หน้าแรก คอลัมนิสต์ พิชญ์ พงษ์สวั...

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ | สัญญาณเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.เริ่มแล้ว

4.05.26 | 13:45 น.
สัญญาณเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.เริ่มแล้ว

สัปดาห์นี้น่าจะเป็นสัปดาห์ที่เริ่มต้นการรณรงค์เลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และสมาชิกสภา กทม. เพราะจะมีการเปิดตัวของแต่ละฝ่าย

วันที่บทความฉบับนี้ตีพิมพ์คือวันอังคารที่จะมีการลุ้นกันว่า ผู้สมัครผู้ว่าฯของพรรคสีส้มจะเป็นใคร แล้วในช่วงเวลาใกล้กันจะมีการเปิดตัวของผู้สมัครผู้ว่าฯของพรรคสีฟ้า รวมไปถึงว่า อ.ชัชชาติจะลงรักษาแชมป์หรือไม่

แต่ที่สนุกกว่าก็คือ การเปิดตัวของสมาชิกสภา กทม. ที่จะต้องลุ้นกันว่าฝ่ายไหนเป็น “ทีมชัชชาติ” ตัวจริงกันแน่

เพราะทางหนึ่ง การบริหารเมืองนั้นเขาออกแบบมาให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างผู้ว่าฯกับสภาเมือง

แต่พลวัตในเรื่องนี้สำคัญว่า ควรมาจากฝ่ายเดียวกันไหม

Advertisement

การเป็นทีมเดียวกันก็ดีในแง่ที่ขับเคลื่อนนโยบายได้อย่างรวดเร็ว

แต่ในอีกด้านหนึ่งก็คือ การมีทีมบริหารและนิติบัญญัติแยกกันก็ต้องการให้เกิดความตรวจสอบระหว่างกัน และสะท้อนเสียงของแต่ละพื้นที่ขึ้นมา

ผมคิดว่าในมุมของทีมบริหาร ก็อยากมี ส.ก.ที่ทำงานร่วมด้วยแล้วขับเคลื่อนงานไปได้อย่างราบรื่น

และในอดีตทางออกก็คือทีมบริหารก็อยากมีทีม ส.ก.ที่เป็นพวกเดียวกัน ก็คือมีทีมลงสมัคร ส.ก.ไปด้วยหรือลงในนามพรรค รวมไปถึงสุดท้ายก็ตั้งพรรคเป็นของตนเอง

แต่ถ้าพิจารณาในเชิงประวัติศาสตร์เปรียบเทียบ การปกครองระดับเมืองนั้นเริ่มต้นจากยุคการแต่งตั้งนายกเทศมนตรีจนมาถึงการเลือกตั้งโดยตรงในยุคหลัง

ว่ากันว่าในยุคแรกนั้นนายกเทศมนตรีแทบจะไม่มีบทบาทเมื่อเทียบกับสภาเมือง ซึ่งเป็นเรื่องของการคัดเลือกตัวแทนเมืองมากำกับดูแลการบริหารจัดการเมือง เคยมีแม้การกล่าวถึงว่านายกเทศมนตรีในยุคแรกทำหน้าที่เชิงพิธีกรรมเสียมากกว่า ถึงกับทำหน้าที่นำการเดินพาเหรดในเมืองเสียมากกว่าบริหารจัดการเมืองอย่างจริงจัง

แต่ในปัจจุบันเรื่องราวในโลกไม่ได้จบง่ายๆ แบบว่านายกเทศมนตรีต้องมีอำนาจสูงสุดในเมืองในการบริหารจัดการเมืองเสมอไป แม้ว่าในวันนี้ความสัมพันธ์แบบ “นายกเทศมนตรี” เข้มแข็งกว่าสภาเมืองนั้นจะเป็นรูปแบบหลักของเมืองส่วนใหญ่ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา

เพราะในความเป็นจริงว่ากันว่า นายกเทศมนตรีกับสภาเมืองมักจะต้องมีความสัมพันธ์แบบร่วมมือกัน และในกรณีของสหรัฐอเมริกา ความสัมพันธ์แบบร่วมมือกันของทั้งนายกเทศมนตรีและสภาเมืองมักจะไปในทิศทางเดียวกันถึงร้อยละ 83

