สงกรานต์อุษาคเนย์ – อุษาคเนย์ดั้งเดิมมีเทคโนโลยีแบบพื้นเมือง ครั้นหลังรับวัฒนธรรมจากอินเดียทำให้อุษาคเนย์มีเทคโนโลยีก้าวหน้า
“มหาสงกรานต์” ขึ้นปีใหม่ของอินเดียใต้ ที่ไทยและเพื่อนบ้านรับเข้ามาแล้วต่างช่วงชิงเป็นขึ้นปีใหม่ของตน จนละเลยสิ่งมีค่ามหาศาลมากับสงกรานต์ คือศิลปวิทยาการของอารยันที่ก้าวหน้ามากทางเทคโนโลยี ซึ่งมีพลังผลักดันความมั่งคั่งและมั่นคงของราชอาณาจักร
เซ่นผีขอฝนหน้าแล้ง เดือน 5 (จันทรคติ) เป็นพิธีกรรมดั้งเดิมของอุษาคเนย์ อยู่ในช่วงเวลาเดียวกับสงกรานต์เดือนเมษายน (สุริยคติ) จากอินเดียใต้ แต่ถูกชนชั้นนำสร้างคำอธิบายให้ปะปนจนทั่วไปเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าเป็นพิธีกรรมเดียวกัน
ชาตินิยมทางประวัติศาสตร์ด้วยอารมณ์และความรู้สึกคลั่งความเป็นไทย “เชื้อชาติไทย” ต้องการให้สงกรานต์ “สาดน้ำ” เป็นประเพณีของไทยเท่านั้น (ประเทศอื่นถ้ามีก็ลอกเลียนจากไทย)
ทั้งนี้สืบเนื่องจากระบบการศึกษาที่ไม่ซื่อตรงต่อเหตุผลตามหลักฐานวิชาการประวัติศาสตร์โบราณคดีและมานุษยวิทยา ซึ่งส่งผลเสียมหาศาลต่อแนวคิดทางสังคมและการเมือง
เทคโนฯ ก้าวหน้า สงกรานต์อุษาคเนย์ตามหลักฐานวิชาการตั้งแต่อุษาคเนย์ดั้งเดิม, อุษาคเนย์รับ “สงกรานต์” อินเดียใต้, “สงกรานต์” วัฒนธรรมร่วมอุษาคเนย์, สงกรานต์ “แปลง” เป็นเถรวาท, สาดน้ำสงกรานต์มาจากไหน?, สงกรานต์มวลชน เริ่มต้นที่กรุงเทพฯ
1.อุษาคเนย์ดั้งเดิม
อุษาคเนย์ดั้งเดิม (ก่อนรับวัฒนธรรมอินเดีย) มีพิธีกรรมพื้นเมืองดึกดำบรรพ์อายุมากกว่า 3,000 ปีมาแล้ว ได้แก่ (1.) นับถือศาสนาผี มีความเชื่อเรื่องขวัญ (2.) ปฏิทินจันทรคติ ยกย่องดวงจันทร์เป็นศูนย์กลางซึ่งมีพลังบันดาลน้ำขึ้น-น้ำลง (3.) ปีนักษัตร มี 12 นักษัตรตามลำดับ เช่น ชวด, ฉลู, ขาล ฯลฯ และ (4.) พิธีกรรมตลอดปีเกี่ยวกับการทำมาหากิน แต่เฉพาะที่สำคัญคือขึ้นปีนักษัตรใหม่และขอฝน ดังนี้
ขึ้นปีนักษัตรใหม่ หรือขึ้นปีใหม่ เดือนอ้าย คือ เดือนที่ 1 (ตรงกับปฏิทินสุริยคติ ราวพฤศจิกายน-ธันวาคม) หลังลอยกระทงเดือน 12 (อินเดียไม่มีปีนักษัตร) และ ขอฝน เดือน 4-5 ต่อเนื่องกันในหน้าแล้ง (ตรงกับปฏิทินสุริยคติ ราวกุมภาพันธ์-เมษายน) เหตุจากฝนแล้งไม่มีน้ำ จึงทำนาไม่ได้ ชาวบ้านต้องพักทำนารอฝนตก
จากนั้นร่วมกันมีพิธีเซ่นผีปีละครั้งในช่วงเวลานี้ พร้อมกับขอฝนเพื่อทำนาฤดูการผลิตต่อไป ขณะเดียวกันขอผีฟ้ารักษาโรคด้วย จึงมีกิจกรรม ได้แก่
(1.) เซ่นผีฟ้า และเซ่นผีบรรพชน (ผีเรือน, ผีบ้าน, ผีเมือง) ขอความอุดมสมบูรณ์มีฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล
