11 มีนาคม 2537 ช่วงบ่าย คนร้าย (เครือข่ายอิหร่าน) ขับรถบรรทุก 6 ล้อ ซุกซ่อนระเบิดน้ำหนักมหาศาลเพื่อจะไปก่อวินาศกรรมสถานทูตอิสราเอลในซอยหลังสวน แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กทม.
มันคือ “คาร์บอมบ์” โดยมือสังหารระดับโลกที่วางแผนมาแล้ว
นายฮุสเซน และทีมงานรวม 3 คน ขับคาร์บอมบ์ 6 ล้อออกมาจากห้างเซ็นทรัลชิดลม ขณะตีวงเลี้ยว ไปเฉี่ยวชนกับรถมอเตอร์ไซค์ของ นายเดชา รัตนวงศ์ วินมอเตอร์ไซค์รับจ้างบริเวณหน้าห้าง มีการเจรจาเพื่อชดใช้ แต่ตกลงกันไม่ได้ เพราะพูดกันไม่รู้เรื่อง ชายจากตะวันออกกลางฟังไม่รู้เรื่อง จะรีบหนี… จึงยื่นธนบัตรสกุลเงินต่างประเทศปึกหนึ่ง
พี่วินมอไซค์…ไม่โอเคด้วย…
เมื่อมีอุบัติเหตุบนถนน ตำรวจจราจรต้องมาตรวจที่เกิดเหตุ…
ฮุสเซนตัดสินใจทิ้งรถบรรทุกไว้บนถนน… เผ่นดีกว่า…เพราะตำรวจกำลังมา… แผนระเบิดไปต่อไม่ได้
ตำรวจจราจรมาถึง สอบถามคนขี่มอเตอร์ไซค์เรื่องอุบัติเหตุที่เป็นเรื่อง “ขี้หมูรา-ขี้หมาแห้ง” ประจำวันบนท้องถนนใน กทม.
ตำรวจ…รีบเคลื่อนย้ายรถบรรทุก 6 ล้อขนาดกลาง ท้ายรถมีแท็งก์น้ำทรงสี่เหลี่ยมลูกเต๋าไปจอดไว้ลานจอดรถที่มีคดี สน.ลุมพินี เพื่อมิให้กีดขวางการจราจร โดยไม่ทราบว่าท้ายกระบะของรถมีอะไร
ตำรวจติดต่อไปบริษัทของรถบรรทุกคันนี้ ทราบว่ามีชาวต่างชาติลักษณะเป็นชาวตะวันออกกลางมาขอเช่ารถไปขนของหลายวันแล้ว
รถบรรทุกจอดอยู่ราว 1 สัปดาห์ กลิ่นเหม็นเน่าโชยออกมาจากรถบรรทุกเป็นระยะๆ
ผู้แทนบริษัทรถเช่ามาตรวจรถของตนที่จอดไว้ตัดกุญแจแท็งก์น้ำท้ายรถ ต้องตื่นตะลึงกับความน่าสยดสยองในแท็งก์น้ำมีศพคนขับรถตัวจริง (ที่ถูกคนร้ายฆ่าชิงรถ) ถูกบรรจุในถุงปุ๋ยและพบสายไฟอุปกรณ์ระเบิดเพียบ
เป็นศพของ นายชม ทิหล้า พลขับชาวชัยภูมิ ถูกฆ่าชิงรถมา เพื่อใช้ในการก่อเหตุและหวังจะให้ระเบิดทำลายศพไปพร้อมกัน
ในแท็งก์น้ำยังมีปุ๋ยยูเรียหลายกระสอบที่ประกอบเป็นระเบิด ร่วมกับ C4 มีฝักแคจุดชนวน ต่อสายตรงมาใต้พวงมาลัย พร้อมวงจรไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับจุดระเบิด
ตำรวจรีบขยับ “รถพญามัจจุราช” ออกจากหน้า สน.ลุมพินี
หน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดพบระเบิด C4 ซุกซ่อนอยู่ในขวดน้ำอัดลมขนาด 2 ลิตร จำนวน 2 ลูก น้ำหนักเกือบลูกละ 1 กิโลกรัม และยังมีดินระเบิดชนิดอื่นอีกหลายลูก
เป็นข่าวใหญ่ตูมตาม พาดหัวหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ
เฮ้ย…นี่คือ แผนบึ้มสถานทูตอิสราเอลในกรุงเทพฯ
ถ้าคนร้ายทำสำเร็จ…เหตุระเบิดจะดังสนั่นไปทั่วโลก
ตำรวจแกะรอย สามารถจับกุมชายชาวตะวันออกกลางได้ 3 คน
