หน้าแรก คอลัมนิสต์ พิชญ์ พงษ์สวั...

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ | เลือกตั้ง กทม. …ใจเย็นกันนิดนึง

11.05.26 | 13:40 น.
เลือกตั้ง กทม. ...ใจเย็นกันนิดนึง

สิ่งที่ปรากฏในสัปดาห์ที่แล้วมาจนถึงในสัปดาห์นี้ในเรื่องของการเลือกตั้งท้องถิ่นใน กทม. ดูจะเริ่มมีสีสันมากขึ้นมาหน่อย เพราะมีการเปิดตัวอย่างเต็มรูปแบบของทีมผู้สมัครทั้งผู้ว่าฯกทม.และ ส.ก. ของพรรคส้ม และก็เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นว่าทีม ส.ก.หลายทีมที่เริ่มประกาศตัวนั้น กลุ่มไหนคืออดีตเพื่อไทยเก่าและกลุ่มไหนยึดโยงในระยะไหนกับทีมงานของ อ.ชัชชาติ

ส่วนสัญญาณของ อ.ชัชชาติในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยตัวของ อ.ชัชชาติสำหรับผมก็อาจจะคลุมเครืออยู่ แต่มั่นใจได้ว่า ไม่ อ.ชัชชาติก็ทีมของ อ.ชัชชาติจะยังสนใจทำงานต่ออย่างแน่นอน

ดูได้จากข่าวประชาสัมพันธ์ของหน่วยงาน กทม.ถึงผลงานต่างๆ ของ กทม.เอง และข่าวจากสื่อเครือข่ายที่มีความสัมพันธ์กับทีมงานของ อ.ชัชชาติเองก็เริ่มมีข่าวอ้อมๆ ถึงการพูดถึงผลงานที่ผ่านมา และพาดพิงเล็กไปถึงแคมเปญของฝั่งส้มอยู่บ้าง

จนมาถึงวันนี้ก็คงจะฟันธงได้แล้วว่า อ.ชัชชาติน่าจะต้องลงเอง แต่ในรอบนี้สิ่งที่น่าสนใจก็คือ แคมเปญการรณรงค์และแนวนโยบายหลักการเลือกตั้งของทีมต่างๆ เป็นอย่างไร

อย่างไรก็ดี ถ้าการเปิดตัวของตัวแทนของประชาธิปัตย์ในตำแหน่งผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.ไม่น่าสนใจจริง การเมืองของการเลือกตั้ง กทม.ในรอบนี้ก็จะน่าสนใจในทันที เพราะจะมีผลทำให้ทั้ง อ.ชัชชาติ และ ดร.โจ จะสามารถแย่งชิงคะแนนในส่วนนี้ไปได้

Advertisement

ซึ่งต่างจากในรอบที่แล้วที่ อ.ชัชชาติ แม้ว่าจะได้คะแนนเกินครึ่งมานิดนึง แต่ที่ 2-5 คะแนนไม่ได้ทิ้งกันมาก (อ.ชัชชาติ 1.3 ล้าน อ.สุชัชวีร์ 2.54 แสน คุณวิโรจน์ 2.53 แสน คุณสกลธี 2.3 แสน และคุณอัศวิน 2.1 แสน จากนั้นก็จะเป็นผู้สมัครที่ได้คะแนนระดับหมื่นต้นๆ คือ คุณรสนา (7.8 หมื่น) และคุณศิธา (7.3 หมื่น) นอกนั้นก็คะแนนหล่นลงไประดับต้นหมื่น ระดับพัน และระดับร้อย

ถ้าประชาธิปัตย์ไม่มีผู้สมัครที่ว้าวมากๆ ก็มีผลที่ทำให้คะแนนอันดับ 2 น่าจะหายไป และถ้า ดร.โจนั้นได้รับความนิยมมากขึ้น ถ้าเอาชนะ อ.ชัชชาติไม่ได้ อย่างน้อยคะแนนก็อาจจะขึ้นมาเป็นอันดับ 2 และมีคะแนนเพิ่มขึ้นได้