(2.) เข้าทรงผีฟ้า, ขอคำทำนาย, รักษาโรค, และรดน้ำดำหัว
(3.) แห่นางแมว สาดน้ำนางแมว เหตุจากเชื่อว่าแมวเป็นสัตว์บันดาลความแห้งแล้งหรือ “ตัวแล้งน้ำ” เพราะแมวกลัวน้ำ
(4.) ปั้นเมฆ หมายถึงปั้นดินเหนียวไว้กลางแจ้ง เป็นรูปการร่วมเพศของหญิง-ชาย บันดาลให้มีการเกิด คือความอุดมสมบูรณ์
(5.) เล่นเพลงโต้ตอบหญิงชายด้วยเรื่องเพศ เพื่อความอุดมสมบูรณ์
(6.) เล่นเข้าทรงแม่ศรี เทวีแห่งข้าว และเล่นเข้าทรงผีสิงเครื่องมือทำมาหากิน
[การละเล่นทรงเจ้าเข้าผีมีชื่ออย่างน้อย 16 อย่าง ในหนังสือ ตรุษสงกรานต์ ของ ส. พลายน้อย สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งที่สอง พ.ศ. 2547 หน้า 71-102]
พิธีกรรมเหล่านี้ต้องทำทุกปี แม้ราชสำนักรับสงกรานต์จากอินเดียใต้แล้วก็ทำเป็นปกติในหมู่บ้านโดยไม่เกี่ยวอะไรกับสงกรานต์ เพียงแต่ช่วงเวลาตรงกัน
2.อุษาคเนย์ รับ “สงกรานต์” อินเดียใต้
ราว 1,500 ปีที่แล้ว หรือเรือน พ.ศ.1000 การค้าคึกคักระหว่างอินเดียกับอุษาคเนย์ ทำให้รัฐโบราณทุกแห่งในอุษาคเนย์รับวัฒนธรรมอินเดีย โดยเฉพาะที่สำคัญคือศาสนา และมหาสงกรานต์อินเดียใต้ ฯลฯ
มหาสงกรานต์ หมายถึง พิธีกรรมเกี่ยวกับโลกและจักรวาลทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ที่เป็นช่วงเวลาเปลี่ยนศักราชใหม่ หรือขึ้นปีใหม่ ของชาวทมิฬในอินเดียใต้
ทั้งนี้ มีเหตุจากดวงอาทิตย์ ซึ่งมีเทพผู้เป็นใหญ่ นามว่า “สุริยเทพ” เมื่อโคจรย้ายออกจากราศีมีน เข้าสู่ราศีเมษ ซึ่งตรงกับเมษายน (สุริยคติ)
[แต่อินเดียส่วนอื่นๆ ปีใหม่ไม่ตรงกับอินเดียใต้ เช่น อินเดียเหนือเปลี่ยนศักราชใหม่ ขึ้นปีใหม่ ช่วงเวลาอื่น]
สิ่งที่มาพร้อมศาสนาและมหาสงกรานต์ คือศิลปวิทยาการของอารยันที่ก้าวหน้ามากทางเทคโนโลยี ได้แก่ คณิตศาสตร์, ความรู้เกี่ยวกับโลกและจักรวาล ฯลฯ
คณิตศาสตร์
ประวัติของคณิตศาสตร์ (จากเอกสารทางคณิตศาสตร์) มีปฏิวัติทางคณิตศาสตร์ คือการใช้เลข 0 ในระบบเลข “ฐาน 10” จากอินเดีย ซึ่งมีผลทำให้การเขียนตัวเลขและการคำนวณทดไปเรื่อยๆ อย่างเป็นระบบจาก 10 100 1,000 ไปโดยไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งต่างจากความรู้ทางคณิตศาสตร์ในอดีต
อียิปต์เป็นชาติแรกที่ค้นพบระบบเลข “ฐาน 10” แต่อียิปต์, โรมัน ไม่ได้ใช้เลข 0 การเขียนเลข 10 หรือ 100 หรือ 1,000 ใช้สัญลักษณ์ที่ต่างกันไม่เป็นระบบแบบที่อินเดียใช้ เพราะระบบคณิตศาสตร์แบบอินเดีย คือที่มาของระบบที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน
