เมื่อประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กล่าวถึงคำว่า “กับดักทิวซิดิดีส” ระหว่างการต้อนรับการเยือนของ ประธานาธิบดีทรัมป์ ณ กรุงปักกิ่ง เมื่อกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โลกทั้งโลกก็พลันจับตาดูความสัมพันธ์ระหว่างสาธารณรัฐประชาชนจีนกับสหรัฐอเมริกา ด้วยความรู้สึกราวกับกำลังเฝ้ามองช้างสารสองเชือกเดินเข้าสะพานไม้แคบกลางเหวลึก เพราะฝ่ายหนึ่งคือมหาอำนาจเก่าซึ่งครองระเบียบโลกมาตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งคือมหาอำนาจใหม่ที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การทหาร และเทคโนโลยี จนเริ่มทำให้เจ้าของเวทีเดิมเกิดความหวาดระแวงขึ้นอย่างชัดเจน
คำว่า “กับดักทิวซิดิดีส” นั้นมาจาก นายทิวซิดิดีส (Thucydides) นักประวัติศาสตร์กรีกโบราณผู้เขียนเรื่องสงครามเพโลพอนนีเซียนระหว่างนครรัฐเอเธนส์กับสปาร์ตาเมื่อกว่า 2,400 ปีก่อน โดยเขาสรุปต้นเหตุของสงครามเอาไว้ในประโยคสั้นๆ ว่า
“การเติบโตของอำนาจเอเธนส์ และความหวาดกลัวที่สิ่งนั้นสร้างขึ้นในสปาร์ตา ทำให้สงครามเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้”
ต่อมา ศาสตราจารย์เกรแฮม แอลลิสัน (Graham Allison) แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดได้นำแนวคิดนี้มาอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับอเมริกา โดยชี้ว่าในช่วงห้าร้อยปีที่ผ่านมา เมื่อใดที่มหาอำนาจใหม่ลุกขึ้นมาท้าทายมหาอำนาจเก่า เมื่อนั้นโลกมักเดินเข้าสู่สงครามใหญ่
ฟังดูแล้วก็เหมือนเรื่องเก่าในตำราประวัติศาสตร์ แต่สิ่งที่น่ากลัวคือวันนี้โลกกำลังมี “เอเธนส์ใหม่” และ “สปาร์ตาใหม่” อยู่จริงๆ เพราะในอดีตนั้นอเมริกาเปรียบเสมือนเศรษฐีใหญ่ประจำหมู่บ้านโลก มีทั้งเงิน อาวุธ เทคโนโลยี และเครือข่ายพันธมิตรทั่วโลก ใครจะค้าขาย ใครจะกู้เงิน หรือใครจะทำสงครามก็ต้องแวะไปหาวอชิงตันเสียก่อน แต่หลังจากที่ เติ้ง เสี่ยวผิง เปิดประเทศ เศรษฐกิจจีนก็เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วราวกับมังกรที่เคยนอนหลับอยู่ใต้ภูเขาแล้วจู่ๆ ฟื้นคืนชีพขึ้นมา
เมื่อสามสิบปีก่อน คนอเมริกันยังหัวเราะเยาะสินค้าจีนว่าเป็นของถูก ของเลียนแบบ และไม่มีคุณภาพ แต่วันนี้รถยนต์ไฟฟ้าของจีน โดรนของจีน ปัญญาประดิษฐ์ของจีน และโรงงานของจีนกลับกำลังไล่กวดหรือบางด้านก็แซงหน้าตะวันตกไปแล้ว สิ่งที่น่าคิดก็คือ มหาอำนาจเก่านั้นแทบไม่เคยยอมลงจากเวทีโลกโดยสมัครใจ อังกฤษไม่อยากเห็นเยอรมนีเติบโต ฝรั่งเศสไม่อยากเห็นรัสเซียขยายอำนาจ และวันนี้อเมริกาก็ไม่อยากเห็นจีนเติบโตเกินไปเช่นเดียวกัน
ปัญหาของกับดักทิวซิดิดีสก็คือ หลายครั้งสงครามไม่ได้เกิดจากความต้องการทำสงคราม แต่เกิดจาก “ความกลัว” มหาอำนาจใหม่ คิดว่าตนเพียงต้องการมีที่ยืนตามสมควร แต่ฝ่ายมหาอำนาจเก่ากลับมองว่านั่นคือการแย่งตำแหน่งผู้นำโลก จีนอาจมองว่าการสร้างกองทัพเรือหรือโครงการ Belt and Road Initiative เป็นเพียงการปกป้องผลประโยชน์ของตน แต่ฝ่ายอเมริกันจำนวนมากกลับเห็นว่าจีนกำลังสร้างระเบียบโลกใหม่เพื่อแทนที่ระเบียบโลกเดิมที่อเมริกาสร้างขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง
ที่สำคัญก็คือ ทั้งสองฝ่ายต่างเชื่อว่าตนเองถูกต้อง จีนเชื่อว่าตนเคยยิ่งใหญ่มาหลายพันปี ก่อนถูกตะวันตกกดขี่ใน “ศตวรรษแห่งความอัปยศ” ดังนั้นการกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งจึงเป็นเพียงการฟื้นคืนสถานะเดิม ขณะที่อเมริกาเชื่อว่าตนเป็นผู้สร้างระบบการค้าเสรี องค์การระหว่างประเทศ และเสถียรภาพของโลกเสรีดังนั้นการผงาดขึ้นของจีนจึงถูกมองว่าอาจเป็นภัยต่อระเบียบโลกเดิม นี่จึงไม่ใช่เพียงการแข่งขันทางเศรษฐกิจ แต่เป็นการแข่งขันของ “เรื่องเล่า” หรือ narrative ว่าใครควรเป็นผู้กำหนดอนาคตของโลก
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือ สงครามระหว่างมหาอำนาจมักไม่ได้เริ่มต้นจากความตั้งใจ แต่เริ่มจากอุบัติเหตุ กระสุนนัดเดียวที่เมืองซาราเยโวในปี พ.ศ.2457 ลากยุโรปเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เช่นเดียวกับเหตุการณ์อ่าวตังเกี๋ยที่ลากอเมริกาเข้าสู่สงครามเวียดนาม ในโลกปัจจุบัน การชนกันของเรือรบหรือเครื่องบินในทะเลจีนใต้เพียงครั้งเดียวก็อาจกลายเป็นชนวนของวิกฤตใหญ่ได้ และโลกยุคนี้อันตรายยิ่งกว่าอดีต เพราะทั้งจีนและอเมริกาต่างมีอาวุธนิวเคลียร์อยู่ในมือ
อย่างไรก็ตาม คำพูดของ สี จิ้นผิง ก็สะท้อนว่าจีนพยายามส่งสัญญาณว่า โลกไม่จำเป็นต้องจบลงแบบเอเธนส์กับสปาร์ตา แต่ในอีกด้านหนึ่งก็เป็นการเตือนอเมริกาด้วยว่า หากกดดันจีนมากเกินไป โลกอาจเดินเข้าสู่ความขัดแย้งครั้งใหญ่ นักการเมืองระดับมหาอำนาจนั้นไม่มีใครพูดอะไรโดยไร้ความหมาย ทุกคำล้วนมีทั้งการเตือน การต่อรอง และการคำนวณทางยุทธศาสตร์ซ่อนอยู่
ส่วนตัวของ โดนัลด์ ทรัมป์ นั้น แม้จะมีภาพลักษณ์แข็งกร้าวต่อจีน แต่ลึกลงไปแล้วเขากลับมองโลกแบบพ่อค้ามากกว่านักอุดมการณ์แบบสงครามเย็น เขามักถามว่า “อเมริกาได้อะไร” มากกว่าจะถามว่า “อเมริกาควรปกป้องโลกอย่างไร” ดังนั้นความสัมพันธ์จีน-อเมริกาในยุคทรัมป์จึงเต็มไปด้วยความย้อนแย้งแบบเช้าประกาศขึ้นภาษี บ่ายโทรศัพท์เจรจา เย็นจับมือถ่ายรูป ราวกับพ่อค้าสองคนในตลาดสำเพ็งที่ทะเลาะกันเสียงดังแต่สุดท้ายก็ยังต้องซื้อขายกันอยู่ดี
ปัญหาคือ แม้ผู้นำจะอยากประนีประนอม แต่โครงสร้างการแข่งขันเชิงอำนาจกลับผลักดันให้ทั้งสองฝ่ายต้องระแวงกันต่อไป กองทัพอเมริกันมองจีนเป็นภัยคุกคาม ขณะที่กองทัพจีนก็มองว่าอเมริกากำลังปิดล้อมตน บริษัทเทคโนโลยีแข่งขันกัน มหาวิทยาลัยแข่งขันกัน แม้แต่กีฬาโอลิมปิกก็ยังกลายเป็นเวทีวัดศักดิ์ศรีของชาติ โลกจึงกำลังเข้าสู่สงครามเย็นรูปแบบใหม่ เพียงแต่แตกต่างจากยุคอเมริกากับสหภาพโซเวียตตรงที่ทั้งสองฝ่ายยังพึ่งพากันทางเศรษฐกิจอย่างลึกซึ้ง จีนถือพันธบัตรรัฐบาลอเมริกันจำนวนมหาศาล ขณะที่บริษัทอเมริกันก็ยังทำกำไรในจีนอย่างมหาศาลเช่นกันสำหรับประเทศเล็กอย่างประเทศไทยนั้น สถานการณ์นี้เปรียบเสมือนลูกมะพร้าวลอยอยู่กลางทะเลมหาอำนาจ จะเอนเอียงไปข้างใดมากเกินไปก็ย่อมถูกอีกฝ่ายระแวง ดังนั้นศิลปะแห่งการทูตที่สำคัญที่สุดก็คือ การรักษาสมดุลระหว่างสองมหาอำนาจให้ได้ เหมือนที่สยามเคยใช้ถ่วงดุลอังกฤษกับฝรั่งเศสจนรอดพ้นจากการตกเป็นอาณานิคมในอดีต
ทิวซิดิดีสคงไม่เคยคาดคิดว่า งานเขียนของเขาเกี่ยวกับสงครามระหว่างนครรัฐเล็กๆ ในกรีซโบราณ จะกลายเป็นคู่มืออ่านใจมหาอำนาจนิวเคลียร์ในศตวรรษที่ 21 แต่ธรรมชาติของมนุษย์นั้นแทบไม่เปลี่ยน เปลี่ยนเพียงเสื้อเกราะเป็นสูท เปลี่ยนหอกเป็นขีปนาวุธ และเปลี่ยนเรือไตรรีมเป็นเรือบรรทุกเครื่องบิน ส่วนความทะเยอทะยาน ความหวาดกลัว และศักดิ์ศรีแห่งอำนาจนั้นยังคงเหมือนเดิมทุกประการ