นายฮุสเซนต้องการไประเบิดสถานทูตอิสราเอล (สถานทูตเก่า อยู่ในซอยหลังสวน ปัจจุบันย้ายแล้ว) โดยวางแผนจะนำรถบรรทุกไปจอดใกล้อาคารแล้วกดปุ่มระเบิด
ในชั้นศาล…มีบทสรุปที่คนไทยอาจไม่เคยทราบมาก่อน
ในศาล….พี่วินมอเตอร์ไซค์ พยานปากเอก ให้การว่าหน้าตาและรูปร่างของผู้ต้องสงสัย “ไม่ตรง” กับคนที่เขาเห็นในวันเกิดเหตุ
ศาลระบุว่าไม่มีหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจน เช่น ลายนิ้วมือแฝงหรือหลักฐานทางวัตถุอื่นๆ ที่จะเชื่อมโยงตัวผู้ต้องหาเข้ากับรถบรรทุกระเบิดคันดังกล่าวได้อย่างแน่นหนา
ศาลมองว่า พยานบางปากที่ระบุว่าเห็นผู้ต้องหาที่ห้างสรรพสินค้าหรือจุดเช่ารถนั้น ให้การสับสนหรือมีข้อมูลที่ขัดแย้งกันเอง ทำให้พยานหลักฐานฝ่ายโจทก์มีความสงสัยตามสมควร
ในคดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ “ประหารชีวิต” ผู้ต้องหา แต่สุดท้ายในชั้นศาลฎีกา ได้กลับคำพิพากษาให้ยกฟ้องเพราะยึดหลัก “ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย”
ศาลฎีกาตัดสินยกฟ้องและปล่อยตัวผู้ต้องสงสัยทั้ง 3 ราย เนื่องจากหลักฐานไม่เพียงพอที่จะเอาผิดได้ ทั้งหมดจึงถูกปล่อยตัว
หลังการปล่อยตัว ผู้ต้องหาชาวอิหร่านเดินทางกลับประเทศทันที และคดีนี้ก็ยังคงเป็นหนึ่งใน “ปริศนา” ประวัติศาสตร์การก่อการร้ายในประวัติศาสตร์ไทย…
บังเกิดความร้อนรุ่มไปทั่วทุกสถานทูต แหล่งท่องเที่ยว
หลังจากเหตุการณ์ความพยายามวางระเบิดในปี 2537 และตามมาด้วยเหตุการณ์ 9/11 เกิดมาตรการ รปภ.ของสถานทูตในไทย โดยเฉพาะสถานทูตที่มีความเสี่ยงสูงอย่างอิสราเอล และสหรัฐ ได้ถูกยกระดับขึ้นอย่างเข้มงวดจนกลายเป็นมาตรฐานที่เห็นในปัจจุบัน
สถานทูตอิสราเอลในกรุงเทพฯ ตัดสินใจย้ายที่ตั้ง…
สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลได้ย้ายจากอาคารเดิมในย่านหลังสวน ไปยังอาคารที่มีความปลอดภัยสูงขึ้น ซึ่งการตั้งอยู่บนอาคารสูงช่วยให้ควบคุมทางเข้า-ออกได้ง่ายกว่าสถานทูตที่เป็นบ้านเดี่ยวหรืออาคารเตี้ย
กำหนดเขตพื้นที่กันชน (Buffer Zone) มีการตั้งแผงกั้นเหล็ก หรือกระถางต้นไม้คอนกรีตขนาดใหญ่บนทางเท้า เพื่อป้องกันการขับรถพุ่งชน (Ramming attack) หรือการจอดรถบรรทุกระเบิดประชิดตัวอาคาร
รปภ.จะเอาไม้ยาว มีกระจกส่องยื่นเข้าไปใต้ท้องรถมีไฟฉายส่อง ต้องเปิดฝากระโปรงหน้า-หลัง (รปภ.ทำตามกันเป็นแฟชั่นทุกแห่ง)
แผนก่อการร้ายที่ล้มเหลวและ “ความโชคดี” ของกรุงเทพฯ กลายเป็น “กรณีตัวอย่าง” ที่หน่วยต่อต้านก่อการร้ายทั่วโลกศึกษา
คนไทยสรุปว่า พระสยามเทวาธิราชท่านช่วยไว้นะเนี่ย
