
“วิทยาศาสตร์ต้องรับใช้สังคม”
นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และ รมว.กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวเปิดงานเสวนาวิชาการ Heritage Science Forum ครั้งที่ 1 ที่โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ เมื่อวันอังคารที่ 12 พฤษภาคม 2569 ด้วยการแสดงเจตนารมณ์ของภาครัฐไทยที่ชูยุทธศาสตร์พลิกโฉมประเทศไทยด้วยวิจัยและนวัตกรรม โดยยึดหลักวิทยาศาสตร์ต้องรับใช้สังคม
แท้จริงแล้วทุกศาสตร์ต้องรับใช้สังคมเหมือนกันทั้งนั้น แต่ที่มีปัญหาเนื่องจากบางศาสตร์วางตน “บนหอคอยงาช้าง” อยู่เหนือสังคมที่มีประชาชนเป็นคนส่วนใหญ่ โดยไม่รับรู้ปัญหาสังคม
ประวัติศาสตร์โบราณคดีในสถานศึกษาและมหาวิทยาลัย ส่วนมากหรือเกือบทั้งหมด ถูกออกแบบหลักสูตรเป็นมาตรฐานอันแตะต้องมิได้ ดังนี้
(1.) มีแต่เรื่องราว “ราชธานี” ของภาคกลาง ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ สุโขทัย, อยุธยา, ธนบุรี, รัตนโกสินทร์ โดยไม่มีท้องถิ่น ทั้งๆ “ราชธานี” เกณฑ์ทรัพยากรจากท้องถิ่นไปเลี้ยงชีพ และสร้างความมั่งคั่งเป็นสินค้าส่งขายนานาประเทศ
(2.) เต็มไปด้วยเรื่องราว “วีรบุรุษในสงคราม” ของภาคกลาง ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ด้วยการด้อยค่าประชาชนที่เป็นคนส่วนใหญ่ในภาคอื่นๆ โดยไม่มีวิถีชาวบ้านที่เป็นแรงงานการผลิตเลี้ยงเมือง และไพร่พลในสงคราม รวมทั้งไม่มี “สตอรี่” ของข้าวปลาอาหารในชีวิตประจำวันอันหลากหลายจากการประสมประสานอาหารนานาชาติ (เช่น จีน, อินเดีย, อิหร่าน ฯลฯ) ซึ่งควรพัฒนาเป็นทรัพยากรการท่องเที่ยวทุกวันนี้ได้ดีมาก
อว. ควรกระตุ้นอาจารย์มหาวิทยาลัย ร่วมกันค้นคว้า รวบรวม แล้วเรียบเรียงด้วยภาษาง่ายๆ (ไม่วิชาการ) เป็น “สตอรี่” แท้จริงของชุมชนหมู่บ้านแต่ละท้องถิ่น เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประวัติศาสตร์สังคม และกระตุ้นการท่องเที่ยวเพื่อกระจายรายได้ถึงหมู่บ้าน
ประวัติศาสตร์ด้วยวิทยาศาสตร์
อ.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ กล่าวอีกตอนหนึ่งว่าการเข้าใจประวัติศาสตร์ผ่านวิทยาศาสตร์ จะช่วยให้เรา “ไม่ต้องเสียเวลานับหนึ่งใหม่” และสามารถต่อยอดองค์ความรู้จากบรรพชนได้อย่างแม่นยำ “หากประวัติศาสตร์โลกขาดจิ๊กซอว์จากมรดกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประวัติศาสตร์นั้นย่อมไม่สมบูรณ์”
ตรงนี้ต้องขอยืมข้อความของ อ.ยศชนัน มาปรับใหม่ว่า “หากประวัติศาสตร์ไทยขาดจิ๊กซอว์จากมรดกในโลก และในอุษาคเนย์ ประวัติศาสตร์ไทยย่อมไม่สมบูรณ์”
ประเด็นนี้ชนชั้นนำปลุกระดมชาตินิยมให้งมงายว่า “คนไทยไม่เหมือนใครในโลก” ส่งผลให้ประวัติศาสตร์โบราณคดีไทยมีโครงสร้างโดดเดี่ยว ไม่เกี่ยวข้องกับเพื่อนบ้านและประวัติศาสตร์โลก ทั้งๆ หลักฐานวิชาการเต็มไปหมดยืนยันว่าไทยเป็นส่วนหนึ่งที่แยกไม่ได้จากอุษาคเนย์และโลกตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์จนปัจจุบัน ดังนี้