อินเดียเป็นผู้ค้นพบเลข 0 ในจารึกของอินเดียที่คุชราตตั้งแต่ ค.ศ. 595 มีเลข 1-9 และ เลข 0
ต่อมาอาหรับนำเลข 0 ไปใช้ และเผยแพร่ในโลกตะวันตก จึงทำให้เข้าใจว่าอาหรับเป็นผู้ค้นพบ และเรียก “เลขอารบิก” ปัจจุบันเรียกรวมว่า “ระบบเลขฮินดู- อารบิก”
โลกและจักรวาล
ศูนย์กลางของโลกและจักรวาล คือ “สุริยเทพ” ผู้เป็นใหญ่ของดวงอาทิตย์ ซึ่งเป็น
เทวดาสากล (พบในนานาชาติด้วยชื่อต่างๆ และรูปเคารพต่างๆ) ผู้บันดาลให้มีกำเนิดสิ่งต่างๆ ในโลก ดังนี้
(1.) เขาพระสุเมรุแกนของโลกแบน และดวงอาทิตย์ พร้อม “เทวดานพเคราะห์” โคจรรอบเขาพระสุเมรุ (เป็นฐานข้อมูลความรู้เรื่องไตรภูมิ และเป็นพลังค้นพบต่อไปว่าโลกกลม)
(2.) ความอุดมสมบูรณ์ในพืชพันธุ์ธัญญาข้าวปลาอาหาร ขจัดความหิวโหย
(3.) ปฏิทินสุริยคติ และการหมุนเวียนของวัน, เดือน, ปี (ศักราช), ราศี ฯลฯ เพื่อสะดวกการกำหนดเวลาฤกษ์พานาทีของ “โหราธิบดี” ราชสำนัก ดังนี้
สัปดาห์ มี 7 วันตามลำดับ อาทิตย์, จันทร์ ฯลฯ, เดือน มี 30 วัน (โดยเฉลี่ย), ปี มี 12 เดือน ตามลำดับ มกราคม, กุมภาพันธ์ ฯลฯ, ศักราช มหาศักราช, ราศี หมายถึง ดวงอาทิตย์โคจรผ่านดาว 12 หมู่ และดาวหมู่หนึ่งเรียกราศีหนึ่ง ได้แก่ เมื่อดวงอาทิตย์ผ่านดาวหมู่ใดก็เรียกชื่อราศีตามกลุ่มดาวนั้น เช่น ราศีมีน, ราศีเมษ, ราศีพฤษภ เป็นต้น
หมู่ดาวรูปแกะเรียกว่าเมษ (อ่าน เม-สะ) เมื่อดวงอาทิตย์ผ่านดาวรูปแกะ เรียกว่าราศีเมษเป็น “มหาสงกรานต์” ถือเป็นขึ้นศักราชใหม่ (ปีใหม่) ของอินเดีย (ภาคใต้) ซึ่งตรงกับเดือนเมษายน ตามปฏิทินสุริยคติ (แต่ทางจันทรคติตรงกับเดือน 5 ไทยรับมาเรียก “สงกรานต์”)
(4.) สุริยเทพ เป็นเทวดาแห่งแสงสว่างและดวงอาทิตย์ ที่มีพลังอำนาจเหนือจักรวาลบันดาลให้กลางวันสว่าง กลางคืนมืด, ความอบอุ่น ขจัดความหนาวเย็น จึงถูกใช้งานแสดงอำนาจการเมือง
ดวงอาทิตย์ มีสัณฐานกลมเหมือนจักร หรือกงล้อ, วงล้อ คัมภีร์ฤคเวท (3,000 ปีมาแล้ว) ระบุว่าพระอาทิตย์คือจักรลอยบนฟ้า
จักร หรือวงล้อถูกใช้เป็นสัญลักษณ์หมายถึงดวงอาทิตย์, แสงสว่าง, สุริยเทพที่มีพลังอำนาจเหนือสิ่งอื่นใด
วงล้อ หรือ จักร ที่มีดุมอยู่ตรงกลาง และมีซี่ล้อ (หรือกำ ซึ่งเป็นสิ่งตรึงระหว่างดุมกับขอบล้อ) ถูกใช้ทางศาสนาพุทธเรียกธรรมจักร
ธรรมจักร คือ จักร หรือวงล้อมีซี่กำโดยรอบ ตั้งบนเสาสูงอยู่กลางแจ้ง มีความหมายหลายอย่าง ได้แก่
ก. สัญลักษณ์ทางพุทธศาสนา หมายถึงพระธรรมซึ่งเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าแผ่ปกไปทั่วจักรวาล (โลกแบน) ดังแสงสว่างของดวงอาทิตย์ที่ส่องสว่างไปทุกหัวระแหง