คดีก่อการร้ายอื่นๆ ที่สำคัญในไทย โดยเฉพาะที่กรุงเทพฯ ที่เชื่อมโยงกับกลุ่มการเมืองระหว่างประเทศมีอีก 2 เหตุการณ์หลักที่มักถูกหยิบมาพูดถึงที่สัมพันธ์กันกับคดีปี 2537
14 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2555 ช่วงบ่าย เกิดเหตุระเบิดที่ซอยสุขุมวิท 71 เสียงระเบิดตูมใหญ่เกิดขึ้นในบ้านเช่าหลังหนึ่ง บ้านพัง เศษวัสดุปลิวออกมา กลุ่มชายชาวอิหร่านแยกย้ายกันหนี
คนร้ายคนหนึ่งพยายามโบกเรียกแท็กซี่ แต่คนขับไม่จอดรับ จึงปาระเบิดใส่รถแท็กซี่ไปโดนต้นไม้ ระเบิดกระดอนกลับมาที่ตนเอง…ขาซ้ายขาด ประชาชนบาดเจ็บ 5 คน รวมถึงตำรวจ
ทางการเชื่อว่า นี่ก็เป็นแผนลอบสังหารนักการทูตอิสราเอลในไทย (คล้ายกับคดีปี 2537) ที่ล้มเหลวอีกครั้ง
สังคมไทยยกมือท่วมหัว…พระสยามฯ ท่านทำหน้าที่อีกครั้ง
สิงหาคม 2556 ศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษาจำคุกตลอดชีวิต นายซาอิด โมราดิ และจำคุก นายมูฮัมหมัด ฮาซาอิ
เหตุระเบิดนี้เกิดขึ้น 1 วันหลังเหตุโจมตีทูตอิสราเอลในกรุงทบิลิซี ประเทศจอร์เจีย และกรุงนิวเดลีประเทศอินเดีย ทางการอิสราเอลแถลงว่า รัฐบาลอิหร่านอยู่เบื้องหลังเหตุระเบิด ซึ่งรัฐบาลอิหร่านปฏิเสธ
ในช่วงปลายปี พ.ศ.2563 ทางการไทยได้ดำเนินการเนรเทศนักโทษชาวอิหร่านในคดีนี้กลับประเทศ (ซึ่งต่อมาสำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่าเป็นการ “แลกเปลี่ยนตัว” กับนักวิชาการหญิงชาวออสเตรเลียที่ถูกคุมขังในอิหร่าน)
นักวิชาการหญิงชาวออสซี่ผู้โชคดี… หลังติดคุกในอยู่อิหร่านนานกว่า 2 ปี (รวม 804 วัน) รัฐบาลออสเตรเลียได้เจรจาข้อตกลงแบบทวิภาคีร่วมกับทางการไทยและอิหร่าน จนนำไปสู่การปล่อยตัวเธอในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2563 เพื่อแลกกับการส่งตัวผู้ต้องหาชาวอิหร่าน 3 รายในคดีระเบิดที่กรุงเทพฯ ปี 2555 กลับประเทศ
ยังมีเหตุก่อการร้ายตามอีกมาครับ…
17 สิงหาคม 2558 เวลาประมาณ 18.55 น. เกิดเหตุระเบิดแยกราชประสงค์ เป็นระเบิดแสวงเครื่องบริเวณศาลท้าวมหาพรหม ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 20 ราย ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ
ผู้เสียชีวิต เป็นคนไทย 6 คน ต่างชาติ 14 คน เช่น จีน 5 มาเลเซีย 5 ฮ่องกง 2 สิงคโปร์ 1 และอินโดนีเซีย 1มีผู้บาดเจ็บกว่า 120 คน โดยส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่มาสักการะศาลพระพรหม
เป็นระเบิดแสวงเครื่อง (IED) ชนิดไปป์บอมบ์ ใช้ระเบิด TNT น้ำหนักประมาณ 3 กก. บรรจุในท่อเหล็กและพันด้วยผ้าขาว
18 ส.ค.2558 ช่วงค่ำเกิดเหตุอีกครั้ง มีคนปาระเบิดลงมาที่ท่าเรือสาทร แต่ระเบิดตกลงไปในน้ำจึงไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ
เชื่อว่า…เป็นความไม่พอใจของกลุ่มขบวนการที่เกี่ยวข้องกับการส่งกลับชาวอุยกูร์ไปยังประเทศจีน ตำรวจจับกุมผู้ต้องหาชาวต่างชาติ 2 ราย เจ้าหน้าที่วิเคราะห์ว่าเป็นการตอบโต้ของเครือข่ายค้ามนุษย์ หรือการแก้แค้นที่ทางการไทยส่งตัวชาวอุยกูร์ให้รัฐบาลจีนก่อนหน้านั้น 1 เดือน
สมาชิกและแกนนำกลุ่มก่อการร้าย ตลอดจนกองกำลังที่เคลื่อนไหวในประเทศต่างๆ แทบทุกกลุ่มเคยมาเมืองไทย
11 สิงหาคม 2546 จับกุม “ฮัมบาลี” (Hambali) หรือชื่อจริงคือ นายริดวน อิซามุดดิน ที่อยุธยา ถือเป็นหนึ่งในการจับกุมระดับประวัติศาสตร์ของการปราบปรามการก่อการร้ายในอาเซียนครับ
ฮัมบาลี ผู้นำลำดับ 2 ของกลุ่มเจมาห์ อิสลามิยาห์ หรือเจไอ ซึ่งเชื่อว่าอยู่เบื้องหลังการวางระเบิดสถานบันเทิงในบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อปี 2545
CIA ของสหรัฐ ร่วมกับเจ้าหน้าที่ของไทย ติดตามร่องรอยจนพบว่าฮัมบาลีออกจากอินโดนีเซียทางทะเลเข้าไปในพม่า เข้าไทยทาง อ.แม่สอด เข้ามาหาภรรยาคนไทยในอพาร์ตเมนต์ ในตัวเมืองอยุธยา
อำพรางตัวเป็นนักท่องเที่ยว สวมเสื้อผ้าแบบสากล ใส่หมวกแก๊ป และโกนหนวดเคราทิ้ง ถือหนังสือเดินทางปลอมในการเดินทาง
ฮัมบาลีที่ทางการสหรัฐตามตัวมานับสิบปีถูกจับในไทย เขาถูกนำตัวออกจากไทยทันทีโดยเครื่องบินพิเศษของสหรัฐไปยังคุกกวนตานาโม
อีกครั้ง…ที่ทั่วโลกหันมามองว่าไทยถูกใช้เป็นที่ “กบดาน” ของสมาชิกกลุ่มก่อการร้ายสากลเนื่องจากเป็นศูนย์กลางการเดินทาง
แถมท้ายครับ… 6 มีนาคม พ.ศ.2551 วิกเตอร์ บูท นักค้าอาวุธชาวรัสเซีย เจ้าของฉายาพ่อค้าแห่งความตาย ถูกจับกุมตัวใน กทม. ตามหมายจับของตำรวจสากล ด้วยข้อหาขนส่งอาวุธสงครามให้กับขบวนการค้ายาเสพติดในโคลอมเบีย
อเมริกาและรัสเซียแข่งกัน “แย่งนักโทษ” จากไทย
พ.ศ.2553 ศาลไทยมีคำสั่งให้ส่งตัว วิกเตอร์ บูท ไปดำเนินคดีที่สหรัฐอเมริกา รัสเซียโกรธควันออกหู
ต่อมา…รัฐบาลสหรัฐยอมปล่อยตัวเขาเพื่อแลกตัวกับนักบาสเกตบอลหญิงชาวอเมริกันชื่อดัง บริตนีย์ ไกรเนอร์ ที่ถูกรัสเซียคุมขัง หลังเจ้าหน้าที่สนามบินในกรุงมอสโกอ้างว่า พบน้ำมันกัญชาในสัมภาระของเธอขณะที่เธอกำลังจะขึ้นเครื่องบินเดินทางกลับสหรัฐ ภายหลังเสร็จสิ้นการแข่งขันในรัสเซีย…
ราว 10 ปีที่ผ่านมา มีผู้กระทำผิดจากนานาชาติระดับตัวเป้งๆ แห่กันเข้ามาในไทย คุ้นเคยกับคนใหญ่-คนโต ในบ้านเมืองเรา ถูกจับบ้าง หนีไปได้บ้าง รอดพ้นคดีบ้าง และยังมีอีกเยอะที่ลอยหน้าลอยตา
ที่เลวร้ายที่สุดคือ มีเอกสาร หลักฐาน ได้รับความสะดวกสบายยิ่ง ที่ซื้อจากเจ้าหน้าที่ของรัฐไทย

