สัปดาห์ที่ผ่านมาแม้ว่า อ.ชัชชาติ ก็ประกาศลงสมัครผู้ว่าอย่างแน่นอนแล้ว แต่ก็ยังอยู่ระหว่างภารกิจส่วนตัวในต่างประเทศ
คาดว่าสัปดาห์นี้คงจะคึกคักขึ้นในมุมของทีมชัชชาติ
แต่ในส่วน ส.ก.นั้น คิดว่าตอนนี้เดินเครื่องกันเต็มที่ทั้งในส่วนของ ส.ก.ของพรรคส้ม และ ส.ก.ในนามของทีมคนทำงานที่หน้าตาคุ้นๆ
แต่ทีมที่หายไปคือทีมที่เปิดตัวก่อนหน้านั้น ที่เหมือนจะถูกกันออกจากซีนด้วยข้อกฎหมาย
เอาเป็นว่าเวลาไม่เกินเดือนนึงนี้จะมีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง เมื่อการลงสมัครรับเลือกตั้งอย่างเป็นทางการของการเลือกตั้งทั้งผู้ว่าฯกทม. และสมาชิกสภา กทม.นั้นเกิดขึ้นจริงๆ ซึ่งตามประกาศก็คือ 28 พ.ค.ถึง 1 มิ.ย.นี้ และจะมีการเลือกตั้งในวันที่ 28 มิถุนายนที่จะถึงนี้
ความน่าหนักใจของผมในตอนนี้ไม่ใช่เรื่องของตัวผู้สมัคร ทั้งตัวผู้ว่าฯและ ส.ก. เพราะตอนนี้ก็มีคนที่แสดงความสนใจอยู่หลายคน และอย่างน้อยก็มีความใฝ่ฝันและประสบการณ์กันมาทั้งนั้นในทางใดทางหนึ่ง
แต่ที่น่าหนักใจคือ ทิศทางในการนำเสนอของสื่อ และความเฉยชาต่อปัญหาของ กทม.
เหมือนกับว่าสื่อเตรียมตัวจะเล่นข่าวในวันประกาศรับสมัคร และสนใจแต่จะจัดงานดีเบต หรือเกมโชว์มากกว่า อาจเป็นเพราะกังวลถึงเรื่องของยอดของผู้ชมเป็นหลัก
สิ่งที่ให้ความสนใจน้อยทั้งที่พยายามย้ำแล้วย้ำอีกคือ เรื่องของการจัดทำวาระเมือง (urban agenda) ที่มาจากสังคม หรือจากล่างสู่บน
เพื่อสร้างบทสนทนากับสินค้าทางนโยบายและความฝันแบบแพคเกจของผู้สมัครแต่ละคน
ไม่ใช่รอรายงานแต่ข้อเสนอจากฝ่ายผู้สมัครเท่านั้น
ตอนนี้ความหวังที่เห็นอย่างจริงจังคือ ช่องเจ็ด และไทยพีบีเอส เป็นสองเจ้าที่ประกาศนับถอยหลังสู่การเลือกตั้งสนาม กทม.อย่างจริงจัง
ซึ่งคิดว่าทั้งสองช่องนี้จะเป็นคู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อมาก ระหว่างสื่อที่เป็นสื่อตัวแทน “ชาวบ้าน” กับสื่อที่เป็นตัวแทน “สาธารณะ”
ผมแอบหวังว่ามุมของข่าวทั้งสองกลุ่มและศักยภาพของทั้งสองช่องทีวีหลักนี้จะทำให้เราได้เห็นข่าว และมุมมองที่แปลกใหม่จากสองสถานีข่าวทั้งสองช่องนี้
สำหรับสื่อใหม่ต่างๆ ความน่าสนใจในภูมิทัศน์สื่อตอนนี้คือไม่มีสื่อที่เน้นตั้งคำถามอะไรใหม่ๆ เกี่ยวกับปัญหาเมือง ทั้งในแง่การวิเคราะห์และการนำเสนอด้วยภาพ (data visualization) สิ่งที่พบคือการทำข่าวสัมภาษณ์ทีมงานผู้บริหารเดิม และสรุปรวมผลงานที่มีอยู่เดิม
มากกว่าการนำเสนอประเด็นที่รวบรวมมาว่า ในรอบ 4 ปีนี้มีประเด็นท้าทายอะไรใหม่ๆ ที่น่าจะนำมาพิจารณากันบ้าง
ในสัปดาห์นี้ผมคิดว่ามีสิ่งที่ท้าทายประการหนึ่งในข้อถกเถียงเรื่องการพัฒนาเมืองของ กทม.ที่ยังขาดหายไป
นั่นคือ เรื่องของความยุติธรรม หรือความเป็นธรรม ของเมือง กทม.แห่งนี้
