ประหนึ่งว่า การเดินทางเข้าพรรคของแกนนำ กปปส.เพื่อสนทนากับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่นำโดย นายถาวร เสนเนียม จะทำให้พรรคประชาธิปัตย์ แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น
เป็นเช่นนั้นจริงหรือ
มองในเชิง “ปริมาณ” อาจใช่ กระนั้น ก็ต้องยอมรับด้วยเหมือนกันว่าทั้ง 8 คนก็มิใช่จะมาจากพรรคเพื่อไทย มิใช่ว่าจะมาจากพรรคภูมิใจไทย มิใช่ว่าจะมาจากพรรคชาติไทยพัฒนา
ตรงกันข้าม ล้วนเป็น “คนเก่า” ของพรรคประชาธิปัตย์
นายวิทยา แก้วภราดัย อาจเคยสังกัดพรรคเอกภาพ อาจเคยแวะเวียนไปยังพรรคพลังธรรม แต่อีก 7 คน ไม่ว่า นายถาวร เสนเนียม ไม่ว่า นายอิสสระ สมชัย หรือแม้กระทั่ง นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ล้วนเติบใหญ่มาจากพรรคประชาธิปัตย์ทั้งสิ้น
ในเชิง “ปริมาณ” จึงมิได้เป็นเรื่องเติม เพิ่มเข้ามา
ถามว่าในทาง “คุณภาพ” เล่า จะมีส่วนทำให้พรรคประชาธิปัตย์แข็งแกร่งด้วยแนวทาง “ปฏิรูป” หรือไม่
ยังสงสัย
พังเพยโบราณมีคำว่า “ลากพิษติดหาง” เป็นเรื่องที่พึงระวังเป็นอย่างสูง เพราะว่าการมาของ 8 แกนนำ กปปส.มิได้มาอย่างเป็นเนื้อแท้ของพรรคประชาธิปัตย์
ตรงกันข้าม เขามี “อดีต” บางอย่างที่ไม่แน่ว่าเป็น “ผลดี”
เป็นอดีตที่เขาใช้เป็นข้ออ้างในการลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์เป็นการชั่วคราวนับแต่เดือนพฤศจิกายน 2556
เป็นการลาออกไปร่วมเคลื่อนไหวกับ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ
เหมือนกับจะเป็นการเคลื่อนไหวเพื่อคัดค้านและต่อต้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมอย่างที่เรียกกันว่าฉบับเหมาเข่ง หรือฉบับสุดซอย
แต่แล้วเมื่อมีการถอนร่าง พ.ร.บ.ออก พวกเขากลับไม่เลิก
จากนั้นก็เคลื่อนไหวอย่างที่รับรู้กันภายใต้คำขวัญ “ชัตดาวน์” และขยายไปสู่การคัดค้านและต่อต้านการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2557 ขยายเป็นความต้องการโค่นรัฐบาล
ในที่สุด ก็กลายเป็น “รัฐประหาร” โดย “คสช.”
ถามว่าการเคลื่อนไหวของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และบรรดา 8 แกนนำ กปปส.คนสำคัญจากเดือนพฤศจิกายน 2556 กระทั่งเดือนพฤษภาคม 2557 พรรคประชาธิปัตย์มีท่าทีอย่างไร
เหมือนกับเป็นเรื่องของ “กปปส.” โดยเอกเทศ
แต่ความเป็นจริงที่มิอาจปฏิเสธได้คือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เองก็เคยคล้องนกหวีดและเข้าร่วมในการเป่า
ยัง “มวลชน” ที่เข้าร่วมอย่างเป็น “กำลังหลัก” อีกเล่า
ด้านหลักอาจเป็นมวลชนภายในเครือข่ายพรรคประชาธิปัตย์จากภาคใต้ แต่จะปฏิเสธมวลชนในพื้นที่ กทม.ได้ อย่างไรเล่า
การหวนคืนพรรคประชาธิปัตย์ของ 8 แกนนำ กปปส.จึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้
เข้าใจได้หากมองจากด้านของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เข้าใจได้หากมองจากด้านของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพราะแท้จริงแล้วเขาเป็น “เนื้อเดียวกัน” อยู่แล้ว
การมาของ 8 แกนนำจึงเป็นเรื่องที่เปลี่ยนบทบาท เปลี่ยนเวที แต่ความเป็นจริงก็ยังเป็นเหมือนเดิมทุกประการ
เหมือนกับเมื่อมี “รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560” ประกาศและบังคับใช้ และเคลื่อนไหวสู่โหมดแห่ง “การเลือกตั้ง” ทุกอย่างจะเป็นการนับ 1 กันใหม่
มิใช่หรอก
อะไรที่แกนนำ กปปส.เคยประกอบกรรมเอาไว้ อะไรที่พรรคประชาธิปัตย์เข้าผสานอย่างแนบแน่น ล้วนแต่มิได้ลืมเลือนไปจากหน้าประวัติศาสตร์
ผลการเลือกตั้งนั่นแหละ คือ คำตอบ