ส่วน อ.ชัชชาติ (หรือทีมงานถ้ากรณีไม่ได้ลงเอง) ก็อย่าเพิ่งไปเชื่อว่าจะได้คะแนนลดลง ผมเองคิดว่า อ.ชัชชาติอาจจะมาแรงในตอนหลังได้เช่นกัน และอาจจะได้คะแนนเพิ่มขึ้นด้วย เพราะคะแนนอันดับ 2 ก็ยังดึงมาได้ และกรณีคะแนนในส่วนของคุณสกลธีและคุณอัศวิน ถ้ารวมคร่าวๆ ตอนนี้ความตื่นตัวในเรื่องของผู้ว่าฯในรอบนี้มีมาก คะแนนของ อ.สุชัชวีร์ คุณสกลธี และคุณอัศวินนี่ก็ปาไปกว่าๆ 7.3 แสนคะแนน ที่จะไหลไปไหลมาได้ทั้งกรณีของ อ.ชัชชาติ ดร.โจ และว่าที่ผู้สมัครของประชาธิปัตย์

ถ้าดูกรณีผลคะแนนการเลือกตั้งทั่วไปล่าสุดใน กทม. คะแนนล่าสุดที่พออนุมานได้ก็คือ คะแนนบัญชีรายชื่อของพรรคประชาชนใน กทม.คือร้อยละ 47.36 จาก 1.3 ล้านเสียง ซึ่งลองดูดีๆ ว่าความฮึกเหิมของส้มนั้นไม่ได้มาจากแค่การมี ส.ส.ครบทุกเขตครับ แต่มันเป็นการวัดคะแนนว่าคนกรุงเทพฯมันจะไหลไปทางไหนระหว่างการเลือกตั้งระดับชาติ และการเลือกตั้งระดับเขต

(วัดรายละเอียด อ.ชัชชาติ ได้คะแนน 1,386,215 ในการเลือกตั้งผู้ว่าฯครั้งที่แล้ว ส่วนพรรคประชาชนได้คะแนน ส.ส.บัญชีรายชื่อ 1,318,906 และถ้ารวมคะแนนเขตเลือกตั้ง 33 เขต จะได้ 1,216,479 ในการเลือกตั้งทั้วไป 2569 ครับ)

แต่ที่ผมบอกว่าให้ “ใจเย็นกันหน่อย” ก็เพราะว่าอ.ชัชชาติยังไม่เปิดตัว ปชป.ยังไม่เปิดตัว ดังนั้น พื้นที่สื่อตอนนี้จึงเป็นของส้มโดยธรรมชาติไปก่อน และมันเลยกลายเป็นว่าคนหลายคนที่เชียร์ อ.ชัชชาติ หรือไม่ชอบส้มก็จะหงุดหงิดเมื่อมีการวิเคราะห์หรือความรู้สึกของสังคมที่อยากจะพูดถึงแคมเปญและนโยบายของพรรคส้ม ในช่วงที่เรายังไม่เห็นว่า อ.ชัชชาติและผู้สมัครของ ปชป. นั้นมีเคมเปญอย่างไร และมีนโยบายอย่างไร

อย่างในสุดสัปดาห์ที่ผมเขียนคอลัมน์นี้อยู่ ทางส้มก็ออกแคมเปญใหม่มาอีกอย่าง ก็คือจะไม่มีป้ายหาเสียงของตัวผู้สมัคร กทม.ของพรรค ซึ่งก็ถือเป็นการเปิดเกมทักทาย อ.ชัชชาติ ที่คราวที่แล้วเป็นผู้ริเริ่มให้มีการลดขนาดของป้ายหาเสียงให้แคบลง และมีการเสนอให้นำเอาป้ายมารีไซเคิลเป็นกระเป๋าและสิ่งอื่นๆ ขณะที่ อ.ชัชชาติ ยังไม่ได้ริเริ่มการหาเสียงในครั้งนี้

ในส่วนของ อ.ชัชชาตินั้น ผมคิดว่าการเปิดตัวช้าในรอบนี้ทำให้คนลุ้นมากเกินไปนิด ทั้งที่พอเข้าใจได้ว่าอยู่ในตำแหน่งผู้ว่าฯอยู่ การจะขยับอะไรสักอย่างก็ต้องมีความรอบคอบมากกว่าการเป็นผู้ท้าชิงแบบรอบที่แล้ว ที่เปิดตัวล่วงหน้ามาเป็นปี

