โดยทั่วไปเรามักจะเชื่อว่าโลกทางการเมืองที่จริงแท้จะต้องแบ่งออกเป็นอุดมการณ์ ไม่ซ้ายก็ขวา ไม่ก้าวหน้าก็อนุรักษนิยม ส่วนใครที่ไม่อยู่ในเส้นอุดมการณ์นี้ถือว่าไม่เข้าใจการเมืองอย่างจริงๆ จังๆ
หรือลามไปถึงว่า คนที่อยู่กลางๆ ในเส้นอุดมการณ์เป็นคนที่ไม่มีความรู้และจุดยืนทางการเมือง
และการเมืองเป็นเรื่องของการต่อสู้ ปะทะกันของซ้ายกับขวา นี่คือสงครามอุดมการณ์ (และอาจตรงข้ามกับการแข่งขันในพื้นที่)
บางเรื่องที่น่าสนใจในวันนี้กลายเป็นโลกของการเมืองที่ขวาถล่มขวากันเอง เช่น กรณีของฮังการี ที่คนสนกันแต่ว่าเผด็จการนั้นถูกโค่นล้มโดยประชาชน
อย่าลืมว่าเผด็จการ วิคเตอร์ ออบาน ถูกโค่นล้มผ่านชัยชนะการเลือกตั้งปกติ และคนชนะ (ปีเตอร์ แมคย่าร์) ก็เคยเป็นลูกน้องของออบานมาก่อน และจุดยืนของพรรคที่ได้รับชัยชนะก็เป็น “ขวากลาง” (Centre-Right) อีกต่างหาก โดยชนะ “ขวาสุด” (Far Right) หรือ “ขวาประชานิยม” (Right Wing Populism)
พูดไปว่า เผด็จการจะพังเพราะขวากลาง ไม่ใช่ซ้ายหลายคนอาจจะไม่อยากพูดให้เสียยุทธศาสตร์การเมือง
และถ้าบางคนมองว่าขวากลางคือทางออกของการเมืองเลือกตั้งในหลายๆ ครั้ง ก็อาจจะดูไม่น่าฟัง
อย่างน้อยไม่น่าฟังหรือไม่ก็ไม่ทราบ แต่ขวากลางมีอะไรให้เราเรียนรู้อยู่ไม่ใช่น้อยครับ
แมคย่าร์เพิ่งจะแยกจากพรรคของออบานมาไม่เกิน 3 ปี แม้ว่าก่อนหน้านั้นจะมีความใกล้ชิดกับระบอบออบานเป็นอย่างมาก รวมทั้งความสัมพันธ์และเลิกรากับอดีตภรรยาที่เป็นอดีตรัฐมนตรียุติธรรมของระบอบออบาน
จุดเปลี่ยนที่สำคัญคือเรื่องวุ่นวายที่พัวพันกับคดีทุจริตของระบอบออบาน
และนี่คือการจุดประกายความหวังให้กับผู้คนที่โหยหาทางเลือกที่ริบหรี่ว่าจะมีฝ่ายค้านที่สามารถท้าทายและเอาชนะออบานได้
แมคย่าร์เข้าร่วมกับพรรค Tisza ซึ่งเป็นพรรคขวากลาง และได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งเป็นตัวแทนของฮังการีในสหภาพยุโรป และเดือนนี้เองเขาก็ชนะในการเลือกตั้งทั่วไปของประเทศ ทำให้พรรค Tisza ได้คะแนนถึงสองในสามของสภา และเขาจะเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนต่อไป
ความน่าสนใจของขวากลางพิฆาตขวากลาง อยู่ตรงที่การท้าทายระบอบออบานไม่ได้มาจากจุดยืนทางอุดมการณ์ แบบ “ตรงข้าม” คือฝ่ายซ้าย หรือก้าวหน้า
แต่มาจากจุดยืนทางนโยบายที่มีลักษณะประนีประนอม มากกว่าจุดยืนตรงข้าม
ตัวอย่างเช่น เขาไม่ได้เปลี่ยนจุดยืนที่มีต่อตลาดเสรีแต่ชี้ให้เห็นว่านโยบายเศรษฐกิจนั้นเป็นไปเพื่อชาติบ้านเมือง มากกว่า “พวกพ้อง” แบบระบอบออบาน
แต่เขาหันไปหายุโรปมากขึ้นกว่าเดิม ที่ออบานนั้นเป็นเกลอกับปูตินมากกว่าสหภาพยุโรป
แมคย่าร์ไม่ได้ปฏิเสธความเป็นอนุรักษนิยมของเขา แต่ความเป็นขวากลางคือเรื่องของการสนับสนุนนโยบายของสหภาพยุโรปมากกว่าการวิพากษ์วิจารณ์สหภาพยุโรปแบบออบาน ส่วนหนึ่งเพราะมุ่งหวังซึ่งการสนับสนุนทางการเงินของสหภาพยุโรป (เพราะเศรษฐกิจของฮังการีไม่ค่อยดีมาหลายปีแล้ว) แต่ก็ยังขอเป็นส่วนที่วิพากษ์วิจารณ์ยุโรปบางส่วนเมื่อมันกระทบถึง “คุณค่าทางสังคม” ของชาวฮังการี คือ ไม่เปลี่ยนตามยุโรปทั้งหมด รวมทั้งการที่ไม่ได้สนับสนุนการเข้าร่วมสหภาพยุโรปแบบเร่งด่วน และพยายามหาสมดุลใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างฮังการีและรัสเซียที่ไม่พึ่งพารัสเซียด้านพลังงานจนเกินไป
จุดยืนที่สำคัญของความเป็นขวากลางเมื่อเทียบกับขวาตกขอบแบบออบานก็คือ การต่อต้านเรื่องของการคอร์รัปชั่น และประชาธิปไตยที่ไม่มีมิติของเสรีนิยม (illiberal democracy) ของออบาน โดยแมคย่าร์จะส่งเสริมความเป็นกลางของศาล และส่งเสริมเสรีภาพของสื่อ และให้ความสำคัญกับประเด็นของนโยบาย มากกว่าการผลักคนให้เป็นฝ่ายตรงข้าม
