ในโลกของมนุษย์นั้น มีกำแพงอยู่หลายแบบ บางกำแพงสร้างด้วยอิฐ บางกำแพงสร้างด้วยอำนาจรัฐ แต่กำแพงที่น่ากลัวที่สุดคือ กำแพงในจินตนาการที่มนุษย์เชื่อว่ามันเป็นไปไม่ได้ ครั้งหนึ่งมนุษย์เคยเชื่อว่าไม่มีใครสามารถวิ่งมาราธอน ระยะทาง 42.195 กิโลเมตร โดยใช้เวลาต่ำกว่า 2 ชั่วโมง เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แต่เดี๋ยวนี้กำแพงที่ว่านั้นพังทลายลงแล้วด้วยฝีเท้าของ นายเซบาสเตียน ซาเว่ (Sabastian Sawe) ยอดนักวิ่งชาวเคนยาย้อนรอยตำนานการวิ่งจากทุ่งมาราธอนสู่โอลิมปิก ในลอนดอนมาราธอน 2026 (TCS London Marathon 2026) จัดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 26 เมษายน พ.ศ.2569 สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยจำนวนนักวิ่งเข้าเส้นชัยมากที่สุดในโลกเกือบ 60,000 คน โดยเซบาสเตียน ซาเว่ คว้าแชมป์ด้วยสถิติโลกใหม่ ต่ำกว่า 2 ชั่วโมง (1:59:30) เท่านั้นเอง
ก่อนจะไปดูว่าเขาวิ่งกันอย่างไรให้เร็วปานนั้น เราต้องเข้าใจก่อนว่าไอ้ระยะทางเลขสวยอย่าง 42.195 กิโลเมตร มันมาจากไหน เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปถึง 490 ปีก่อนคริสตกาล ในสงครามมาราธอน (Battle of Marathon) เมื่อทหารกรีกนามว่า “ฟิดิปปิเดส” (Pheidippides) วิ่งจากสมรภูมิมาราธอนกลับไปยังกรุงเอเธนส์เพื่อประกาศชัยชนะเหนือพวกเปอร์เซียซึ่งระยะทางที่วิ่งก็ราวๆ 42 กิโลเมตรนั่นแหละ พอประกาศเสร็จทหารหาญนามฟิดิปปิเดสก็ขาดใจตายตรงนั้นเอง แต่สำหรับไอ้เศษอีก 195 เมตรที่เพิ่มขึ้นนั้นมันเกิดจากมหกรรมกีฬาโอลิมปิก พ.ศ.2451 ที่กรุงลอนดอนครับ เดิมทีจะวิ่งกัน 26 ไมล์ แต่ในโอลิมปิก พ.ศ.2451 ที่กรุงลอนดอนนั้น ทางประเทศอังกฤษได้การปรับเส้นทางให้ยาวขึ้นอีก เนื่องจากจุดสตาร์ตต้องถูกปรับให้ไปอยู่ใกล้พระราชวังวินด์เซอร์มากขึ้น เพราะจะได้ให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการเชียร์ แต่ราชวงศ์อังกฤษประทับอยู่ห่างออกจากจุดสตาร์ตไปอีก ด้วยความที่ราชวงศ์อยากจะเห็นการเข้าเส้นชัยชัดขึ้น จึงได้มีการเปลี่ยนจุดเข้าเส้นชัยให้อยู่ใกล้ที่ประทับมากที่สุด จึงได้ระยะที่ 42.195 กม. จากการที่ปรับระยะทางทั้งจุดเริ่มและเส้นชัย ระยะทางจึงงอกออกมาเป็น 26 ไมล์กับอีก385 หลา หรือ 42.195 กิโลเมตรพอดีเป๊ะ กลายเป็นมาตรฐานของการวิ่งมาราธอนโลกมาจนถึงทุกวันนี้
สำหรับสถานที่ผลิตที่มนุษย์ลมกรดให้เป็นเจ้าแห่งการวิ่งมาราธอน นั้นอยู่ที่แอฟริกาตะวันออก โดยเฉพาะ ประเทศเคนยา (Kenya) และประเทศเอธิโอเปีย (Ethiopia) ซึ่งดูเหมือนจะเป็นตักศิลาของนักวิ่งระดับโลกโดยเฉพาะที่หมู่บ้านอิทเทน (Iten) ในเคนยา ที่ตั้งอยู่บนที่ราบสูงริฟต์แวลลีย์ (Rift Valley) ซึ่งสูงจากระดับน้ำทะเลกว่า 2,400 เมตร พื้นที่แถบนี้มีลักษณะพิเศษคืออากาศเบาบาง ทำให้นักวิ่งต้องฝึกปอดและหัวใจให้แข็งแกร่งกว่าคนปกติ ร่างกายจะผลิตเม็ดเลือดแดงเพิ่มขึ้นเพื่อขนส่งออกซิเจน (Natural Blood Doping) เด็กๆ ที่นี่วิ่งไปโรงเรียนวันละนับสิบกิโลเมตรตั้งแต่จำความได้ เป็นการสะสมฐานสมรรถภาพทางกาย (Aerobic Base) มาตั้งแต่อ้อน นอกจากนี้ มีงานวิจัยระบุว่าชาวเผ่ากาลินจิน (Kalenjin) ในเคนยา มีโครงสร้างขาท่อนล่างที่ยาวและเรียวเล็ก ซึ่งช่วยลดการใช้พลังงานในการเหวี่ยงขาได้อย่างมหาศาล
