หน้าแรก คอลัมนิสต์ คุณสามารถอดทน...

คุณสามารถอดทนกับเสียงแตร (และบางครั้งรวมเสียงกล่าวขวัญถึงบุพการี) ได้นานเพียงไร

19.05.26 | 13:40 น.
คุณสามารถอดทนกับเสียงแตร รถไฟชนรถประจำทาง

มั่นใจว่าผู้อ่านคอลัมน์นี้ทุกคนที่ใช้รถใช้ถนนต้องเคยทำผิดกฎจราจร ไม่ว่าจะเพราะเจตนาประสงค์ต่อผล เช่น รู้เห็นชัดเจนว่าตรงที่จะเอารถไปจอดนั้นเป็นที่ห้ามจอด แต่ก็มีเหตุอะไรก็ตามแต่ขอสักแป๊บ หรือเล็งเห็นผลว่าไฟเหลืองนานแล้วไม่ว่าเร่งไปยังไงก็ไฟแดงที่รถเราแน่ๆ แต่ก็ยังกดคันเร่ง

หรือบ่อยที่สุดคือกรณีประมาทขับรถเพลินเกินความเร็วที่กฎหมายกำหนด ดูเส้นถนนไม่ดีว่าเป็นเส้นทึบห้ามแซง รวมถึงเรื่องปลีกย่อยอื่นๆ หนักบ้างเบาบ้างตามแต่โอกาสและความผิดพลาดของแต่ละคน

นอกจากนี้ยังมีการกระทำผิดกฎจราจรอีกรูปแบบหนึ่งที่ไม่อยู่ในคำอธิบายทางกฎหมาย และเชื่อว่าหลายคนอาจมีประสบการณ์ร่วมกัน คือกระทำผิดกฎจราจรโดย “จำใจ” ที่ถ้าว่ากันตามทฤษฎีกฎหมายอาญามันก็คือกระทำผิดโดยเจตนานั่นแหละ แต่เป็นเจตนาที่อาจจะไม่ได้มาจากความประสงค์ต่อผลของตัวเองเสียทีเดียว แต่เป็นเพราะความถูกกดดันด้วยปัจจัยภายนอกบางอย่าง

กรณีตัวอย่างที่พวกเรามักจะประสบกันคือ โดยปกติแล้วการจัดการจราจรของไทยนั้นสี่แยกต่างๆ มักจะใช้ระบบ “เลี้ยวซ้ายผ่านตลอด” ไม่ต้องรอสัญญาณไฟเพียงดูว่ารถอีกทางหนึ่งปลอดภัยแล้วก็เลี้ยวได้ แต่อย่างไรก็ตาม ก็มีบางแยกบางกรณีที่การเลี้ยวซ้ายในลักษณะดังกล่าวอาจเป็นอันตรายสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุหรือก่อปัญหาจราจร เขาก็จะกำหนดว่าแยกดังกล่าวไม่ว่าจะตรงไปหรือเลี้ยวซ้ายขวาให้รอสัญญาณไฟทั้งหมด

แต่ถึงอย่างนั้นในบางเวลา ซึ่งก็มักจะหมายถึงเวลาที่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่เห็น เช่น เช้าอยู่หรือดึกแล้ว มันก็จะมีจารีตที่อาจจะรู้กันโดยทั่วไปหรือคนในท้องถิ่นนั้นว่า แม้จะมีป้ายหรือสัญญาณไฟแดงห้ามเลี้ยวซ้ายให้เห็นทนโท่ ก็สามารถ “ลักไก่” เลี้ยวซ้ายผ่านตลอดไปได้เหมือนกัน

Advertisement

ซึ่งนั่นก็เป็นปัญหาสำหรับคนต่างถิ่นหรือผู้เคารพกฎจราจรที่ดันไปจอดรอสัญญาณไฟเลี้ยวซ้ายอยู่ตรงนั้น ก็จะถูกคนที่จะเลี้ยวซ้ายตามประเพณีจราจรอันไม่ดีงามแต่ทำตามกันโดยทั่วไปนั้นบีบแตรไล่หรือบริภาษบิดามารดาเอาได้ ซึ่งนั่นก็เป็นแรงกดดันให้ท่านที่จิตใจไม่แข็งพอ ซึ่งก็ได้แก่คนส่วนใหญ่นั่นแหละ ต้องจำใจเลี้ยวตามเสียงเร้าให้ฝ่าฝืนสัญญาณไฟไปนั่นแหละ

