโก (เท็กซัส-ลุยเซียนา) มีความจุสูงสุดกว่า 700 ล้านบาร์เรล ดูแลโดยกระทรวงพลังงานสหรัฐ

น้ำมันจำนวนมหาศาลนี้เป็นหลักประกันความมั่นคงด้านพลังงานในช่วงภาวะสงคราม ภัยพิบัติทางธรรมชาติ หรือการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมัน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันในประเทศ

ความมหัศจรรย์คือ เป็นถ้ำเกลือใต้ดิน (Salt Caverns) ที่มีความปลอดภัยสูงและต้นทุนการเก็บต่ำ ตั้งอยู่ที่เท็กซัสและลุยเซียนา

กระทรวงพลังงานสหรัฐ (DOE) เป็นผู้ดูแล และมีการนำน้ำมันออกมาใช้ในภาวะที่จำเป็น ในปี 2569 ที่มีการระบายน้ำมันออกมาเพื่อลดความกดดันจากราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูง

ช่วงสงคราม สหรัฐ อิสราเอล กับอิหร่าน ปี 2569 สหรัฐยังคงใช้ SPR เป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาเสถียรภาพราคาพลังงานโดยอนุมัติระบายน้ำมันสำรองเพื่อบรรเทาภาวะตลาดหยุดชะงัก

เมื่อใช้ไปก็ต้องหามาเติม…สภาคองเกรสและรัฐบาลมีการจัดสรรงบประมาณเพื่อซื้อน้ำมันมาเติมในคลัง SPR อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีน้ำมันเพียงพอในระยะยาว

เมื่อปลายปี 2558 ประธานาธิบดีโอบามาได้ลงนามในร่างกฎหมายงบประมาณเพื่อยกเลิกการห้ามส่งออกน้ำมันดิบที่มีมานานกว่า 4 ทศวรรษ

ปธน.ไบเดนและรอง ปธน.แฮร์ริส เคยหาเสียงด้วยนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม รัฐบาลไบเดนพยายามที่จะยกเลิกนโยบายบางอย่างก่อนหน้านี้ที่ไม่สอดคล้องกับวาระของพวกเขา เป้าหมายคือ การมุ่งเป้าไปที่เชื้อเพลิงฟอสซิลและสร้างแหล่งพลังงานสะอาดมากขึ้น ซึ่งทำได้ผ่านนโยบายต่างๆ เช่น พระราชบัญญัติลดอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งมีเป้าหมายที่จะเก็บภาษีเชื้อเพลิงฟอสซิล ปิโตรเลียม และลดและติดตามการปล่อยมลพิษจากการผลิตพลังงานให้ดียิ่งขึ้น

หากแต่รัฐบาลทรัมป์….มีแผนเร่งการผลิตปิโตรเลียม รัฐบาลวางแผนที่จะขุดเจาะน้ำมันในที่ดินของรัฐบาลกลาง เช่น เขตสงวนพันธุ์สัตว์ป่าแห่งชาติอาร์กติก รัฐบาลได้ถอนตัวออกจากข้อตกลงปารีสอีกครั้งและประกาศนโยบายพลังงานแห่งชาติ โครงการในอนาคตของรัฐบาลเกี่ยวกับปิโตรเลียม รวมถึงการฟื้นฟูโครงการท่อส่งน้ำมัน Keystone XL ที่เคยถูกยกเลิกไปก่อนหน้านี้

แม้จะผลิตได้มาก แต่ราคาน้ำมันในสหรัฐไม่ได้ถูกกำหนดโดยตลาดภายในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับตลาดโลก หากเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันในสหรัฐก็จะปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย

บริษัทอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซในอเมริกาสร้างอิทธิพลทางการเงิน กำหนดวิถีการเมืองได้จริง

ผู้บริจาครายใหญ่และผู้นำในอุตสาหกรรมที่มีอิทธิพลต่อการเมือง ได้แก่ ฮาโรลด์ แฮมม์ เจ้าพ่อธุรกิจขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ เคลซี วอร์เรน เจ้าพ่อธุรกิจท่อส่งน้ำมัน และเจฟฟรีย์ ฮิลเดแบรนด์ มหาเศรษฐีด้านน้ำมันและก๊าซ

สถาบันปิโตรเลียมแห่งอเมริกา (API) และ PAC ของบริษัทต่างๆ เช่น Halliburton และ ConocoPhillips ใช้เงินหลายล้านดอลลาร์เพื่อมีอิทธิพลต่อการล็อบบี้ในรัฐสภาและการเลือกตั้งของผู้สมัคร

ความพยายามในการล็อบบี้ของภาคอุตสาหกรรมมักมุ่งเป้าไปที่กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม โดยมีเป้าหมายเพื่อรักษาสิทธิในการขุดเจาะที่เป็นประโยชน์และลดข้อจำกัดต่างๆ

รายงานล่าสุดชี้ให้เห็นว่า “บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่” กำลังดำเนินแคมเปญแทรกแซงทางการเมืองครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สหรัฐ เพื่อกำหนดทิศทางของกฎหมายและคำสั่งบริหาร

ผลการวิเคราะห์พบว่าบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ใช้เงินไปถึง 445 ล้านดอลลาร์สหรัฐตลอดช่วงการเลือกตั้งครั้งล่าสุด เพื่อมีอิทธิพลต่อโดนัลด์ ทรัมป์ และรัฐสภา

ตัวเลขดังกล่าวรวมถึงเงินทุนจากเดือนมกราคม 2566 และพฤศจิกายน 2567 สำหรับการบริจาคทางการเมือง การล็อบบี้ และการโฆษณาเพื่อสนับสนุนเจ้าหน้าที่ที่ได้รับการเลือกตั้งและนโยบายเฉพาะต่างๆ เนื่องจากไม่รวมเงินที่ส่งผ่านกลุ่มเงินทุนลับ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเปิดเผยผู้บริจาค จึงเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าความเป็นจริงอย่างมาก

กลางปี 2569 สหรัฐกลายเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ในภาวะสงคราม โดยเฉพาะช่วงความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ส่งออกกว่า 12.7 ล้านบาร์เรล/วัน กลายเป็น “ปั๊มน้ำมันของโลก” โดยสหรัฐใช้ประโยชน์จากกำลังการผลิตน้ำมันในประเทศที่สูงมาก ในขณะที่คว่ำบาตรการส่งออกของคู่ขัดแย้ง เช่น อิหร่านและเวเนซุเอลา เพื่อคุมตลาดและราคาน้ำมันโลก

ปล.รัสเซียก็ไม่พลาดโอกาสที่จะร่ำรวยไปด้วย รายได้
จากการส่งออกน้ำมันของรัสเซียพุ่งสูงขึ้นเหมือนจรวด โดยราคาน้ำมัน Urals เพิ่มการส่งออกน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมในเดือนมีนาคม 2569 ขึ้นไปถึง 7.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน

นี่คือผู้ชนะตัวจริงที่แสนจะมีความสุข