อย่างไรก็ดี ท่ามกลางความหวังของการเมืองใหม่ในฮังการี ก็คือการเมืองในช่วงของการเปลี่ยนผ่านระบอบในรอบนี้ของฮังการีนั้นแม้จะทำให้เกิดความหวังใหม่ๆ และเกิดการมองการเมืองที่ไม่ใช่เรื่องซ้ายขวาแบบเดิม แต่ถ้าคำนึงถึงสถานการณ์ทางการเมืองในฮังการีที่พามาจนถึงวันนี้ จะพบว่าการเมืองในฮังการีนั้นต้องการผู้นำที่มีบุคลิกภาพใหม่ด้วย ดังนั้น บุคลิกภาพและความเป็นผู้นำทางการเมืองจึงสำคัญในระยะเปลี่ยนผ่าน ตัวนายกฯคนใหม่นี้ก็ต้องเผชิญกับปัญหาเรื่องของข้อกล่าวหาในเรื่องครอบครัวต่อไปจากอดีตภรรยาที่พัวพันกับระบอบเก่า และคดีอื้อฉาวทางการเมืองของระบอบเก่า
นอกจากนี้ การเป็นพรรคที่ได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้นก็อาจจะทำให้คุณภาพประชาธิปไตยนั้นลดลงได้ในระยะยาว เพราะสมัยนี้ประชาธิปไตยนั้นสามารถถดถอยได้จากการพยายามรักษาอำนาจของพรรคการเมืองและชนชั้นนำทางการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง เพราะชัยชนะที่ท่วมท้นอาจหมายถึงการที่ไม่ต้องถูกควบคุมโดยหลักการประชาธิปไตยเสรีนิยมได้เหมือนกัน
สุดท้ายนี้สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการเมืองแบบขวากลางก็คือ หนึ่ง พวกขวากลางนั้นมีจริง ไม่ใช่แค่มีแต่ซ้ายกับขวา และไม่ได้หมายถึงพวกที่ไม่ประสีประสาทางการเมืองเสมอไป ในอเมริกามีการทำวิจัยและพบว่าคนกลุ่มนี้ก็มีความสำคัญทางการเมือง และให้ความสำคัญในประเด็นทางนโยบายมากกว่าอุดมการณ์ทางการเมืองที่ตายตัว
สอง พวกขวากลางนั้นแม้ว่าจะขึ้นกับบริบท แต่ก็เป็นอนุรักษนิยมที่ไม่สุดโต่ง ความไม่สุดโต่งคือต้องการการเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป คำนึงถึงเสถียรภาพและคุณค่าของสังคมที่มีอยู่มากกว่าการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน สิ่งที่คำนึงถึงมากที่สุดคือ การต่อต้านการคอร์รัปชั่นและการเล่นพรรคเล่นพวก ในบริบทของยุโรปนั้นเน้นความร่วมมือกับสหภาพยุโรป
สาม พวกขวากลางยอมให้ปฏิรูปทางเศรษฐกิจ แต่ยังเอาเศรษฐกิจตลาด ส่งเสริมเอกชนลงทุน ทุกอย่างต้องค่อยเป็นค่อยไป การเรียกร้องเรื่องสวัสดิการก็ต้องค่อยเป็นค่อยไป แต่ต้องไปกระทบคุณค่าทางสังคม พวกศาสนา ครอบครัว การกฎระเบียบในฐานะคุณค่าทางสังคม
สี่ ขวากลางยืนยันการทำงานในกติกาประชาธิปไตย ต่อต้านชาตินิยมสุดโต่ง และขนบธรรมเนียมนิยมที่ไม่เข้ากับยุคสมัย แต่ก็ยังไม่ไปถึงการเก็บภาษีเพิ่ม รัฐบาลก็ต้องไม่ใช้จ่ายมากเกินตัวและไม่เน้นสร้างศัตรูทางการเมืองแบบที่อยู่ร่วมโลกกันไม่ได้
ห้า ที่สำคัญการเมืองแบบกลางๆ จะเน้น “ปฏิบัตินิยม” มากกว่า “อุดมการณ์” สุดขั้ว (ซึ่งการเน้นปฏิบัตินิยม ก็อาจเป็นอุดมการณ์แบบหนึ่งก็อาจเป็นได้)
ต่อให้ไม่ชอบขวากลาง บางคนอาจจะมองว่าเป็นพันธมิตรได้ หรือมองเป็นขั้นตอนการไปสู่ประชาธิปไตยที่ลงหลักปักฐานก็ได้ครับ
เพียงแต่ว่าขวากลางแบบไทยๆ นี่คืออะไร ผมยังไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่ครับ ต้องคิดกันอีกมากทีเดียว
หมายเหตุ – พัฒนาจาก Ádám, Zoltán: Beating (Authoritarian) Populism with (Democratic) Populism: Orbán’s Anticipated Defeat and the Danger of Unlimited Single Party-Rule, VerfBlog, 2026/4/09. Gadin Taub: Why the Right Is Drawn to Hungary
How the struggle between undemocratic liberalism and ‘illiberal democracy’ came to define Western politics, Table, 2025/4/17. Anthony Fowler, et al: Moderates. American Political Science Review, 2022/9/05. Priyanka Shabkar: Who is Peter Magyar, Hungary’s new leader who trounced Viktor Orban?, Aljazeera, 2025/4/13.