อ่านมาถึงตรงนี้ท่านผู้อ่านประจำจนจับทางได้แล้วก็คงพอเดาได้ว่าผมอยากจะเขียนเรื่องโศกนาฏกรรมอุบัติเหตุรถไฟชนกับรถประจำทางเมื่อบ่ายวันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม 2569 แต่ด้วยข้อจำกัดที่คอลัมน์นี้เป็นคอลัมน์ที่พิมพ์ลงหนังสือพิมพ์ที่ต้องส่งต้นฉบับล่วงหน้าและพิมพ์เผยแพร่เอาอย่างเร็วก็บ่ายวันอังคาร ซึ่งผ่านมาสามวันป่านนั้นจะมาถอดบทเรียนอะไรจนถึงตอนนั้นคงไม่เหลือแม้แต่ชิ้นส่วนน็อตสักตัวให้กล่าวถึงแล้ว

เหตุตั้งต้นของอุบัติเหตุอันน่าเศร้านี้เป็นเพราะสภาพจุดตัดของทางรถไฟกับถนนที่เกิดขึ้นเพราะการเจริญเติบโตของเมืองกับการพัฒนาที่ไม่ลงรอยกัน โดยรถไฟกับรถประจำทางและรถยนต์นั้นเป็นการขนส่งภาคพื้นดินซึ่งแต่เดิมก็อยู่บนระนาบเดียวกันได้ ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นกันทั้งโลกและปัจจุบันก็ยังเป็นอยู่ แม้แต่ในญี่ปุ่นเองในเมืองหลวงหรือเมืองใหญ่ก็มีจุดที่รถไฟตัดกับถนนใหญ่ที่มีการจราจรอยู่ตามปกติ

ซึ่งการอยู่ร่วมกันของทางรถไฟและถนนรถยนต์วิ่งนี้ก็จะถูกควบคุมด้วย “กติกา” การอยู่ร่วมกันทั้งสองฝ่าย คือทั้ง “กฎจราจร” และกฎว่าด้วยการเดินรถไฟ ภายใต้การรับรู้ในข้อจำกัดของรถไฟที่เดินมาในรางและการหยุดกะทันหันทำได้ยากว่า ดังนั้น รถยนต์ที่เคลื่อนตัวเป็นอิสระและเร็วกว่านั้นต้องระวังไม่กีดขวางทางรถไฟ ต้องหยุดในระยะที่ปลอดภัยจากรางให้รถไฟผ่านไปก่อนเป็นหลัก ส่วนรถไฟก็มีความรับผิดชอบอยู่เช่นกันว่าเมื่อจะแล่นผ่านถนนที่มาทางตัดต้องตรวจสอบว่าปลอดภัยให้ใช้ความเร็วตามที่กำหนดและเปิดหวูดเมื่อผ่านทาง

อย่างไรก็ตาม ระยะหลังโดยเฉพาะในต่างประเทศเมื่อการพัฒนาของบ้านเมืองเกิดขึ้น ก็มีการปรับปรุงไม่ว่าจะกับฝ่ายใด ไม่ว่าจะโดยการวางแนวรางรถไฟใหม่หรือการตัดหรือปรับปรุงถนนก็มีแนวโน้มที่จะป้องกันไม่ให้รางรถไฟและถนนอยู่ในระนาบเดียวกันเพื่อที่ยกระดับการป้องกันอันตรายให้เป็นเชิงกายภาพแทนที่จะอาศัยเพียงกฎกติกาที่ต้องอาศัยการเคารพปฏิบัติของมนุษย์ ดังนั้น ในเขตเมืองใหญ่ที่การจราจรหนาแน่นในหลายประเทศปัจจุบัน โอกาสที่จะได้เห็นรางรถไฟตัดกับถนนที่การจราจรคับคั่งแออัดจึงไม่ค่อยมีหรือแทบไม่เหลือ แต่ถ้าถามว่ายังมีไหม ก็มีดังภาพที่แชร์ๆ กันนั่นแหละ

ปัญหาของประเทศไทยคือการพัฒนาเมืองและพัฒนาถนนของเรานั่นไม่ได้คิดในมิติของเรื่องนี้ไว้ด้วย การพัฒนาถนนของเราคือการพัฒนาถนนให้กว้างขวางมีหลายเลนขึ้น หรือเพิ่มถนน เพื่อให้ไปตัดกับรางรถไฟแบบอีนุงตุงนังกันเข้าไปอีก

ส่วนรถไฟนั้นจะบอกว่าไม่พัฒนาเลยก็อาจจะไม่ยุติธรรม เพียงแต่อาจจะช้าเกินไป เช่น กรณีของรถไฟโดยสารสำหรับสายเหนือและอีสานปัจจุบันได้ขึ้นไปแล่นบนรางยกระดับรางเดียวกับรถไฟฟ้าสายสีแดงหมดแล้ว รางรถไฟที่เห็นเลียบเส้นทางบางซื่อจนถึงถนนวิภาวดีรังสิตนั้นเอาไว้ใช้เดินรถสินค้าเท่านั้น ในขณะที่เส้นทางตะวันออกในจุดที่เกิดอุบัติเหตุนั้นยังติดปัญหาล่าช้าเพราะพื้นที่ทับซ้อนกับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ขอบพระคุณข้อมูลจากเพจ โครงสร้างพื้นฐานประเทศไทย Thailand Infrastructure)