ความสำคัญไม่ใช่อยู่ที่ตัว อ.ชัชชาติเท่านั้น แต่ผมคิดว่ามันอยู่ที่บรรยากาศของการรวมตัวทีมงานของ อ.ชัชชาติที่เรียกว่า “เพื่อนชัชชาติ” ในรอบนี้ก็เลยยังไม่เห็นชัดเท่าไหร่ว่าได้เข้ามาช่วยอะไรได้บ้าง เข้ามากำหนดนโยบายอะไรได้มากแค่ไหน

กองเชียร์ของ อ.ชัชชาติ โดยเฉพาะชาวช่องออนไลน์เองก็เลยยังไปไม่ถูกสักเท่าไหร่ และยิ่งมีการเปิดตัวของส้มออกมาก่อน ก็เลยยังจับทิศจับทางกันไม่ถูกเท่าไหร่ว่าจะเอายังไง

ถึงบอกว่าใจเย็นๆ กันสักนิดครับ รอให้กำหนดการทางการมันเรียบร้อยทุกอย่างแล้วบรรยากาศการรณรงค์การเลือกตั้งในรอบนี้ซึ่งผมคิดว่าคงไม่มีมากกว่าสามคนหลักที่จะมาแข่งกันครับ

และก็ต้องดูการเปิดเกมของส้มในเรื่องการเปิดทีมงานมาเลยในรอบนี้อย่างน้อย 5-6 คน ก็น่าจะทำให้ทีมอื่นๆ คงต้องเปิดทีมงานมาก่อนเลยเช่นเดียวกัน ซึ่งก็น่าจะเห็นตัวคนที่จะมาทำงานในประเด็นต่างๆ มากขึ้นตามมา

ก็หวังว่าเมื่อทุกทีมเปิดตัว เปิดแคมเปญ และเปิดนโยบายมาแล้ว ทางสื่อต่างๆ คงจะจริงจังกับการเลือกตั้งผู้ว่าฯมากขึ้น จับประเด็นมาถกเถียงกันให้ชัดเจน ไม่ใช่เน้นแต่การเล่นเกมโชว์ หรือลุ้นการเลือกตั้งในแง่การทำนายผลมากกว่าเน้นประเด็นที่แต่ละฝ่ายจะถกเถียงกันนะครับ

สําหรับส่วนสุดท้ายในสัปดาห์นี้ก็อยากจะชี้ให้เห็นความสำคัญ ความเป็นไปได้ และความเป็นจริงของตำแหน่ง ส.ก.ของ กทม.สักหน่อย

เพราะอย่างน้อยในสมัยนี้เราโชคดีมากๆ ที่การเลือกตั้ง ส.ก.ทั้ง 50 เขต และผู้ว่าฯกทม.เลือกในวันเดียวกัน ก็เลยทำให้ ส.ก.ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น

ในอีกด้านหนึ่ง การที่คนจำนวนไม่น้อยไม่รู้จัก ส.ก.ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะ “ภูมิทัศน์” ในการเมืองเรื่องการเลือกตั้งของ กทม.นั้นอย่างน้อยก็มีคนอยู่ 4 แบบ คือ บ้านมีรั้ว ชุมชน คอนโด และตึกแถว

ชุมชนกับตึกแถวนั้น อาจจะใกล้ชิดกับ ส.ก.มากหน่อย เพราะ ส.ก.นั้นก็ทำงานประสานทั้งเขตและพื้นที่

โดยเฉพาะชุมชนกับตึกแถวนั้น เขาต่อตรงกับเขตมากกว่าบ้านมีรั้วและคอนโด ซึ่งอาจจะมีนิติบุคคลดูแลซ้อนอยู่อีกชั้น โดยเฉพาะบรรดาที่ต้องจ่ายค่าส่วนกลาง

ส.ก.นั้นก็ต้องทำงานประสานกับเขต เพราะโดยธรรมชาติเขตเขาอยู่กับที่ ประชาชนก็ต้องเข้าไปที่เขต ในการรับสวัสดิการต่างๆ ขณะที่บ้านมีรั้วกับชุมชนอาจจะพึ่งพาบริการจากรัฐในหลายเรื่องน้อยกว่า

