3 ปีรัฐบาล กับผลงานการศึกษา : โดย รัฐพงศ์ บุญญานุวัตร

รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้าสู่ปีที่ 3 ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมารัฐบาลอันมีที่มาจากรัฐประหารได้โดยนายกรัฐมนตรีได้มุ่งมั่นที่จะปฏิรูปประเทศและขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ต่างๆ

การพัฒนาการศึกษาเป็นหนึ่งในนโยบายที่รัฐบาลคาดหวังและอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลไปสู่อนาคตของเยาวชนและตอบโจทย์ตลอดจนแก้ปัญหาในอดีตเพื่อให้มีความเท่าเทียมกับนานาประเทศ

พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรีได้มีการแถลงนโยบายต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อวันศุกร์ที่ 12 กันยายน 2557 มีสาระสำคัญ 11 ด้าน หนึ่งในนั้นคือด้านการศึกษา โดยกำหนดไว้ในด้านที่ 4 การศึกษาและการเรียนรู้ การทำนุบำรุงศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม จากการแถลงนโยบายด้านนี้นายกรัฐมนตรีกล่าวไว้ความว่า รัฐบาลจะนำการศึกษา ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม ความภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์และความเป็นไทยมาใช้สร้างสังคมให้เข้มแข็งอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ควบคู่กันพร้อมกับขยายความในนโยบายดังกล่าวเพิ่มอีก 10 ประเด็น

โดยเฉพาะในประเด็นที่ 1 จะจัดให้มีการปฏิรูปการศึกษาและการเรียนรู้ โดยให้ความสำคัญทั้งการศึกษาในระบบและการศึกษาทางเลือกไปพร้อมกัน เพื่อสร้างคุณภาพของคนไทยให้สามารถเรียนรู้ พัฒนาตนได้เต็มตามศักยภาพ ประกอบอาชีพและดำรงชีวิตได้โดยมีความใฝ่รู้และทักษะที่เหมาะสม เป็นคนดีมีคุณธรรม สร้างเสริมคุณภาพการเรียนรู้ โดยเน้นการเรียนรู้เพื่อสร้างสัมมาชีพในพื้นที่ ลดความเหลื่อมล้ำ และพัฒนากำลังคนให้เป็นที่ต้องการเหมาะสมกับพื้นที่ ทั้งในด้านการเกษตร อุตสาหกรรม และธุรกิจบริการ

ในระยะ 3 ปีของการบริหารประเทศจะเห็นได้ว่านายกรัฐมนตรีเป็นผู้หนึ่งที่แสดงจุดยืนในการพัฒนาการศึกษาด้วยการแสดงให้เห็นถึงความรู้ความเข้าใจและในฐานะที่มาจากครอบครัวของครู

การพัฒนาการศึกษาจะก้าวไปสู่เป้าหมายตามนโยบายที่กำหนดไว้จำเป็นต้องมีรัฐมนตรีหรือผู้ที่รู้ลึกรู้จริงมาขับเคลื่อนและนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลสัมฤทธิ์ โดยในห้วงเวลา 3 ปี รัฐบาลปัจจุบันมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการมาแล้วจำนวน 3 ท่าน ปัจจุบันคือ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ ซึ่งได้รับการโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2559

รมว.ศึกษาธิการเป็นบุคคลที่มีความสำคัญและจะต้องมีคุณลักษณะที่พร้อมไปด้วยองค์ความรู้ ประสบการณ์ และวิสัยทัศน์ที่เป็นนวัตกรรมใหม่ในการที่จะเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาอย่างแท้จริง

รมว.ศึกษาธิการคนปัจจุบันได้มอบนโยบายที่เป็นจุดเน้นและแนวทางในการดำเนินงานให้กับผู้บริหารองค์กรหลัก ในวันรับตำแหน่ง ว่าจะน้อมนำแนวพระราชกระแสด้านการศึกษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และพระบรมราโชบายด้านการศึกษาของในหลวง รัชกาลที่ 10 มาปรับใช้

จากวันที่รัฐบาลนี้เข้ามาบริหารประเทศและมีการเปลี่ยนผ่าน รมว.ศึกษาธิการมาแล้วถึง 3 ท่าน ทำให้สังคมเริ่มตรวจสอบว่านโยบายที่นายกรัฐมนตรีได้แถลงไว้ต่อสภานิติบัญญัติฯรัฐมนตรีว่าการที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางอนาคตเยาวชนและอนาคตทางการศึกษาได้นำนโยบายมาประยุกต์จนเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้มากน้อยแค่ไหน