(1.) คนไทยเป็น “ลูกผสม” ของชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์มากกว่า 2,000 ปีมาแล้ว นอกจากนั้นนักวิทยาศาสตร์ไทยยังพบว่าดีเอ็นเอของโครงกระดูกมนุษย์ที่แม่ฮ่องสอน มีส่วนผสมของคนลุ่มน้ำฮวงโหในจีน เช่นเดียวกับมนุษย์บ้านเชียงที่อุดรธานี มีส่วนผสมของคนลุ่มน้ำแยงซีในจีน เป็นต้น
แต่การเรียนการสอนในสถานศึกษาทั่วประเทศและในมหาวิทยาลัยยังอยู่ในข้อมูล “ยกเมฆ” ว่าคนไทย เชื้อชาติไทย สายเลือดบริสุทธิ์ ถิ่นกำเนิดในจีน
(2.) วัฒนธรรมไทยเป็น “วัฒนธรรมร่วม” ของอุษาคเนย์จากวัฒนธรรมดั้งเดิมของ ท้องถิ่นผสมกลมกลืนกับวัฒนธรรมโลกคือ จีน, อินเดีย, อิหร่าน ฯลฯ ส่งผลให้มีความก้าวหน้าทางวัฒนธรรม ได้แก่ สถาปัตยกรรม, ศิลปกรรม, ข้าวปลาอาหาร, เครื่องแต่งกาย, นาฏศิลป์ และดนตรี ฯลฯ
แต่การศึกษาไทยว่าวัฒนธรรมไทยเป็นของไทยแท้ๆ ไม่ผสมกับใครทั้งนั้น ซึ่งเป็นอันตรายมากต่อความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านซึ่งเคยเกิดปัญหารุนแรงมาแล้ว เริ่มจากพม่า, ลาว, ปัจจุบันคือกัมพูชา
(3.) กาฬโรคเป็นโรคระบาด เรียก “ห่าลง” ไปทั่วโลกรวมทั้งไทย สมัยอโยธยา เมื่อหลัง พ.ศ. 1800 ครั้นหลังกาฬโรคระบาดทำให้มีรัฐใหม่ๆ เกิดขึ้นในโลกใหม่ทางการค้า ได้แก่ อยุธยา, นครศรีธรรมราช ฯลฯ
แต่ประวัติศาสตร์ไทยไม่รับรู้ประวัติศาสตร์โลก จึงเรียกโรคระบาดช่วงนี้เป็นเอกเทศว่าอหิวาตกโรค (อยู่ในเรื่องพระเจ้าอู่ทองหนีโรคห่า คือ อหิวาตกโรค)
การเข้าใจประวัติศาสตร์ผ่านวิทยาศาสตร์ จะสนับสนุนประวัติศาสตร์โบราณคดีแม่นยำมากขึ้น และเชื่อมโยงข้อมูลความรู้อื่นๆ กว้างขวาง และใกล้เคียงความจริง แต่ปัญหาใหญ่มากอยู่ที่ระบบการเรียนการสอนประวัติศาสตร์โบราณคดีในไทยไม่รับรู้วิทยาศาสตร์ โดยเลื่อมใสศรัทธาความเชื่อลมๆ แล้งๆ ว่าคนไทย “เชื้อชาติไทย สายเลือดบริสุทธิ์” มีถิ่นกำเนิดในจีน และสร้างสุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรก
นักวิทยาศาสตร์นานาชาติ ประกาศทั่วโลกผ่านสื่อสาธารณะว่า “เชื้อชาติไม่มีในโลก” เป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ
ดังนั้น “เชื้อชาติไทย” ก็ไม่มี แต่ที่ผ่านมาถูกหลอกว่ามี ดังนั้นต้องยืนยันความเป็นคน มีก่อนความเป็นไทย และควรแก้ไขว่าคนเป็นไทยโดยสัญชาติ (ไม่เชื้อชาติ) และความเป็นไทยโดยภาษาและวัฒนธรรม (ไม่รัฐชาติ) ดังนั้นคนเป็นไทยและความเป็นไทยพิสูจน์ไม่ได้ด้วยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ แต่อธิบายได้ด้วยระบบคิดแบบวิทยาศาสตร์
รัฐบาลไทยทุกวันนี้ยังมอมเมาประชาชนด้วยประวัติศาสตร์ไทยสำนวนชาตินิยม “คลั่งเชื้อชาติไทย” เพื่อผดุงอำนาจตนเอง
เรื่องเหล่านี้ อว. ต้องเร่งรัดแก้ไขให้ซื่อตรงตามหลักฐานวิชาการ โดยเริ่มจากการเปิดช่องและกระตุ้นให้ทุกมหาวิทยาลัยสร้างประวัติศาสตร์ไทยฉบับของตนเองอย่างเสรี