เรื่องยังไม่จบลงแค่นี้ เพราะในตำราจะมองว่า ถ้านายกเทศมนตรีไม่มีอำนาจมาก แล้วรูปแบบการปกครองเมืองจะเป็นอย่างไร

คำตอบคือ “สภาเมืองเข้มแข็ง” มากกว่านายกเทศมนตรีก็เกิดได้ ถ้าสภาเมืองตัดสินใจเลือก “ผู้จัดการเมือง” (city manager) เข้ามาบริหารเมืองแบบมืออาชีพ

อารมณ์เหมือนหัวหน้าโค้ชในทีมฟุตบอล และปล่อยให้นายกเทศมนตรีเป็นตำแหน่งในทางพิธีกรรมก็เป็นไปได้

และจะพบว่าเมืองในสหรัฐอเมริกาในขนาดกลางๆ จะเป็นเมืองที่บริหารโดยผู้จัดการเมือง ซึ่งก็จะไต่ลำดับมาจากเมืองเล็กๆ จนมาเป็นเมืองขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เหมือนการซื้อตัวโค้ชฟุตบอลกันเลยทีเดียว

ผู้จัดการเมืองแบบนี้จะมีความชำนาญเรื่องการบริหารเมืองโดยเฉพาะ และรับผิดชอบกับสภาเมืองเป็นหลัก

อีกมิติหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ ในกรณีของสภาเมืองบางแห่งจะพัฒนาออกมาเป็นระบบการเลือกตั้งแบบใหม่ อย่างที่ลอนดอน (London Assembly) คือพลเมืองลอนดอนมีบัตรสองใบในการเลือกตั้งสภาเมือง นั่นคือมีสมาชิกสภา 25 คน แต่เป็นแบบมีระบบบัญชีรายชื่อด้วย คือ 11 คนจาก 25 คน จะมาจากระบบสัดส่วน เพื่อเป็นตัวแทนของทั้งนครลอนดอน ไม่ใช่เขตใครเขตมัน

ภาพที่เล่าก็คือ สมาชิกสภาเมืองก็สำคัญ ทั้งการพัฒนารูปแบบที่รับผิดชอบต่อการเลือกผู้จัดการเมือง และการพัฒนาให้สภาเมืองนั้นมีคนที่ทำงานในระดับทั้งเมือง ไม่ใช่แค่เป็นตัวแทนเขตใครตัวแทนเขตมัน

ความสำคัญสูงสุดก็คือเรื่องของ “คุณภาพ” ของสมาชิกสภาเมืองนั่นแหละครับ

เพราะประชาธิปไตยนั้นมันก็เป็นเรื่องของคุณภาพของผู้แทนด้วย

จะมาสภาเมืองแบบที่ถามอะไรแย่ๆ หรือเพียงแต่มาคอยกดดันแบ่งงบประมาณไปช่วยฐานเสียงตัวเองโดยขาดการตรวจสอบก็แย่ และการโหนทีมบริหารที่ได้รับความนิยมก็ไม่สามารถตรวจสอบทีมบริหารได้

นี่คืออีกปัญหารากฐานของเมืองเช่นกัน เพราะสื่อนั้นไม่เคยสนใจเรื่องราวของ ส.ก.อย่างจริงๆ จังๆ เมื่อเทียบกับสีสันของการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.

สื่อจะสนใจแต่เรื่องของการพิจารณาว่า ใครชนะเลือกตั้ง กทม. และพรรคไหนจะได้คะแนน ส.ก.มากเขตที่สุด โดยไม่เคยสนใจการทำงานจริงในสภา กทม.เอาเสียเลย

และไม่ได้สนใจว่าปัญหาแต่ละเขตของ กทม.นั้นมีอะไร

เท่าที่ผ่านมายังไม่เห็นมีเวทีเรื่องของปัญหาของเขตแต่ละเขตที่สื่อสนใจ ซึ่งเอาเข้าจริงแล้ว น้อยกว่าความสนใจในเรื่องของการเลือกตั้งแต่ละจังหวัดด้วยซ้ำ

ในทางหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าสื่อไม่มีโครงเรื่องหลักที่จะสนใจ เช่นในต่างจังหวัดก็อาจจะสนใจเรื่องการรักษาแชมป์ของบ้านใหญ่

แต่ในแต่ละเขตของ กทม.นั้นดูเหมือนว่าเอาเข้าจริงก็ยังหาจุดสนใจยังไม่ได้เลยว่าจะสนใจอะไรจริงๆ จังๆ

ในประการสุดท้าย ทางออกอื่นๆ ในการทำความเข้าใจปัญหาที่ดูเหมือนไก่กับไข่เรื่องผู้ว่าฯกับ ส.ก.ว่าควรอยู่ทีมเดียวกันไหม ยังมีอีกสองทางออก

หนึ่งคือ การพัฒนาระบบตัวแทนที่เข้มแข็งในแง่ของการดึงอำนาจการบริหารเมืองบางส่วนออกจากตัวผู้ว่าฯและสภาเมือง ไปเป็นเรื่องของการสร้างระบบงบประมาณอย่างส่วนร่วมของประชาชนในระดับท้องถิ่น เมือนในกรณีที่เคยประสบความสำเร็จมาช่วงหนึ่งในบราซิล

นั่นคือมีการกระจายงบประมาณลงไปในพื้นที่ต่างๆ ให้ประชาชนคัดเลือกตัวแทนขึ้นมาจัดทำเรื่องงบประมาณ ซึ่งให้หลักประกันว่าการจัดสรรงบประมาณนั้นจะถึงส่วนของชุมชนต่างๆ โดยเฉพาะชุมชนที่ยากจนจริงๆ โดยเป็นการลดทอนกำลังของเครือข่ายบ้านใหญ่ด้วย เพราะประชาชนได้มีส่วนในการเสนอโครงการเอง

กับอีกตัวอย่างหนึ่งก็คือการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการร่วมตรวจสอบการบริหารจัดการเมือง ทั้งสภาเมือง คณะบริหารเมือง และระบบราชการของเมือง ซึ่งเป็นจักรกลขนาดใหญ่ของเมือง

ระบบราชการของเมืองเป็นเรื่องใหญ่ที่ไม่มีผู้สมัครคนไหนแตะอย่างจริงจัง ส่วนหนึ่งของการพูดเรื่องระบบการคอร์รัปชั่นของเมืองที่หลายคนยังผิดหวังในการจัดการ ก็เพราะว่าการจัดการเรื่องของเมืองที่ผ่านมานั้นยังลงไปไม่ถึงเรื่องของระบบราชการของเมืองนี่แหละครับ

สิ่งที่สำคัญก็คืออย่าเพิ่งมองคนเหล่านี้เป็นเครื่องจักรที่เราต้องการจัดการอะไรก็ได้เพื่อเป้าหมาย

เจ้าหน้าที่ของ กทม.นั้นมีลักษณะพิเศษพอๆ กับระบบของเขา แต่เหนือกว่านั้นจากที่คลุกคลีกับพวกเขาในระดับหนึ่ง พบว่าพวกเขามีหัวจิตหัวใจและจิตวิญญาณบางอย่างในการทำงาน

ความท้าทายคือ การทำอย่างไรให้เขารู้สึกว่างานของเขามีความหมาย และเขาได้รับความเป็นธรรมในการทำงานด้วย

ส่วนพวกที่ทุจริตนั้น ก็คงต้องแกะมาให้ออกว่าความท้าทายในการแก้ปัญหาอยู่ที่ไหน

เดี๋ยวลองมาดูกันดีกว่าครับว่าในการหาเสียงรอบนี้ นอกจากใครจะเป็นตัวจริงของทีม อ.ชัชชาติ และแต่ละเขตมีความท้าทายตรงไหนแล้ว คงต้องลองดูว่าผู้สมัครผู้ว่าฯนั้นจะมีประเด็นอะไรมาชวนเราขบติดเรื่องการพัฒนากรุงเทพฯกันบ้างครับ