เป็นที่สังเกตว่าในรัฐบาลหลายยุคที่ผ่านมา ไม่ว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งหรือวิธีพิเศษด้วยการรัฐประหาร แม้กระทั่งรัฐบาลปัจจุบัน เมื่อเปลี่ยนรัฐบาล เปลี่ยนรัฐมนตรี นโยบายและแนวคิดก็เปลี่ยนไป ความต่อเนื่องที่เป็นความดีงามซึ่งรัฐบาลหรือรัฐมนตรีเดิมได้ดำเนินการไว้ แทนที่จะตกเป็นประโยชน์ของคนในชาติกลับเลือนหายไม่ค่อยจะปรากฏให้เห็น จากผลของการเปลี่ยนแปลงในลักษณะที่เป็นไทยๆอย่างนี้ย่อมนำมาซึ่งความสูญเสียที่ไม่สามารถประมาณค่าได้

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่จัดสรรงบประมาณให้กับการศึกษาของชาติเป็นจำนวนมากอันดับต้นของโลก แต่ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษากลับคงเดิม วันนี้จึงมีโจทย์ที่สะท้อนกลับไปถึงนายกรัฐมนตรีว่าท่านใช้คนตรงกับงานมากน้อยแค่ไหน หรือท่านเห็นว่าในสยามประเทศแห่งนี้คนที่รู้ทัน รู้ลึก รู้จริง และรู้ทุกสิ่งในการพัฒนาการศึกษาชาติมีแค่นี้

ด้วยการแปรผันและการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยและสังคมโลกในศตวรรษที่ 21 ที่เป็นสังคมที่เต็มไปด้วยการแข่งขันและนวัตกรรมใหม่ ก็ต้องยอมรับว่าเห็นใจและเข้าใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีทุกท่านในกระทรวงศึกษาธิการได้ในระดับหนึ่งว่า ทุกคนมุ่งมั่นที่จะปฏิรูปการศึกษาให้เป็นไปตามที่มุ่งหวังของสังคม

เมื่อมีผู้เข้ามาบริหารจัดการองค์กร หรือบริหารประเทศ ผู้นำหรือนายกรัฐมนตรีย่อมเป็นผู้ที่ได้รับการฝากความหวังแห่งการเปลี่ยนแปลงและเป็นหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาที่ดีแห่งอนาคต เมื่อไม่นานมานี้ได้มีสถาบันอุดมศึกษาหลายแห่งแสดงออกซึ่งการมีส่วนร่วมทางการบริหารด้วยการจัดทำโพลสำรวจความคิดเห็นประชาชนและเปิดเวทีเสวนา โพลที่สะท้อนออกมาส่วนใหญ่เท่าที่สังเกตจะเน้นไปสอบถามความคิดเห็นประชาชนเน้นไปที่การประเมินผลงานของรัฐบาลโดยรวม ซึ่งมีโพลบางสำนักได้ประเมินผลงานทางด้านการกีฬาสอดแทรกเข้ามาด้วย แต่โพลที่สะท้อนความเห็นว่าด้วยผลงานทางด้านการศึกษาล้วนๆ ยังไม่ปรากฏให้เห็น แต่เสียงที่สะท้อนออกมาและน่าที่รัฐบาลและรัฐมนตรีในกระทรวงศึกษาฯควรรับฟังคือ การเสวนาของคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2560 ซึ่งในงานดังกล่าวมีการรายงานผลการสำรวจ Education Watch “3 ปี 3 รัฐมนตรีเหลียวหลังแลหน้าปฏิรูปการศึกษาไทยไปถึงไหนแล้ว” วันนั้นผู้เข้าร่วมได้กระชับวงล้อมปันความคิดและเจาะลึกในประเด็นที่เป็นปัญหาและกระทรวงศึกษาธิการยังเกาไม่ถูกที่คัน

หนึ่งในผู้ร่วมเสวนา ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวตอนหนึ่งว่า “การปฏิรูปการศึกษาในปัจจุบันเป็นผลพวงมาจากการปฏิรูปการศึกษาตาม พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ที่ยังไม่ชัดเจน หลักการดี แต่เวลาลงสู่การปฏิบัติกลายเป็นผลไม้มีพิษ ส่งผลวิกฤตทางการศึกษา