นอกจากนี้ จุดเกิดเหตุยังมีปัญหาจากการจัดการจราจรเฉพาะตัวด้วย

ในตอนเกิดเหตุใหม่ๆ ที่ควันยังโขมง มีเสียงตำหนิเพ่งโทษต่อคนขับรถประจำทางว่าทำไมจึงไปจอดคร่อมบนทางรถไฟ จนทำให้ไม้กั้นลงมากั้นไม่ได้จนเกิดเหตุสลดขึ้น ทำไมเมื่อเห็นว่าไปไม่ได้ถึงไม่หยุดรอก่อนถึงทางรถไฟ ซึ่งคำวิพากษ์วิจารณ์ (หรือเอาจริงคือก่นด่าหาคนผิด) นั้น คือการให้ความเห็นแบบหลักการทั่วไปที่พูดอีกก็ถูกอีกหากพิจารณาตามลายลักษณ์อักษรของกฎจราจรตามตำรา

จนในภายหลังจึงมีผู้ที่ใช้เส้นทางเป็นประจำออกมาเผยให้เห็นถึงสภาพปัญหาอันแท้จริงของเส้นทางนั้นว่า เป็นเพราะที่จุดตัดนั้นมีรถจากถนนกำแพงเพชร 7 วิ่งตัดออกมาได้ตลอดเวลา ถ้าไม่ใช่ช่วงที่สัญญาณไฟไม่ได้เปิดใช้งาน ดังนั้น ถ้ารถฝั่งอโศก-ดินแดงต้องรอให้รถฝั่งนั้นผ่านจนหมดค่อยผ่านไป อาจจะต้องรอเกือบชั่วโมง

ยิ่งในช่วงเวลาที่รถติดสะสม รถทุกคันต้องค่อยๆ ขยับตามกันไปทีละนิด และก็เป็นไปได้ที่จะมีรถไปค้างอยู่กลางรางรถไฟในช่วงที่จราจรติดขัด และจะรู้ตัวก็เมื่อมีสัญญาณเตือนและไม้กั้นเริ่มทำงานแล้ว ซึ่งก็ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้ากันไป

ซึ่งก็เคยมีคลิปที่แสดงให้เห็นว่า เคยมีกรณีที่ยังเคลียร์การจราจรบนรางไม่ได้ จนรถไฟต้องมาหยุดรอให้รางโล่งก่อนค่อยไปต่อได้เช่นกัน ดังนั้น ความเชื่อที่ว่า รถไฟมายังไงก็ต้องมา เบรกไม่ได้ รถเมล์ที่ไปคาบนรางอย่างไรก็ผิดนั้น ก็อาจจะไม่ได้ถูกต้องเสียทีเดียวนัก นี่คือเหตุผลที่เมื่อสอบทานเบื้องต้นแล้ว ทางฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงแจ้งข้อหาพนักงานขับรถทั้งฝ่ายรถเมล์และรถไฟทั้งคู่ เนื่องจากแม้ฝ่ายรถไฟเองจะมีข้อได้เปรียบดังที่กล่าวไปว่าวิ่งมาในรางที่มีข้อจำกัดและความเร็วกับน้ำหนักยากต่อการเบรก แต่ก็ยังต้องพิสูจน์อยู่ดีว่าได้กระทำการทั้งตามกระบวนการตามกฎระเบียบและตามวิจารณญาณของวิญญูชนเพื่อหลีกเลี่ยงเหตุร้ายหรือไม่

แม้จะปฏิเสธไม่ได้ก็ตามว่า มันก็มีกรณีที่มีผู้จงใจละเลยเพิกเฉยต่อวินัยจราจรโดยไม่ยี่หระแบบขับจักรยานยนต์มุดข้ามไม้กั้นทางรถไฟหรือเร่งแซงตัดหน้ารถไฟก็จริง แต่เรื่องนี้คงไม่น่าจะชี้นิ้วสรุปแบบง่ายๆ ได้แค่การก่นว่าความมักง่ายกับวินัยจราจรของคนไทยบางคน (ที่แน่นอนว่าผู้พูดคงไม่ได้รวมเอาตัวเองเข้าไปหรอก)