ข. สัญลักษณ์ของผู้มีอำนาจเหนือผู้ใดในจักรวาล ดุจ “จักรพรรดิราช” ซึ่งหมายถึงพระเจ้าอโศกที่เชื่อกันว่าเป็นผู้สถาปนาธรรมจักรตั้งบนเสาสูง

สุริยเทพ ผู้บันดาลแสงสว่างและฤดูกาลแห่งความอุดมสมบูรณ์ พบประติมากรรมหลายองค์ อายุ ราว 1,500 ปีมาแล้ว หลัง พ.ศ. 1000 เมืองศรีเทพ (อ. ศรีเทพ จ. เพชรบูรณ์)
[ภาพจากหนังสือ ศรีเทพ ทวารวดี ราชธานีแห่งแรกของสยาม ของ ศาสตราจารย์ ดร. พิริยะ ไกรฤกษ์ พิมพ์ครั้งแรก พฤศจิกายน 2564 หน้า 64-69]
3.“สงกรานต์” วัฒนธรรมร่วมอุษาคเนย์
รัฐโบราณอุษาคเนย์ รับ “สงกรานต์” เป็นวัฒนธรรมร่วม ได้แก่ รัฐบนเกาะชวา (อินโดนีเซีย), รัฐศรีเกษตร (พม่า), รัฐศรีโคตรบูร (ลาว), รัฐอีศานปุระ (กัมพูชา), รัฐจามปา (เวียดนาม), รัฐทวารวดี (ไทย)
สงกรานต์สมัยแรกรับจากอินเดีย เป็นพิธีกรรมทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดู แพร่หลายในราชสำนักเท่านั้น โดยขึ้นศักราชใหม่หรือขึ้นปีใหม่ตอนสงกรานต์ เมษายน (แทนความเชื่อเก่าขึ้นนักษัตรใหม่ หรือขึ้นปีใหม่ เดือนอ้าย)
ประชาชนไม่รู้จักสงกรานต์ ชาวบ้านสามัญชนเริ่มปีนักษัตรใหม่ หรือขึ้นปีใหม่ เดือนอ้าย และมีการละเล่นในพิธีขอฝน เดือน 5 หน้าแล้งเป็นปกติ (ตรงกับเมษายน ช่วงเวลาเดียวกับสงกรานต์) เพราะไม่รู้จักสงกรานต์
รัฐทวารวดีในไทย
มีศูนย์กลางอยู่เมืองศรีเทพ (อ .ศรีเทพ จ. เพชรบูรณ์) รับศาสนาและวัฒนธรรมโดยเฉพาะมหาสงกรานต์จากอินเดียใต้
พบเทวรูปหิน “สุริยเทพ” (วัฒนธรรมทวารวดี) หลายองค์ เป็นหลักฐานการรับศิลปวิทยาการของอารยันที่ก้าวหน้ามากทางเทคโนโลยีจากอินเดีย
รัฐกัมพูชาโบราณ
บริเวณโตนเลสาบ (ทะเลสาบ) พบจารึกภาษาเขมร ระบุสงกรานต์ และวันเดือนปีทางสุริยคติ ดังนี้
1.จารึกตวลวัดกำนุ (K.557) พบในจังหวัดตาแก้ว ข้อความในบรรทัดที่ 1-2 กล่าวว่า มหาศักราช 533 (พ.ศ. 1154) ขึ้น 13 ค่ำ มาฆ ปุษยนักษัตร (อยู่ในรัชกาลพระเจ้าอีศานวรร
มันที่ 1 และเป็นจารึกที่มีเลขศักราชเก่าสุด (เท่าที่พบขณะนี้)
2.จารึกปราสาทพิมานอาศ (K.291) พบที่ปราสาทพิมานอากาศ (เมืองพระนครหลวง)สันนิษฐานว่ามีอายุราว พ.ศ. 1450 ข้อความว่า “ประติทินสงกรานต์บูชานี้หมู่บ้านถนัล
ภวาส”
3.จารึกพระธาตุพระเสรย (K.650) พบในจังหวัดเสียมราฐ ระหว่าง พ.ศ. 1411-1544 (พระเจ้าชัยวรรมันที่ 5) บรรทัดที่ 7-8 ข้อความว่า “ข้าวสาร 2 ริ ในประติทินสงกรานต์”
4.จารึกเขาพนมจิสอร์ (K.34) จังหวัดตาแก้ว อายุราว พ.ศ. 1650 ข้อความว่า “อุทิศถวายสงกรานต์”
[ข้อมูลจารึกกัมพูชาจาก อ.รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง]
