หน้าแรก คอลัมนิสต์ พิชญ์ พงษ์สวั...

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ | เริ่มจริงๆ แล้วกับการเลือกตั้งท้องถิ่น กทม.

18.05.26 | 13:22 น.
เริ่มจริงๆ แล้วกับการเลือกตั้งท้องถิ่น กทม.

ก่อนจะเข้าเรื่องความคืบหน้าของการเลือกตั้งท้องถิ่น กทม.ในช่วงนี้ อยากจะบันทึกเรื่องราวของอุบัติเหตุรถไฟชนรถเมล์ที่ถนนเพชรบุรีเมื่อไม่กี่วันก่อนเอาไว้สักนิด

สำหรับคนที่เดินทางสัญจรในบริเวณนั้นมาตลอดจะรู้ว่าถนนรัชดาในช่วงแยกรัชดาถึงแยกอโศกฯนั้นเป็นแยกที่ปราบเซียนในทุกเช้าและเย็น เพราะมันวุ่นวายไปด้วยแยกและรถที่ขวักไขว่มาก เพราะเต็มไปด้วยทางลัดที่ตัดใหม่ และรูปแบบการเดินทางที่หลากหลาย ตั้งแต่ทางด่วน ทางปกติ ทางลัด รถไฟใต้ดิน รถไฟแอร์พอร์ตลิงก์ ทางเดินเท้าที่แย่ มอเตอร์ไซค์ รถยนต์ และรถเมล์

ข้อสังเกตสำหรับกรณีกรุงเทพมหานครก็คือ ระบบการวางแผนเมืองกับระบบการบริหารพื้นที่เมืองนั้นมันไปคนละทิศละทาง

ระบบราชการรู้กันเองว่าในพื้นที่หนึ่งนั้นใครจะทำอะไรจะต้องขออนุญาตใคร ใครวางท่ออะไร ใครทำถนน ใครทำราง

แต่ประชาชนไม่รู้หรอกครับ และร่วมตัดสินใจอะไรไม่ได้ ตรวจสอบอะไรก็ยาก

Advertisement

หลายปีแล้ว อาจารย์ที่ผมเคารพท่านหนึ่งท่านกล่าวไว้ว่า อยากรู้ความซับซ้อนของการบริการกรุงเทพฯให้ไปดูการกำกับดูแลพื้นที่บริเวณวงเวียนสักแห่งจะรู้ว่ามีหลายหน่วยงานมากที่ดูแล

ทั้งตัววงเวียนและอนุสาวรีย์ ตัวต้นไม้ที่ปลูก ตัวพื้นฟุตปาธ ตัวถนน และตัวการจราจร เป็นอย่างน้อย

แต่สิ่งที่ต่างไปจากอุบัติเหตุในรอบนี้ก็คือ ผู้คนเริ่มไม่เชื่อมั่นศรัทธาในกระบวนการแก้ปัญหา และ “ถอดบทเรียน” กับสิ่งที่เกิดขึ้นอีกต่อไป ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากบรรยากาศหาเสียงการเลือกตั้งท้องถิ่น กทม.ในรอบนี้ ที่ทำให้คนกรุงเทพฯเริ่มมีฝันมากขึ้นว่าควรจะนำเรื่องหลายเรื่องมาพูดมาคุยกัน

มาเข้าเรื่องการเลือกตั้งท้องถิ่นใน กทม.ทั้งเลือกตั้งผู้ว่าฯและเลือกตั้ง ส.ก. ผมว่าในสัปดาห์นี้ทุกอย่างก็เคลียร์มากขึ้นแล้ว ว่า อ.ชัชชาติ ลงแน่ และลงแบบอิสระ

และคราวนี้น่าจะชัดเจนขึ้นว่าเป็นอิสระจากพรรค แต่ อ.ชัชชาติจะเป็นอิสระจาก ส.ก.กลุ่มไหนหรือเปล่าก็ว่ากันอีกเรื่อง

