อโยธยา – อยุธยามีพลังอีกมากจากอโยธยาที่จะดึงดูดและกระตุ้นการท่องเที่ยวเพื่อเพิ่มรายได้ แต่มีปัญหาหลักดังนี้
(1.) รัฐบาลทำลายสถานที่สำคัญมากทางประวัติศาสตร์ ได้แก่ เมืองอโยธยา และทำลายทุ่งนาประวัติศาสตร์ คือ “ทุ่งอุทัย” ด้วยการสร้างโรงงานอุตสาหกรรม
(2.) ตลอดมามีจุดขายเรื่องเดียว คือ “ประวัติศาสตร์ศิลปะ” ที่คนส่วนมากฟังคำอธิบายไม่รู้เรื่อง
(3.) ไม่ขายสิ่งที่สนุกและมีมาก แต่ทอดทิ้งไม่เหลียวแล คือ “ประวัติศาสตร์สังคม” ของอโยธยา-อยุธยา โดยเฉพาะ “สตอรี่” เรื่องเล่าเก่าแก่อยู่ในพระราชพงศาวดารเหนือ คือ พระยาแกรก, เจ้าชายสายน้ำผึ้ง, เจ้าแม่สร้อยดอกหมาก, พระนเรศวรหงสา, พระเจ้าอู่ทอง ฯลฯ
ท่องเที่ยวอยุธยาอ่อนแรง
รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ไป จ. พระนครศรีอยุธยา เพื่อฟังความคิดเห็นของภาคเอกชนเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว จ. พระนครศรีอยุธยา (ประชาชาติธุรกิจ วันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม 2569 หน้า 16)
จ. พระนครศรีอยุธยา เป็นเมืองประวัติศาสตร์และมีอุทยานประวัติศาสตร์
(1.) เมืองประวัติศาสตร์ ประกอบด้วยเมืองอโยธยากับเมืองอยุธยา ที่มีวิถีชีวิตประจำวันของชนทุกชั้น
อโยธยา เมืองเก่า (ของอยุธยา) เริ่มแรกของคนไทยและความเป็นไทย ได้แก่ภาษาไทย, อักษรไทย, วรรณคดีไทย, ดนตรีไทย, โขน-ละคร ฯลฯ
อยุธยา เมืองใหม่ (ของอโยธยา) รับมรดกจากอโยธยา และเติบโตเป็น “ราชอาณาจักรสยามแห่งแรก” มีเศรษฐกิจ-การเมืองและสังคม-วัฒนธรรมตามวิถีชีวิตของคนทุกระดับ ตั้งแต่ชนชั้นนำถึงชนชั้นรากหญ้าที่เป็นประชาชนชาวบ้าน
จีน หนุนอยุธยาเป็นพิเศษ และให้ความสำคัญมากต่อกษัตริย์อยุธยา
อิหร่าน (เปอร์เซีย) มีการค้ากับอยุธยา และส่งวัฒนธรรม เช่น ภาษาและเครื่องแต่งกาย ตลอดจนเทคโนโลยีปรุงอาหารทั้งหวานคาวให้อยุธยาเป็นแกงและขนมหวานต่างๆ
แต่รัฐบาลไม่ได้ทำอยุธยาเป็นเมืองประวัติศาสตร์ แถมยังทำลายประวัติศาสตร์เมืองอโยธยา
(2.) อุทยานประวัติศาสตร์ มีเฉพาะศิลปะและวัฒนธรรมของชนชั้นนำ ได้แก่ วังหลวง, วังหลัง, วังหน้า และวัดหลวง โดยไม่มีประชาชนชาวบ้าน
รัฐบาลทุ่มเทงบประมาณรวมแล้วนับเป็นพันๆ ล้าน พัฒนาบูรณปฏิสังขรณ์อุทยานประวัติศาสตร์ตลอดเวลา
แต่ไม่มีคำอธิบายเรื่องความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ-การเมือง-สังคม และไม่เอาใจใส่ความเป็น “เมืองประวัติศาสตร์” ที่เป็นจุดขายสำคัญมากซึ่งเป็นหลักการที่รู้กันทั่วโลก