5.หนังสือพระราชพิธีทวาทศมาส ของออกญาเทพพิทู (ฌึม กรอเสม) แปลและเรียบเรียงโดย ศานติ ภักดีคำ คณะกรรมการสมาคมวัฒนธรรมไทย-กัมพูชา กรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ จัดพิมพ์เนื่องในการฉลองครบรอบ 55 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-กัมพูชา (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2550)
4.สงกรานต์ “แปลง” เป็นเถรวาท
หลังรับศาสนาและวัฒนธรรมจากอินเดีย บ้านเมืองในไทยต่างนับถือศาสนาและวัฒนธรรมแบบทวารวดี คือ “ผี-พราหมณ์-พุทธ” สงกรานต์ที่รับจากอินเดียใต้ถูกปรับเข้ากับวัฒนธรรมแบบทวารวดี เมื่อหลัง พ.ศ. 1000
ต่อมาราชสำนักของบ้านเมืองบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา รับศาสนาพุทธ เถรวาท จากลังกา (ผ่านเมืองมอญ) สงกรานต์ในวัฒนธรรมแบบทวารวดีก็ถูกแปลงเข้ากับศาสนาพุทธ เถรวาท แบบลังกา เมื่อหลัง พ.ศ. 1700
ขณะเดียวกันก็แปลงเซ่นผีบรรพชนทางศาสนาผีเป็นบังสุกุลในศาสนาพุทธ เถรวาท
เถรวาท แบบลังกา เริ่มแรกฟักตัวอยู่ในรัฐละโว้ (ลพบุรี) เมื่อแข็งแรงขึ้นจึงเผยแผ่พร้อมสงกรานต์ไปบ้านเมืองของลุ่มน้ำต่างๆ ได้แก่
เมืองอโยธยา ลุ่มน้ำเจ้าพระยา (ภาคกลาง) เมืองหริภุญชัย ลุ่มน้ำปิง (ล้านนา) เมืองราด ลุ่มน้ำมูล (อีสาน) เมืองพระนครหลวง (นครธม) ลุ่มน้ำโตนเลสาบ (กัมพูชา) พบหลักฐานในบันทึกจีน-โจวต้ากวาน บอกว่าในราชสำนัก “เจิ้นลา” มีพระราชพิธีสรงน้ำพระ เดือน 5 (เมษายน)
นับแต่นั้น ราชสำนักอโยธยากำหนดให้สงกรานต์เดือนเมษายน (สุริยคติ) ซึ่งตรงกับเดือน 5 (จันทรคติ) เป็นขึ้นศักราชใหม่ (ขึ้นปีใหม่) พบหลักฐานสมัยอยุธยาในกฎมณเฑียรบาลและทวาทศมาส (โคลงดั้น)
[เรื่องเล่าในพงศาวดารเหนือ ว่าพระยาสักรดำยกจุลศักราช 1 ขึ้นเป็นวันเดือนปีใหม่ ซึ่งคล้ายๆ จะบอกว่าเมืองอโยธยาเริ่มปีใหม่สงกรานต์ (แบบอินเดีย) ตรงกับเดือน 5จันทรคติ และรับจุลศักราชจากมอญ-พม่า ใช้แทนมหาศักราชที่เคยใช้มาก่อน]
กฎมณเฑียรบาล กำหนดพระราชพิธีตลอดปี โดยเริ่มด้วยพระราชพิธีขึ้นศักราชใหม่เดือน 5 จันทรคติ (เมษายน) ในสนามใหญ่ และพระราชพิธีในเดือนต่อๆ ไป
ทวาทศมาส (โคลงดั้น) หมายถึงประเพณีพิธีกรรมตลอดปี (คำว่า “ทวาทศมาส” แปลว่า 12 เดือน) ของราชอาณาจักรสยาม ที่กำหนดเป็นแบบแผนพระราชพิธีโดยราชสำนักอยุธยาซึ่งผู้ใดละเมิดมิได้
แบบแผนสำคัญมาก คือ ย้ายปีใหม่ทางจันทรคติที่เดือนอ้าย คือ เดือน 1 เปลี่ยนเป็นเดือน 5 ตรงกับสงกรานต์ เมษายน ทางสุริยคติ ซึ่งหมายถึงเริ่มต้นปีใหม่เมื่อขึ้นศักราชใหม่ช่วงสงกรานต์ เดือนเมษายน (สุริยคติ) ตรงกับปีนักษัตร เดือน 5 (จันทรคติ)