ทีนี้เราก็หาข้อสรุปง่ายๆ ไม่ได้หรอกครับ ว่าถ้าได้คะแนนชุมชนและตึกแถว แล้วจะชนะในเขตนั้นเลย เพราะตัวแปรด้านประชากรแฝงก็มีไม่น้อยในพื้นที่เหล่านั้น เพราะคนเหล่านั้นก็จะไม่มีสิทธิเลือกตั้ง แต่คะแนนชุมชนกับตึกแถวก็เป็นคะแนนที่เป็นกอบเป็นกำอยู่ไม่น้อย

นอกจากนั้น หน้าที่ ส.ก.นั้นก็ซับซ้อนอยู่พอสมควร นอกเหนือจากการทำงานในหน้าที่ของสภาเขต ที่ต้องอนุมัติงบประมาณที่เสนอมาจากฝ่ายผู้ว่าฯและอภิปรายตรวจสอบผู้ว่าฯ ร่วมมือกันขยับเคลื่อนโครงการต่างๆ (เพราะมันก็ลงมาในเขตของแต่ละคน)

ทีม “คนทำงานก็ทำได้ดี” ตรงชี้ให้เห็นการพยายามจะแก้ระเบียบต่างๆ ให้ทีมบริหารและ กทม.ในภาพรวมทำงานได้ดีขึ้น แต่ก็ต้องไม่ลืมส่วนของการตรวจสอบการทำงานด้วย

ส่วนทีมที่มองเรื่องการตรวจสอบ ก็ต้องไม่ทำตัวไร้สาระเหมือนที่เคยถูกประจานมาเป็นระยะในช่วงที่ผ่านมา ที่ค้านไม่เป็นเรื่องเป็นราว

สิ่งที่อย่าไปเชื่ออะไรมาก็คือ ส.ก.นั้นไม่ได้มีแต่ภาพบวกเท่านั้น ที่ผ่านมาการขุดประวัติ ส.ก.ก็กระทบถึงพรรคได้

และ ส.ก.เองก็ย้ายกลุ่มย้ายพรรคกันบ่อยๆ

ก็คงต้องพิจารณากันล่ะครับว่า ส.ก.ที่มาจากพรรคน่ะ จะทำงานสมราคาของพรรคได้จริงๆ ไหม พรรคสามารถมีมติจัดการอะไรได้ไหม ถ้าเขาย้ายข้าง หรือไม่ทำตามมติพรรค (เดิมก็เคยมี)

ส่วนกลุ่มต่างๆ เองก็ไม่ได้แตกต่างกัน ว่าเอกภาพในการทำงานจริงนั้นจะมีแค่ไหน หรือสุดท้ายจะต่อรองอะไรแค่ไหนเช่นเดียวกัน

แต่ต้องไม่ลืมว่า ส.ก.นั้นเดิมยังมี ส.ข.ในระดับเขตซึ่งเป็นตัวแทนอีกระดับ และประชาชนโดยตรงจะมีส่วนร่วมกับการบริหารจัดการเมืองได้เพิ่มขึ้นอย่างไร ระบบการรายงานความเดือดร้อนจะถูกพัฒนาต่อไปอย่างไรที่มากกว่าการร้องเรียน

ในเมื่อมีการคาดเดาว่ารอบนี้การแข่งขัน ส.ก.ก็จะเข้มข้นขึ้น และส้มน่าจะได้คะแนนเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจไม่ได้มาจากความนิยมของพรรคที่มากขึ้นก็ได้

แต่อาจจะมาจากการที่เสียงไม่เอาส้มนั้น กระจัดกระจายหลายกลุ่มเกินไป ดังนั้น ก็มีความเป็นไปได้ที่ ส.ก.ส้มจะมีมากขึ้น แต่ก็ยังเป็นประเด็นที่ท้าทายอยู่ดีว่า ส.ก.ส้มและ ส.ก.กลุ่มอื่นๆ พรรคอื่นๆ จะนำเสนอประเด็นในการหาเสียงได้มากน้อยแค่ไหน

ซึ่งในเงื่อนไขนี้ ผมว่าความท้าทายของการแข่งกันในรอบนี้น่าจะเข้มข้นไม่น้อยกว่าการแข่งขันระดับ ส.ส.ในครั้งที่ผ่านมาเลยทีเดียว

สัปดาห์หน้ามาลุ้นกันต่อครับว่า อ.ชัชชาติจะเปิดตัวหรือยัง และสื่อจะวางกรอบประเด็นการทำข่าวเลือกตั้งท้องถิ่น กทม.ไปทางไหนกันครับ