แต่ผมเดาว่าสัปดาห์นี้เรื่อง ส.ก.คงยังไม่มีอะไรตื่นเต้นมากนัก เพราะหลายฝ่ายที่อยากทำงานร่วมกับ อ.ชัชชาติก็น่าจะตัดคะแนนกันเองอยู่ไม่ใช่น้อย

ดังนั้นเรื่องในสัปดาห์นี้น่าจะอยู่ที่การเปิดตัวหลักๆ ของผู้สมัครผู้ว่าฯที่น่าจะเกือบครบหรือครบแล้ว น่าจะยังขาดพรรคเศรษฐกิจ

เพราะพรรคประชาธิปัตย์เปิดออกมาแล้ว นั่นคือ คุณอนุชา บูรพชัยศรี อดีตสมาชิกเก่าของพรรคที่ในช่วงเวลาหนึ่งย้ายไปอยู่รวมไทยสร้างชาติ และเติบโตในตำแหน่งรองเลขาฯบิ๊กตู่ด้านการเมือง และโฆษกรัฐบาลสมัยบิ๊กตู่

กรณีคุณอนุชานั้นจะว้าวแค่ไหนนั้นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ผมคิดว่ายุทธศาสตร์การวางตัวของพรรคประชาธิปัตย์นั้นเกี่ยวข้องกับการเชื่อมโยงการเมืองท้องถิ่นกับระดับชาติอย่างแน่นอน เพราะว่าคุณอนุชานั้นมีภูมิหลังที่น่าจะทำให้กองเชียร์บางกลุ่มของประชาธิปัตย์และรวมไทยสร้างชาติของบิ๊กตู่เองอาจจะย้ายกลับมาเลือกประชาธิปัตย์อีกครั้ง

อย่าลืมว่า รอบที่แล้ว คะแนนที่สอง ที่สี่ และที่ห้าคือ อ.เอ้ คุณสกลธี และ คุณอัศวิน ก็ล้วนแต่มาจากทั้งประชาธิปปัตย์และบิ๊กตู่นั่นแหละครับ รวมๆ กันประมาณเกือบจะแตะเจ็ดแสนเข้าไปแล้ว

แต่กระนั้นก็ตาม ผมอยากชวนท่านผู้อ่านมาพิจารณาอีกมุมนึ่งของการเลือกตั้งท้องถิ่นกรุงเทพฯในรอบนี้ ในประเด็นที่รอบนี้น่าจะมีความสนุกในเรื่องการเลือกตั้งผู้ว่าฯอีกประเด็นนึงที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง

นอกเหนือจากเรื่องของตัวผู้ว่าฯและจำนวน ส.ก.ของแต่ละกลุ่มแต่ละพรรคที่จะได้แล้ว ผมคิดว่าในบรรดา “เขตเลือกตั้ง” ที่จะฟัดกันสนุกที่สุดในรอบนี้ก็คือ “เขตสี่” คลองเตยนี่แหละครับ เพราะตัวคุณอนุชาเองก็เคยเป็น ส.ส.เขตคลองเตยมาก่อน

และผมอยากจะเรียกร้องให้เราเริ่มสนใจการเมืองในแต่ละเขตมากขึ้นเรื่อยๆ

และผมคิดว่ารอบนี้ คลองเตยน่าจะเป็น “สมรภูมิที่สำคัญ” ในการแข่งขันระดับการเมืองท้องถิ่น

เมื่อเดือนที่ผ่านมา มีดราม่าเรื่องคลองเตยอยู่จน ส.ส.พรรคส้มเองก็ลงพื้นที่ลำบาก เพราะเกิดความขัดแย้งกับบางกลุ่มบางส่วนในชุมชนเรื่องภาพลักษณ์ของพื้นที่

แต่เรื่องที่น่าสนใจก็คือในการเลือกตั้งระดับชาติ ส.ส.ส้มที่ดูแลเขตคลองเตยก็คือ ส.ส.ที่ดูแลพื้นที่เขต กทม.สองเขต คือ คลองเตยกับวัฒนา ซึ่งก็คือคลองเตยกับสุขุมวิทนั่นแหละครับ และน่าจะเป็นพื้นที่ที่มีความเหลื่อมล้ำ แตกต่างกันมากที่สุดพื้นที่หนึ่งใน กทม.

