รัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล เดินหน้ายกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ ผ่านโครงการแลนด์บริดจ์ (Land Bridge) เมกะโปรเจ็กต์มูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทย (ชุมพร) และอันดามัน (ระนอง) ตามสโลแกน “พูดแล้วทำพลัส” ของพรรคภูมิใจไทย (ภท.)
แต่การตัดสินใจจะเดินหน้า โครงการแลนด์บริดจ์ ที่มีมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท ประเด็นสำคัญ คือ เมกะโปรเจ็กต์ขนาดนี้ รัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงคมนาคมเจ้าของเรื่อง ได้ศึกษาผลดี ผลเสีย ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ผลกระทบในมิติต่างๆ ตลอดจนการทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนคนใต้ทั้ง 14 จังหวัด เพียงพอ ครบถ้วนแล้วหรือยัง
ยิ่งในประเด็นเรื่องความเข้าใจของคนในพื้นที่ สะท้อนชัดเจนผ่านผลการสำรวจของ “นิด้าโพล” หัวข้อ “คนใต้ว่าไง โครงการแลนด์บริดจ์จะมาแล้ว” ที่สอบถามคนใต้ทั้ง 14 จังหวัด ระหว่างวันที่ 28-30 เมษายนที่ผ่านมา
จากกลุ่มตัวอย่าง 1,455 คน พบว่า 54.43% ระบุว่า เคยได้ยิน แต่เข้าใจเพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับโครงการ เมื่อรวมกับกลุ่มที่เคยได้ยินแต่ไม่เข้าใจเลย กับกลุ่มไม่เคยได้ยิน
ตัวเลขของคนที่ยังไม่เข้าใจโครงการแลนด์บริดจ์ จะอยู่ที่ 62.81% ถือเป็นการบ้านข้อสำคัญที่รัฐบาลจะต้องไปทำความเข้าใจกับประชาชนกลุ่มดังกล่าว รวมทั้งกลุ่มที่ยังเข้าใจเพียงเล็กน้อย
นายกรัฐมนตรีจึงแอ๊กชั่น แต่งตั้ง “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานคณะกรรมการการศึกษาโครงการดังกล่าว
โดยต้องพิจารณาทุกรูปแบบ ทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ ความคุ้มค่าของการลงทุน โลจิสติกส์ และสิ่งที่ต้องผูกอยู่กับโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งดูเรื่องทุนอย่างเดียวไม่ได้
แต่ต้องดูเรื่องความสะดวก และดูภาพรวมให้เกิดความคุ้มค่า โดยให้เร่งสรุปผลการศึกษาภายใน 90 วันให้สอดคล้องกับบริบทโลกในปัจจุบัน
นั่นคือ โจทย์ที่นายกฯมอบให้ “เอกนิติ” ในฐานะประธานคณะกรรมการการศึกษาโครงการ ต้องไปทำการบ้านตามกรอบเวลา 90 วัน เพื่อสรุปผลการศึกษาในทุก “ซินาริโอ” ให้นายกฯ และที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ร่วมกันตัดสินใจในขั้นตอนสุดท้าย
ซึ่งรองนายกฯเอกนิติบอกถึงแนวทางการทำงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการการศึกษาโครงการ
แลนด์บริดจ์ ไว้เบื้องต้นว่า ตรงนี้เป็นเรื่องของการศึกษาถึงความเป็นไปได้ ก็อยากทำให้เกิดประโยชน์กับประชาชนมากที่สุดแน่นอน
เมื่อประธานคณะกรรมการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ ระบุกรอบการศึกษาไว้ชัดเจนว่า อยากทำให้เกิดประโยชน์กับประชาชนมากที่สุด
จากนี้ทุกภาคส่วนต้องติดตามและจับตาผลการศึกษาของคณะกรรมการชุดดังกล่าวว่า จะเปิดรับฟังทุกชุดข้อมูล ทุกข้อเท็จจริงของทั้งกลุ่มหนุน กลุ่มต้าน ได้อย่างครบถ้วน ตรงไป ตรงมา ปราศจากอคติ หรือการแทรกแซงใดๆ หรือไม่
เพราะ “ความเข้าใจ” ที่ตรงกันของทุกฝ่าย คือ ปัจจัยสำคัญที่สุดต่อการจะ “เดินหน้า” หรือ “ชะลอ” โครงการแลนด์บริดจ์ นับจากนี้