นับแต่นั้น แบบแผนนี้เป็นต้นแบบวรรณกรรมสมัยต่อไป ได้แก่ กาพย์ห่อโคลงนิราศธารโศก ของ เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ (เจ้าฟ้ากุ้ง) กวีแผ่นดินบรมโกศ อยุธยา นิราศเดือน ของ หมื่นพรหมสมพัตสร (เสมียนมี) กวีแผ่นดิน ร.3 กรุงรัตนโกสินทร์ โคลงทวาทศมาส ของ สมเด็จฯ กระพระยาบำราบปรปักษ์ กวีแผ่นดิน ร.5 กรุงรัตนโกสินทร์
สงกรานต์ตามคติพุทธเถรวาทในอยุธยามีเฉพาะราชสำนักเท่านั้น ไม่แพร่หลายถึงราษฎร พบหลักฐานลาลูแบร์ว่าประชาชนอยุธยาไม่รู้จักสงกรานต์ ดังนั้นในขณะราชสำนักอยุธยาขึ้นปีใหม่สงกรานต์ (เมษายน) ส่วนประชาชนอยุธยาขึ้นปีใหม่เดือนอ้าย (พฤศจิกายน-ธันวาคม) และมีการละเล่นขอฝน เดือน 5 (จันทรคติ)
5.สาดน้ำสงกรานต์มาจากไหน?
อินเดียใต้ ถิ่นกำเนิดสงกรานต์ไม่มีสาดน้ำ
ส่วนเทศกาลโหลีมีสาดสี (ไม่สาดน้ำ) เป็นต้นแบบพิธีธานย์เทาะห์ (เผาข้าว) หรือกำเนิดแม่โพสพในอยุธยา (มีคำอธิบายละเอียดในหนังสือ พิธีกรรม “ผี-พราหมณ์-พุทธ” ของ สุจิตต์ วงษ์เทศ สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2568 หน้า 80-84)
ไทย แรกรับสงกรานต์จากอินเดียใต้ ไม่มีสาดน้ำ
จารึกภาษาเขมรที่พบในกัมพูชาและในไทย ตั้งแต่หลัง พ.ศ. 1000 มีคำว่า “สงกรานต์” แต่ไม่มีสาดน้ำ
[เอกสารจีนโจวต้ากวาน พ.ศ. 1839 (ก่อนสมัยอยุธยา) บันทึกสภาพเมืองเจิ้นลา (นครธม-เมืองพระนครหลวง) พรรณนาพระราชพิธีเดือน 5 มีสรงน้ำพระ แต่ไม่มีสาดน้ำ]
วรรณกรรมอยุธยา พรรณนาสงกรานต์ ไม่มีสาดน้ำ
(1.) กฏมณเฑียรบาล เรื่องพระราชพิธีเดือน 5 (สงกรานต์ เมษายน) พรรณานาว่ามีขึ้นศักราชใหม่ แต่ไม่มีสาดน้ำ
(2.) ทวาทศมาส (โคลงดั้น) สมัยอยุธยา ตอนต้น (แผ่นดินพระบรมไตรโลกนาถ เรือน พ.ศ. 2011) พรรณนาขึ้นศักราชใหม่ เมษายน ตรงกับเดือน 5 หน้าแล้ง อากาศร้อน แต่ไม่มีสาดน้ำ
(3.) นิราศธารโศก (กาพย์ห่อโคลง) ของ เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ (เจ้าฟ้ากุ้ง) พรรณนา ขึ้นศักราชใหม่ (เมษายน) เดือน 5 จันทรคติ สงกรานต์ มีพระราชพิธีออกสนาม (การละเล่นกลางแจ้ง) และทำบุญถวายพระในวัดหลวง ไม่มีสาดน้ำ
วรรณกรรมรัตนโกสินทร์ พรรณนาสงกรานต์ ไม่มีสาดน้ำ
นิราศเดือน ของ เสมียนมี (หมื่นพรหมสมพัตสร) กวีแผ่นดิน ร.3
พรรณนาประเพณี 12 เดือน เริ่มต้นปีใหม่ที่เดือน 5 (จันทรคติ) สงกรานต์ (เมษายนสุริยคติ) กล่าวถึงประชาชนชาวบ้านไปวัดทำบุญสรงน้ำพระ เสร็จแล้วเล่นการพนัน ฯลฯ แต่ไม่มีสาดน้ำ