สังเกตว่าเรื่องของเมืองที่ยุติธรรม หรือเมืองที่เป็นธรรมนี้เป็นเหมือนเรื่องที่ไม่มีใครที่อยากจะพูดถึงเท่าไหร่ ทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญของเมือง
และเป็นทั้งความรู้สึกและการหาตัวชี้วัดที่มีต่อเมืองแห่งนี้
ไม่ใช่มีแต่เรื่องของเมืองยั่งยืน เมืองอัจฉริยะ เมืองแห่งการเรียนรู้ หรือเมืองที่ส่งเสริมความเท่าเทียมกันทางเพศ
เมืองที่ยุติธรรม เมืองที่เป็นธรรม หรือเมืองแห่งความเท่าเทียมนี้ มันควรเป็นเมืองแบบไหนดี และเราควรจะถกเถียงกันอย่างไร
ในทางหนึ่งผู้บริหารเมืองเองก็ชอบไปพูดตามที่ต่างๆ ว่าเราควรมีความเห็นอกเห็นใจกัน แต่แค่ความเห็นอกเห็นใจกันมันจะพาไปสู่เมืองที่เป็นธรรมได้ไหม และในรูปแบบใด
ข้อเสนอเรื่องเมืองที่ใช้ชีวิตได้ง่ายๆ นี่เป็นธรรมไหมในมุมไหน
ข้อเสนอเรื่องเมืองที่เต็มไปด้วยโอกาสนี้ถือว่าเป็นธรรมไหม
ก็เหมือนกับที่เราตั้งคำถามว่า ความเท่าเทียมกันมันเป็นเรื่องราวอย่างไร จำเป็นไหมที่ทุกคนจะต้องเท่ากันในทุกๆ เรื่อง
และก็คงต้องถามว่าเรื่องไหนที่เราควรจะได้เท่ากันบ้าง (เช่น การเข้าถึงอากาศสะอาด ความจำเป็นพื้นฐานใช่ไหม)
จะนับรวมเรื่องของโอกาสในการตั้งถิ่นฐานในกรุงเทพฯไหม
หรือต้องออกไปอยู่นอกเมืองแล้วเดินทางตอนเช้าเข้ามาในเมืองเพื่อขายแรง
และมีชีวิตที่ไม่มั่นคงในเมืองถ้าไม่อยากออกไปนอกเมือง
เมื่อพูดเช่นนี้เราจะพบว่า ในทุกๆ ข้อเสนอนั้นมันแฝงด้วยเรื่องของความเป็นธรรม หรือความยุติธรรมทั้งสิ้น (ถ้าไม่เคร่งครัดกับรายละเอียดของคำจำกัดความ) ผมเองก็ไม่คิดจะสถาปนาตนมาเป็นผู้ชี้ชัดได้ว่าเมืองที่เป็นธรรมมันควรจะต้องเป็นอย่างไร ในฐานะของตัวแบบที่ถูกต้องได้คนเดียว
แต่การได้มาซึ่งเมืองที่ยุติธรรม/เป็นธรรมนั้นมันน่าจะต้องมาจากการพูดคุยกันในหลายระดับ และมีทั้งสื่อ และกลุ่มผู้คนที่ขับเคลื่อนเรื่องเมืองในประเด็นต่าง คอยเสนอประเด็นต่างๆ ขึ้นมาด้วย
พูดง่ายๆ ว่าเมืองที่เป็นธรรมต้องมีทั้งเรื่องของ “เนื้อหา” (เช่น การเข้าถึงบริการต่างๆ) และกระบวนการ (หมายถึงความโปร่งใสในการตัดสินใจ ไม่ใช่เชื่อว่าตัวแทนของเราคิดอะไรก็ถูก)
ทั้งหมดนี้เราไม่ได้พูดถึงว่าเมืองที่เป็นธรรมเท่ากับเมืองที่ต่อต้านคนรวย เพราะคนรวยเองก็เดือดร้อนจากการเติบโตของเมืองอยู่ไม่น้อย
ดูอย่างผังเมืองที่คนรวยเองก็ได้รับผลกระทบ ถ้าการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินรอบบ้านของเขาทำให้เขาอยู่แบบเดิมไม่ได้
การพูดถึงเมืองที่เป็นธรรม หรือเมืองที่ยุติธรรมนั้นเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการพูดถึงเป้าหมายของเมืองที่ไม่ได้สนใจเรื่องการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นเป้าหมายหลักที่ทุกคนต้องยอมให้การเปลี่ยนแปลงเมืองจากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจนั้นเป็นแนวคิดหลักในการปกครองแนวคิดเดียว