ซึ่ง “น้ำเสียง” ของบางกรณีอ่านแล้วก็รู้สึกว่าผู้แสดงความเห็นเพียงอยากจะเหยียดคนอื่นเพื่อให้ตัวเองรู้สึกว่าตัวเองดีเหนือมาตรฐาน หรือพูดว่ามันเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่พูดกี่ครั้งก็ถูก ไม่ต่างจากบอกว่าคนอ้วนเพราะกินอาหารไม่มีประโยชน์มากเกินไปแล้วไม่ออกกำลังกาย แต่ก็ไม่ยอมฟังบ้างว่าพวกเขามีปัญหาอะไร ทำไมเขาถึงกินอาหารไม่มีประโยชน์หรือไม่ออกกำลังกาย โดยโยนว่านั่นเป็นข้ออ้างไปเสียหมด

ลองสมมุติตัวเองว่าคุณมีเหตุต้องขับรถบนถนนเส้นนั้นก่อนที่จะมีเหตุการณ์อุบัติเหตุนี้ หากขับๆ แล้วรถข้างหน้าค่อยๆ เคลื่อนข้ามทางรถไฟไป ต่อไปเป็นคราวของรถคุณที่เห็นอยู่ว่าข้างหน้ารถน่าจะเคลื่อนตัวไปได้ช้า แล้วรถของคุณกำลังจะหยุดที่หน้าเส้นเหลืองตรงก่อนข้ามทางรถไฟ

ตรงจุดนี้ อยากให้คุณลองตอบตัวเอง (ไม่ต้องตอบผมเพราะยังไงก็ไม่ได้ยิน) อย่างสัตย์ซื่อว่า คุณจะรักษาวินัยจราจรด้วยการหยุดรอหลังเส้นข้ามทางรถไฟให้แน่ใจว่าสามารถขับผ่านทางรถไฟไปได้แน่นอนแล้วค่อยขับไป ในขณะที่มีรถเป็นแพเลี้ยวออกมาจากถนนอีกทางตลอดเวลา หรือจะเสี่ยงขับตามคันหน้าไปเพราะถึงอย่างไรก็ยังไม่มีเสียงสัญญาณเตือนหรือไม้กั้นก็ยังไม่ลงมาดี

นอกจากนี้ น้ำหนักของการหยุดรอไม่ข้ามทางรถไฟของคุณก็เป็นการเปิดช่องให้รถจากถนนอีกฝั่งเลี้ยวตัดมาไม่หยุดหย่อน และรถคันหลังคุณก็จะบีบแตรดังขึ้นพร้อมทั้งเสียงก่นด่าที่ถ้าโชคดีคุณจะไม่ได้ยิน กับการจราจรบนถนนเส้นหลักก็จะติดขัดกันหนักขึ้นไปเรื่อยๆ

ถ้าคุณเป็นคนที่เคยหยุดรอสัญญาณไฟในแยกที่เลี้ยวซ้ายผ่านตลอดไม่ได้ที่กล่าวไว้ตอนต้น แล้วโดนบีบแตรไล่แล้วจำยอมต้องเลี้ยวฝ่าสัญญาณไป มั่นใจได้เลยว่าคุณไม่มีทางรักษากติกาที่ตอนนี้ใครที่ไม่อยู่ในเหตุการณ์ก็เก่งดีมีวินัยจราจรพ่นพูดได้ว่าไม่ควรหยุดรถทับหรือคร่อมเส้นเหลืองระยะทางรถไฟในจุดเกิดเหตุกันได้ทั้งนั้น

การพูดแต่เรื่องการแก้วินัยจราจรโดยไม่พิจารณาถึงบริบทของปัญหาจึงเป็นเรื่องยกตนข่มท่านอันเสียเวลาเปล่า การพูดถึงแต่เครื่องโครงสร้างใหญ่โตโดยไม่มองถึงทางแก้ปัญหาที่เป็นไปได้จริงในเบื้องต้นก็เปล่าประโยชน์ ยิ่งการพูดบ่นก่นว่าเป็นปัญหาเฉพาะของ “คนไทย” และ “ประเทศไทย” ก็ยิ่งเป็นการเหมารวมตีตราเหมือนไม่ผ่านการใช้สติปัญญา

อย่างไรก็ในตอนนี้ก็มีหลายฝ่ายชี้ให้เห็นปัญหาแล้วอย่างน้อยก็จุดหนึ่งว่าทำไมการไม่ปฏิบัติตาม “วินัยจราจร” ในจุดเกิดเหตุนั้น อาจจะไม่ใช่เรื่องที่ชี้โทษความไร้จิตสำนึกของปัจเจกแล้วจบไป แต่มันเป็นเหตุจำใจที่เกิดขึ้นจากปัญหาเฉพาะตัวที่เกิดจากสภาพแวดล้อมจากการออกแบบการจราจรซึ่งน่าจะแก้ไขได้ด้วยการบริหารจัดการที่น่าจะทำได้ทันที อย่างน้อยก็ขอมองโลกในแง่ดีว่าอุบัติเหตุและความสูญเสียนี้จะไม่ถูกทิ้งไปอย่างเสียเปล่า