สานเสวนาว่าด้วยร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ยังไม่จบ เพราะมีประเด็นค้างคารอการพบปะหารือระหว่างผู้แทนรัฐบาลกับผู้นำองค์กรสื่อว่าจะมีคำตอบอย่างไรในเรื่องเหล่านี้ ควรมีสภาวิชาชีพสื่อมวลชนอยู่อีกหรือไม่ และควรหรือไม่ควรมีกฎหมายเฉพาะรองรับ
รวมถึงแนวทางกำกับควบคุมกันเอง โดยการตั้งคณะกรรมการรับเรื่องร้องเรียนภายในขององค์กรสื่อทุกแขนง จะเพียงพอต่อการทำให้การกำกับควบคุมกันเองของสื่อมีประสิทธิภาพ เกิดสภาพบังคับอย่างแท้จริงหรือไม่ จึงต้องว่ากันต่อ
ตั้งแต่แนวคิดพื้นฐานที่ว่าบทบาทของรัฐกับบทบาทขององค์กรกลางของสื่อไม่ว่าจะเรียกสภาวิชาชีพหรืออะไรก็ตาม ในการกำกับจริยธรรมวิชาชีพควรมีแค่ไหนและเป็นไปในทิศทางใดระหว่างส่งเสริมกับกดหัว
การที่กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยอมถอนบทบัญญัติเกี่ยวกับการออกใบอนุญาตวิชาชีพสื่อมวลชน และบทลงโทษออกจากร่างกฎหมาย ก็เพราะไม่สามารถฝ่าฝืนหลักการที่ว่ากฎหมายควรมีทิศทางในการส่งเสริม สนับสนุนสิทธิ เสรีภาพ มากกว่าขัดขวางการทำหน้าที่ของสื่อ ไม่ว่าจะเกิดจากการกระทำของรัฐหรือสื่อด้วยกันเองก็ตาม
เพราะหากกำหนดกลไก กระบวนการใดขึ้นมาแล้วทำให้สื่อขาดอิสรภาพ เสรีภาพในการแสวงหา รายงานความจริงและวิพากษ์วิจารณ์แล้ว ก็ไม่สามารถทำหน้าที่เป็นตัวแทนประโยชน์ของส่วนรวมได้
มาตรการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพจึงเป็นอุปสรรคขัดขวางการทำหน้าที่ของสื่อมากกว่าส่งเสริมสนับสนุน การเสนอให้มีตัวแทนภาครัฐเข้ามาอยู่ร่วมจึงเป็นการเปิดช่องให้รัฐใช้อำนาจผ่านกลไกดังกล่าวปิดกั้นเสรีภาพสื่อ
ด้วยเหตุนี้ รัฐจึงไม่ควรเข้ามามีบทบาทในกระบวนการควบคุมกันเองของสื่อ เพราะทำให้เกิดการขัดกันซึ่งผลประโยชน์ กลไกรัฐเป็นผู้ที่ถูกกำกับ ควบคุม ตรวจสอบ แต่กลับเข้ามาอยู่ในกลไก กระบวนการกำกับเสียเอง อาจทำให้เกิดความลำเอียง ไม่เป็นธรรมในการทำหน้าที่ได้
บทบาทของรัฐ นอกจากจะไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพสื่อเสียเองแล้ว แต่อีกด้านหนึ่งบทบาทในการคุ้มครอง ส่งเสริม สิทธิเสรีภาพของทุกสาขาวิชาชีพ และสนับสนุนการพัฒนา บทบาทประการหลังนี้ควรมีอย่างไร
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ส่งเสริมสนับสนุนให้กลไกและกระบวนการกำกับ ควบคุม ตรวจสอบกันเองของสื่อมีความเข้มแข็ง