ไม่เช่นนั้นเมืองจะมีแต่การลงทุน โดยเฉพาะการลงทุนและท่องเที่ยวจากต่างชาติจนคนในเมืองอยู่ยาก และทำให้เรามองไม่เห็นประเด็นเรื่องความเหลื่อมล้ำ ความไม่เท่าเทียม และการถูกเบียดขับออกจากเมืองของผู้คนจำนวนไม่น้อย ที่ไม่มี “สิทธิที่จะอยู่และกำหนดการเปลี่ยนแปลงเมืองอย่างมีศักดิ์ศรี (rights to the city)”
กระบวนการกำหนดการเปลี่ยนแปลงของเมือง โดยเฉพาะในระดับนโยบายเองก็ต้องมีความโปร่งใส ทั้งจากผู้บริหาร และข้อถกเถียงในสภาท้องถิ่นของเมือง (หลายคนไม่ทราบว่าในการประชุม ส.ก.ที่ผ่านมา ไม่มีการถ่ายทอดสด และรายละเอียดทั้งหมดของการประชุมนำมาเผยแพร่ไม่ได้)
ในแง่ของความเฉพาะเจาะจงของบริบทของ กทม.เองนั้น ความยุติธรรมหรือเป็นธรรมของกรุงเทพฯมันประกอบด้วยอะไรบ้าง และยิ่งสมัยนี้เราอาจจะต้องคำนึงถึงเรื่องที่กว้างไกลขึ้นกว่ากระบวนประชาธิปไตยแบบเดิม คือมองว่าคนมีสิทธิในการกำหนดการตัดสินใจคือ คนมีสิทธิเลือกตั้ง โดยไม่ได้คำนึงถึงประชากรแฝง และระบบนิเวศทั้งระบบ เช่น ต้นไม้และสัตว์ต่างๆ
และกระบวนการกำหนดการตัดสินใจนั้นจะต้องมาจากผู้เชี่ยวชาญ หรือบริษัทที่ปรึกษา หรือมาจากประชาชนในระดับชุมชน อาทิ การจัดทำงบประมาณแบบมีส่วนร่วมในหลายประเทศที่ทำให้การตัดสินใจในระดับชุมชนเป็นที่มาในการกำหนดวาระของนโยบายและโครงการ
ที่พยายามนำเสนอประเด็นเรื่องความเป็นธรรมขึ้นมานี้เพื่อให้เห็นว่า ก่อนจะถึงเรื่องความเป็นธรรมและยุติธรรมได้ มันต้องผ่านการยอมรับและถกเถียงและอภิปรายกันว่าจะเอายังไง และตั้งข้อจำกัดไว้สักแค่ไหน และจะยอมรับความคิดและคำจำกัดความของแต่ละฝ่ายไว้แค่ไหน ภายใต้ข้อจำกัดของความเป็นไปได้ และค้นหาความเป็นไปได้ของข้อจำกัดได้อย่างไรบ้าง
จากนั้นก็มาคิดผนวกรวมว่า ท่ามกลางการแข่งขันระดับโลกและความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจแล้ว เราจะลดเรื่องของความไม่เท่าเทียม ความไม่เป็นธรรม และ ความอยุติธรรมในพื้นที่ได้แค่ไหน และจะส่งเสริมให้คนได้ช่วยกันคิดหาทางออกต่อประเด็นเหล่านี้ได้อย่างไร
ผมไม่ได้คิดว่าจะมีคำตอบสำเร็จรูป แต่ผมหวังว่าพื้นที่ของการพูดคุยจะเปิดขึ้น และแต่ละฝ่ายจะเรียนรู้และมองเรื่องเหล่านี้ได้หลายด้านขึ้น และเริ่มเห็นว่าเมืองนั้นมันเกี่ยวข้องกับการเมืองอย่างไร และความหวังของเรานั้นเป็นความหวังที่วางอยู่บนมุมมองที่เป็นจริงมากขึ้น และคิดถึงคนอื่นๆ ที่เป็นเพื่อนร่วมเมืองมากขึ้น
ที่ผมเขียนมานี้ ผมไม่มีความหวังสักนิดกับการนำเสนอของสื่อในประเด็นเหล่านี้เลยใน 1 เดือนที่จะถึง