แต่ปัจจัยชี้ขาดการจะวิ่ง มาราธอนให้ได้เวลาต่ำกว่า 2 ชั่วโมงนั้น ลำพังแค่ความอึดอย่างเดียวไม่พอครับ มันต้องพึ่งพาสิ่งที่เรียกว่า เทคโนโลยีการกีฬาอย่างเข้มข้นสมัยก่อนนักวิ่งจะดื่มน้ำผสมเกลือแร่ธรรมดา แต่ปัจจุบันเรามี “ไฮโดรเจล” (Hydrogel) เทคโนโลยีนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะโดยปกติแล้ว ร่างกายมนุษย์จะมีขีดจำกัดในการดูดซึมคาร์โบไฮเดรตอยู่ที่ประมาณ 60-90 กรัมต่อชั่วโมง หากรับประทานมากกว่านั้น น้ำตาลส่วนเกินจะค้างอยู่ในกระเพาะอาหาร ทำหน้าที่ดึงน้ำเข้ามาจนเกิดอาการจุกเสียด ท้องอืด หรืออาเจียน
ปกติเวลาเราวิ่งเหนื่อยๆ แล้วดื่มน้ำหวานหรือเจลทั่วๆ ไปเข้าไปเยอะๆ กระเพาะเราจะรับไม่ไหวครับ มันจะประท้วงด้วยการทำให้เรา “จุก” หรือ “พะอืดพะอม” เพราะน้ำตาลมันไปกองกันอยู่ในท้องเยอะเกินไป เหมือนเราเทน้ำใส่กรวยแคบๆ แล้วมันล้นนั่นแหละครับ แต่เจ้าไฮโดรเจลยี่ห้อมอร์เทน (Maurten) ใช้นี่มันคือน้ำผสมผงของมอร์เทนเมื่อดื่มเข้าไปแล้ว มันก็คือน้ำหวานปกตินี่แหละ แต่พอมันเข้าไปเจอกรดในกระเพาะเราปุ๊บ มันจะเปลี่ยนสภาพตัวเองให้กลายเป็น วุ้นนิ่มๆ ทันที เพื่อห่อน้ำตาลทั้งหมดเอาไว้ข้างในพอมันเป็นวุ้นนิ่มๆ ปุ๊บ กระเพาะจะปล่อยให้ไหลผ่านไปยังลำไส้เล็กได้เร็วมาก โดยที่ไม่ต้องรอแช่อยู่ในกระเพาะนานๆ มันจึงเหมือนเราแอบส่งเสบียงผ่านกระเพาะไปแบบเนียนๆ ครับ ร่างกายเลยได้รับพลังงานมหาศาลแบบจัดเต็ม แต่กระเพาะเรากลับไม่รู้สึกว่ามีอะไรไปกวนใจ เลยวิ่งได้ฉิวแบบไม่จุกไม่สำลักน้ำตาลครับ เพราะเมื่อไฮโดรเจลเคลื่อนตัวเข้าสู่ลำไส้เล็กซึ่งมีสภาพเป็นด่างมากขึ้น โครงสร้างเจลจะค่อยๆ สลายตัวออก ปล่อยน้ำตาลให้ร่างกายดูดซึมได้อย่างต่อเนื่องเทคโนโลยีนี้ช่วยให้นักกีฬาบางรายสามารถรับคาร์โบไฮเดรตได้สูงถึง 100-120 กรัมต่อชั่วโมง ซึ่งสูงกว่าขีดจำกัดปกติเกือบเท่าตัว ทำให้หลังจากดื่มน้ำหวานจากผงมอร์เทนไปแล้วกลับมีแรงวิ่งได้เร็วกว่าช่วงแรกที่ยังไม่ได้ดื่มน้ำผสมผงมอร์เทนเสียอีก
นอกจากนี้ยังมีรองเท้าที่สวมใส่ในการวิ่งมาราธอนที่ช่วยนายเซบาสเตียน ซาเว อย่างมากคือรองเท้าคาร์บอนที่มีโฟมหนานุ่มแต่ดีดเด้งราวกับติดสปริง ซึ่งช่วยประหยัดพลังงาน (Running Economy) มีน้ำหนักเบาเป็นพิเศษทำให้รักษาความเร็วในการวิ่งที่ใช้เวลา 2 นาที 50 วินาที ถึง 2 นาที 55 วินาที ต่อการวิ่งระยะทาง 1 กิโลเมตร หรือความเร็วเฉลี่ยประมาณ 20.6 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้อย่างต่อเนื่อง
ครับ! ที่เล่าๆ มานี้มันคือการรวมตัวกันของแหล่งบ่มเพาะนักวิ่งในแอฟริกา คือการฝึกซ้อมบนที่สูง และโภชนศาสตร์ (เจลและพลังงาน) รวมทั้งรองเท้าคาร์บอนด้วย เราได้เห็นแล้วว่า เมื่อความมุ่งมั่นของมนุษย์ได้รับแรงสนับสนุนจากวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้อง อะไรที่เคยเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ในอดีต ก็กลายเป็นความจริงในปัจจุบัน และนี่คือเสน่ห์ของโลกที่ขับเคลื่อนด้วยความรู้และความพยายาม