พระราชพิธีสิบสองเดือน พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ร.5 มีรายละเอียดพระราชพิธี “เดือนห้า” (จันทรคติ) คือสงกรานต์ (สุริยคติ) แต่ไม่มีสาดน้ำ
โคลงพระราชพิธีทวาทศมาส พระนิพนธ์ สมเด็จฯ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำราบปรปักษ์ เริ่มต้นปีใหม่เดือน 5 (จันทรคติ) ตรงกับสงกรานต์ เมษายน (สุริยคติ) พรรณนาพระราชพิธีมีต่างๆ และกล่าวถึงชาวบ้านเที่ยวสงกรานต์ เล่นการพนัน ฯลฯ แต่ไม่มีสาดน้ำ
สาดน้ำขอฝน ต้นทางสาดน้ำสงกรานต์
ชุมชนหมู่บ้านพื้นเมืองดั้งเดิม ก่อนรับสงกรานต์จากอินเดียใต้ มีประเพณีพิธีกรรม ขอฝนด้วยการละเล่นสาดน้ำแห่งนางแมว และสาดน้ำคนร่วมแห่นางแมว
หลังรับสงกรานต์จากอินเดียใต้ การละเล่นสาดน้ำขอฝนในชุมชนเหมู่บ้านมีสืบเนื่องตามปกติ เพราะเป็นฤดูเดือน 5 หน้าแล้ง (จันทรคติ) ชาวบ้านต้องการน้ำฝนทำนาทำไร่ ทุกปี
สงกรานต์จากอินเดียใต้ ขึ้นศักราชใหม่ เมษายน (สุริยคติ) เนื่องในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู มีพิธีกรรมอยู่ในราชสำนักและเทวสถาน (โบสถ์พราหมณ์, ศาลพระกาฬ) สมัยแรกไม่สัมพันธ์กับชุมชนหมู่บ้านพื้นเมือง จึงไม่เกี่ยวข้องสาดน้ำขอฝน
สาดน้ำสงกรานต์น่าจะมีต้นทางจากสาดน้ำขอฝนของชุมชนเขตมรสุมบริเวณเส้นศูนย์สูตรมากกว่า 3,000 ปีที่แล้ว มีเรื่องราวความเป็นมาและความเปลี่ยนแปลง ดังนี้
(1.) สาดน้ำขอฝนเป็นการละเล่นทางศาสนาผี
(2.) มีในหน้าแล้งด้วยวิธี “หนามยอกเอาหนามบ่ง” คือชุมชนแล้งน้ำ ก็เอาน้ำมาเล่นสาดใส่กันเปียกโชกเหมือนมีฝนตกชุ่มฉ่ำ
(3.) โดยผ่านการละเล่นแห่นางแมว ด้วยการสาดน้ำนางแมวแล้วสาดน้ำคนแห่นางแมว พร้อมสาดน้ำชาวบ้านในชุมชนที่ร่วมสาดน้ำนางแมว ซึ่งล้วนเป็นคนรู้จักมักคุ้น หรือเป็นเครือญาติพี่น้องในหมู่บ้านกลุ่มเดียวกัน ไม่ลุกลามคนกลุ่มอื่น
(4.) แห่นางแมว เป็นการละเล่นขอฝนด้วยการสาดน้ำนางแมวของชุมชนหมู่บ้านเริ่มแรกมากกว่า 3,000 ปีมาแล้ว
เริ่มด้วยชาวบ้านจับแมวใส่กรงแล้วร่วมกันหามแห่กรงแมวตระเวนไปตามหมู่บ้านด้วยการร้องเซิ้งให้ชาวบ้านสาดน้ำแมวเพื่อขอให้ฝนตก
ทั้งนี้มาจากธรรมชาติของแมวเป็นสัตว์กลัวน้ำ ไม่ชอบน้ำ คนทั่วไปเชื่อว่า “แมวเป็นตัวแล้ง” ต้นเหตุให้ฝนไม่ตก เมื่อถูกสาดน้ำแมวก็หายเป็นตัวแล้งทำให้ฝนตก [เทศกาลสงกรานต์ ของ เสฐียรโกเศศ (พระยาอนุมานราชธน) คุรุสภา พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2515 หน้า 173-175]
สงกรานต์มีสาดน้ำ