ในขณะเดียวกัน ศ.ดร.สมพงษ์ยังตอกย้ำว่าหากพูดถึงผลงาน 18 ปีที่ผ่านมาเรามี 8 รัฐบาล กับ 21 รมว.ศธ. ดำรงเฉลี่ยคนละ 6 เดือน 16 วัน ดำเนินนโยบายจากบนลงล่าง และความไม่มั่นคงทางเสถียรภาพทางการเมือง ทำให้เปลี่ยน รมว.ศธ.บ่อย การปฏิรูปการศึกษาหมดไปกับงานประจำและงานแก้ไขรายวัน ทำให้ความสนใจและการทุ่มเทด้านการศึกษาอ่อนลง การศึกษาอยู่กับที่เหมือนเดิมและแย่ลง

และสรุปว่าภาพรวมการทำงานของ 3 ปี 3 รมว.ศธ.สอบตกไม่ผ่าน ได้ 3 คะแนนจาก 10 คะแนน” (มติชน 23 พฤษภาคม 2560 หน้า 17)

ภายหลังมีเสียงสะท้อนและมีการให้คะแนนการบริหารการศึกษาไม่ผ่านการประเมินในสายตาของนักวิชาการ เชื่อว่าจากนี้ไปกระทรวงศึกษาธิการต้องทำงานหนักและให้เข้มข้นกว่าเดิม โดยเฉพาะผู้บริหารใน 5 องค์กรหลักซึ่งถือได้ว่าเป็นขุนพลหลักในการจะดันหรือดับอนาคตรัฐมนตรีและอนาคตการศึกษาชาติ ขุนพลทั้ง 5 ต้องเป็นขงเบ้งผู้หยั่งรู้และกุนซือคนสำคัญเคียงกายรัฐมนตรี

3 ปีที่ผ่านมาการศึกษาชาติยังอยู่ในวังวนเดิม แน่นอนคงไม่มีใครอยากเห็นสภาพการณ์เป็นอย่างนี้ตลอดไป จากนี้ไปใครก็ตามเมื่อมารับหน้าที่อันทรงเกียรติเพื่อพัฒนาทิศทางอนาคตการศึกษาชาติต้องน้อมนำศาสตร์พระราชาเพื่อการพัฒนาการศึกษาอย่างยั่งยืน ตลอดจนพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 ด้วยการเข้าใจ เข้าถึง มาประยุกต์ในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ ที่สำคัญต้องใจกว้างรับฟังความรอบด้าน พิจารณาสังเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็ง และข้อดีข้อเสียให้ชัดเจนก่อนนำแนวคิดออกมาสู่การปฏิบัติ การทำหน้าที่อันนำมาซึ่งความสูญเสียและเกิดความว่างเปล่าที่จับต้องไม่ได้นั่นหมายความว่าผู้นำคนนั้นล้มเหลวในการบริหารจัดการ

จากนี้ไปในเวลาที่เหลือของรัฐบาลนี้ ปัญหาที่กระทรวงศึกษาธิการต้องเร่งดำเนินการมีหลากหลายที่ยังเป็นแสงสว่างแห่งปลายอุโมงค์ อาทิ คุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา การพัฒนาและผลิตครู การสะสางปัญหาธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา การปรับโครงสร้าง ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดคือการนำแผนการศึกษาชาติ พ.ศ.2560-2579 ไปสู่การปฏิบัติให้สอดคล้องกับการที่มุ่งเน้นและชูจุดขายคือ คนไทยทุกคนได้รับการศึกษาตลอดชีวิต

แผนการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่คงไม่ใช่เป็นเพียงพิมพ์เขียวที่ซ่อนไปด้วยวาทะอันสวยหรูในแผ่นกระดาษเท่านั้น แต่แผนดังกล่าวจะนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพและตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ชาติกับการเข้าสู่ไทยแลนด์ 4.0 ต้องตอบคำถามตามที่รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ที่กล่าวไว้ว่า “หากเราสร้างคนตอบโจทย์ประเทศในอนาคตได้ ก็เท่ากับว่าเราได้สร้างผู้นำด้านอุตสาหกรรมและหลุดพ้นกับดักความยากจนอย่างแน่นอน”

รัฐพงศ์ บุญญานุวัตร
ศูนย์นวัตกรรมการพัฒนาทุนมนุษย์
มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต
ratthapong.boo@kbu.ac.th

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้สพฐ.ผนึก สอศ.เปิดรับนักเรียนโครงการห้องเรียนอาชีพ นำร่อง 6 ร.ร.มัธยมปลายทั่วประเทศ
บทความถัดไปจู่โจมตรวจห้องเย็นอุดรฯ ยึดเนื้อโค-กระบือลอบนำเข้าล็อตมหึมา32ตัน ส่งร้านอาหารในกทม.