พื้นที่คลองเตยขึ้นชื่อเรื่องของความเข้มข้นทางการเมืองทั้งท้องถิ่นและในระดับชาติ มีผู้สมัครสายแข็งลงพื้นที่กันมากหน้าหลายตา มีชุมชนหลายประเภท มีความเกี่ยวโยงกับทั้งเรื่องที่พักอาศัยซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ที่รัฐบาลท้องถิ่นกรุงเทพฯไม่ค่อยได้ทำงานด้านนี้เท่าไหร่ แต่ก็ยังต้องทำเรื่องบริการสาธารณะอื่นๆ ให้คนเหล่านี้ ทั้งโรงเรียน โรงเรียนฝึกอาชีพ สถานพยาบาล ดังที่เราเห็นในกรณีสมัยการระบาดของโควิด รวมทั้งเรื่องของตลาดคลองเตยที่เป็นแหล่งงาน และตัวการท่าเรือที่เป็นเจ้าของที่ดินของชุมชนคลองเตยหลายพื้นที่

ไม่นับตัวสถานที่ตั้งที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจที่รายล้อมด้านหนึ่งไปด้วยพื้นที่เศรษฐกิจพระรามสี่ สุขุมวิท พระรามสาม และในอีกด้านหนึ่งก็คือพื้นที่สีเขียวของบางกระเจ้า

ยังมีใครจำได้ไหมว่าการเปิดตัวของ อ.ชัชชาติในรอบที่แล้วนั้นทำกันที่ตรอกโรงหมูในคลองเตย ที่ปัจจุบันนั้นพื้นที่นี้หายไปเรียบร้อยแล้ว

แต่ในภาพรวมพื้นที่ในคลองเตยจำนวนมากรวมทั้งในส่วนชุมชน นอกจากจะมีสถานะที่ไม่มั่นคงต่อการเปลี่ยนแปลงในการใช้ที่ดิน และสถานะทางกฎหมายเอง ตอนนี้ก็ยังจะมาถึงเรื่องของความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงระบบผังเมืองที่ทำให้ที่ดินจำนวนมากในพื้นที่คลองเตย โดยเฉพาะของการท่าเรือนั้นอาจจะถูกเปลี่ยนจากสถานะพื้นที่ราชการสีนำเงินไปเป็นพื้นที่เพื่อการพาณิชย์ (น่าจะสีแดง) และจะทำให้แรงกดดันในการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินมีเพิ่มขึ้น

นี่ยังไม่รวมว่าเรื่องกาสิโนนั้นตกไปแล้ว ไม่งั้นก็เคยมีกระแสว่าคลองเตยจะเป็นหนึ่งในพื้นที่เป้าหมายของการเปลี่ยนแปลงที่ดินเพื่อการลงทุนขนาดใหญ่ และจะมีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการอยู่อาศัยในพื้นที่จำนวนมหาศาล

เรื่องทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ก็หวังว่าจะเป็นที่น่าสนใจกว่าการพูดกันแต่ว่าตัวเต็งผู้ว่าฯกทม.ทั้งสามท่านคือ อ.ชัชชาติ, ดร.โจ และคุณอนุชานั้น มีพื้นฐานจากวิศวะเหมือนกัน

ขณะที่ผมคิดว่า รอบนี้ถ้าสื่อไหนสนใจเป็นพิเศษ อาจจะลองดูคลองเตยเป็น “แซนด์บ็อกซ์” ในการจับประเด็นเรื่องกรุงเทพฯในเชิงพื้นที่น่าจะสนุก เพราะมีหลายเรื่องที่น่าสนใจ และหลายเรื่องก็เกี่ยวข้องกับประเด็นเมืองที่ไม่เคยถูกพูดถึงมาก่อน ทั้งเรื่องที่อยู่อาศัย คนจนเมือง และเมืองที่ทุกคนใฝ่ฝันนั่นแหละครับ