สงกรานต์มีเล่นสาดน้ำคนทั่วไป น่าจะมีเมื่อสงกรานต์ถูกทำเป็น “ผี-พราหมณ์-พุทธ” ด้วยการผสมผสานเข้าด้วยกัน ได้แก่ สาดน้ำขอฝนทางศาสนาผี, สงกรานต์ทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดู, ผนึกสงกรานต์เข้าศาสนาพุทธ เถรวาท ตั้งแต่สมัยอยุธยา ต่อเนื่องสมัยธนบุรีจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ พบเรื่องราวความเป็นมาและการเปลี่ยนแปลง ดังนี้

[สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเล่าไว้ในหนังสือ เที่ยวเมืองพม่า (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2489) มีพิธีเอาน้ำสาดที่ฐานพระเกศธาตุ เพื่อทำบุญส่งให้เปรตแบบเดียวกับกรวดน้ำในศาสนาพุทธ ซึ่งไม่น่าจะเกี่ยวข้องสาดน้ำสงกรานต์]
(2.) ในไทย พบหลักฐานสาดน้ำสงกรานต์สมัยหลังแผ่นดิน ร.5 เพราะในพระราชนิพนธ์พระราชพิธีสิบสองเดือน ร.5 ไม่ทรงกล่าวถึงสาดน้ำสงกรานต์ แต่มีแห่นางแมวขอฝนในพระราชพิธีพรุณศาสตร์ (เดือน 9) นอกจากนั้น วรรณกรรมแผ่นดิน ร.5 ก็ไม่มีกล่าวถึงสาดน้ำสงกรานต์
6.สงกรานต์มวลชน
ประชาชนเริ่มรู้จักสงกรานต์จากนิทานเรื่องท้าวกบิลพรหมถูกตัดเศียรให้ธิดาทั้ง 7 แห่ไว้มิให้โลกเดือดร้อน ด้วยการแบ่งปันเผยแพร่ผ่านวัดและพระสงฆ์ ดังนี้
(1.) เรื่องเล่าท้าวกบิลพรหมถูกทำเป็นจารึกไว้ที่วัดโพธิ์ (ท่าเตียน) แล้วแพร่หลายด้วยพระสงฆ์และปราชญ์ท้องถิ่นนำไปเล่าสู่ประชาชนในหมู่บ้าน
(2.) รู้จักสงกรานต์ผ่านสื่อสมัยใหม่ที่เพิ่งรับจากตะวันตก เช่น หนังสือพิมพ์, วิทยุ, เพลงสงกรานต์ ฯลฯ ก่อน พ.ศ. 2500
(3.) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กระตุ้นสงกรานต์มวลชนขยายทั่วประเทศหลัง พ.ศ. 2500
กรุงเทพฯ เริ่มสงกรานต์สาดน้ำ
สงกรานต์เริ่มมีสาดน้ำตั้งแต่เมื่อไรไม่พบหลักฐานตรงๆ แต่จากการตรวจสอบพบร่องรอยพัฒนาการจากสาดน้ำขอฝนทางศาสนาผีในกรุงเทพฯ สมัยหลังแผ่นดิน ร.5
สาดน้ำเริ่มแรกเพื่อขอฝนด้วยการแห่นางแมวและแห่พระพุทธรูปไปทั่วทุกหมู่บ้านที่แล้งน้ำ ด้วยความเชื่อว่าการสาดน้ำเป็นสัญลักษณ์ความอุดมสมบูรณ์ในพืชพันธุ์ว่านยาข้าวปลาอาหาร
ดังนั้นสาดน้ำสงกรานต์มีทั้งคุณค่าและมูลค่า
คุณค่า คือ ประวัติศาสตร์สังคมและการเมืองในไทย เกี่ยวกับคณิตศาสตร์รวมถึงโลกและจักรวาลเรื่องวันเวลา
มูลค่า คือดึงดูดคนทั่วโลกมาเล่นสาดน้ำในเทศกาลร่มเย็นเป็นสุขสนุกสนาน สร้างรายได้เข้าประเทศและกระจายสู่หมู่บ้าน
รัฐบาลควรสร้าง “มิวเซียมสงกรานต์” ในกรุงเทพฯ เป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องราวความเป็นมาและความเปลี่ยนแปลงของสงกรานต์ แล้วชักจูงคนทั่วโลกที่รุ่มร้อนจากเศรษฐกิจมารับความร่มเย็นเล่นสาดน้ำ World Water Festival