ช่องทางหนึ่งคือการจัดให้มีกองทุนที่มีความอิสระคล่องตัว โดยองค์กรสื่อบริหารจัดการกันเองเพื่อให้เกิดมาตรฐานความเป็นธรรมกับสื่อทุกแขนง
กองทุนดังกล่าวเพื่อใช้ดำเนินกิจกรรมเพิ่มเติมความรู้ พัฒนาศักยภาพในการปฏิบัติหน้าที่ และพัฒนาสำนึกในจรรยาบรรณวิชาชีพให้เข้มข้น
ขณะเดียวกันกองทุนจะเป็นเครื่องมือขององค์กรวิชาชีพในการกำกับควบคุมกันเอง ช่วยให้เกิดสภาพบังคับต่อองค์กรสมาชิก
หากองค์กรสื่อมวลชน (องค์กรประกอบการ) ใด ไม่เข้าร่วมเป็นสมาชิก หรือไม่ปฏิบัติตามผลการตัดสินกรณีร้องเรียน ย่อมขาดโอกาสที่จะได้รับการสนับสนุนจากกองทุนให้เข้าร่วมกิจกรรมเพื่อการพัฒนาด้านต่างๆ
องค์กรวิชาชีพสื่อไม่ว่าจะเป็นสมาคม สมาพันธ์ ชมรม นอกจากบทบาทในการปกป้อง คุ้มครอง ต่อสู้การคุกคาม ละเมิดสิทธิเสรีภาพจากกลไกรัฐหรือธุรกิจ จะเป็นบทบาทหลักแล้ว
องค์กรวิชาชีพเป็นกลไกของสภาวิชาชีพในการพัฒนาวิชาชีพสื่อแต่ละสาขา โดยสภาวิชาชีพทำหน้าที่ดูแลกำกับมาตรฐานทางวิชาการและจริยธรรมเป็นหลักตัดสินกรณีร้องเรียน กรณีขัดแย้งเมื่อองค์กรสื่อมวลชน และองค์กรวิชาชีพสื่อต่างๆ ไม่สามารถหาข้อยุติจนเป็นที่ยอมรับได้
สภาวิชาชีพสื่อจึงเป็นองค์กรสูงสุดที่จะชี้ขาด เพื่อให้บรรทัดฐานการปฏิบัติเป็นไปในแนวทางเดียวกัน
ด้วยเหตุนี้ ความเข้มแข็งและความอิสระของสภาวิชาชีพที่เป็นกลางปราศจากการครอบงำ แทรกแซงจากทุกฝ่ายจึงเป็นหลักการสำคัญยิ่ง
ถามว่า แล้วกองทุนอิสระเพื่อพัฒาสื่อจะเอาเงินที่ไหนมาดำเนินการ ที่มาของรายได้ไม่จำเป็นต้องมาจากงบประมาณแผ่นดิน ไม่จำเป็นต้องมาจากภาษีบาป เหล้า สุรา ยาสูบ ไพ่หรืออื่นๆ แต่ให้มาจากเงินภาษีนิติบุคคลที่องค์กรสื่อจ่ายให้กับรัฐในแต่ละปี หักมาบริษัทละ 10% น่าจะเพียงพอในการเป็นทุนดำเนินการ ซึ่งผู้ได้รับการพัฒนาก็คือสื่อมวลชนที่สังกัดองค์กรสื่อแต่ละสถานประกอบการนั่นเอง
การออกแบบกลไก กระบวนการกำกับ ควบคุมกันเองของสื่อโดยมีกองทุนเพื่อพัฒนาสื่อเป็นเครื่องมือ ระหว่างผู้แทนองค์กรสื่อกับรัฐบาล และการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ จึงต้องคิดในทางมุ่งส่งเสริมเป็นหลัก มากกว่าการควบคุม แทรกแซง ซึ่งมีแต่จะเพิ่มความขัดแย้ง กระทบต่อสถานการณ์ เสถียรภาพของรัฐบาล และระบบการเมืองโดยรวม
สมหมาย ปาริจฉัตต์

