จากผงชูรสถึงสมองกล : ฉากญี่ปุ่นใต้แผ่นฟิล์ม
ในประเทศญี่ปุ่นนั้นมีเรื่องแปลกอยู่หลายอย่าง ซึ่งผู้คนภายนอกเห็นแล้วมักจะประหลาดใจอยู่เสมอ คนญี่ปุ่นเป็นชนชาติที่ชอบเอาสิ่งเล็กๆ มาทำให้ใหญ่ และชอบเอาสิ่งใหญ่ๆ มาย่อให้เล็ก บางครั้งเล็กเสียจนตาเปล่ามองไม่เห็น แต่สิ่งที่มองไม่เห็นนั้นกลับมีอำนาจเหนือโลกอย่างน่าพิศวง
เมื่อครั้งที่ผู้เขียนไปญี่ปุ่นเมื่อนานมาแล้วนั้น สิ่งหนึ่งที่ชวนให้ฉงนอยู่เสมอ คือญี่ปุ่นเป็นประเทศซึ่งดูเหมือนจะไม่มีอะไรนัก ไม่มีน้ำมัน ไม่มีแร่เหล็กมหาศาล ไม่มีทุ่งข้าวสาลีอันไพศาล ไม่มีแม่น้ำใหญ่ดังเช่นแม่น้ำไนล์ หรือแม่น้ำมิสซิสซิปปี มีแต่ภูเขาไฟ แผ่นดินไหว และที่ดินเพื่อทำการเกษตรก็มีจำกัดจำเขี่ย แต่กลับเป็นประเทศที่สร้างสิ่งมหัศจรรย์ออกมาได้เสมอ
ครั้งหนึ่งญี่ปุ่นทำให้โลกตื่นเต้นด้วยผ้าไหม ต่อมาก็ด้วยเรือรบ จากนั้นก็ด้วยกล้องถ่ายรูป เครื่องรับวิทยุ โทรทัศน์ รถยนต์ และเครื่องเล่นเทปคาสเซต แล้วในยุคนี้ ญี่ปุ่นกำลังทำสิ่งที่แม้แต่คนจำนวนมากก็ไม่รู้ตัวว่ามีอยู่ คือทำ “ฟิล์ม”
คำว่าฟิล์มนั้น ถ้าพูดเมื่อสมัยก่อน คนย่อมนึกถึงฟิล์มถ่ายรูป บางคนอาจนึกถึงฟิล์มภาพยนตร์ หรือแผ่นพลาสติกบางๆ สำหรับห่ออาหาร แต่ฟิล์มที่ผู้เขียนกำลังกล่าวถึงนี้เป็นสิ่งที่เล็กเสียจนไม่มีใครเห็น และสำคัญเสียจนโลกทั้งโลกสะดุดได้ถ้ามันขาดหายไป ฟิล์มนั้นมีชื่อว่า ABF หรือ Ajinomoto Build-up Film
สิ่งนี้น่าสนใจตรงที่ผู้ทำมันขึ้นมาไม่ใช่บริษัทผลิตอาวุธ ไม่ใช่บริษัทเครื่องไฟฟ้า ไม่ใช่ผู้สร้างคอมพิวเตอร์แต่เป็นบริษัทผงชูรส
เมื่อคนไทยได้ยินชื่ออายิโนะโมะโต๊ะ ก็ย่อมนึกถึงครัว นึกถึงแม่บ้าน นึกถึงช้อนเล็กๆ ตักผงสีขาวใส่แกงจืด ใส่ต้มยำ หรือใส่ผัดผัก แต่ในโลกยุคใหม่ถ้าจะกล่าวเกินเลยไปสักหน่อยก็คงไม่ผิดนัก ถ้าจะบอกว่าบริษัทเดียวกันนี้กำลังช่วยให้ปัญญาประดิษฐ์คิดหนังสือ เขียนบทกวี หรือแม้แต่เอาชนะนักหมากรุกระดับโลกได้
เรื่องนี้ถ้าคนไทยฟังคงหัวเราะก่อน แล้วจึงถามว่า ผงชูรสไปเกี่ยวอะไรกับสมองกล แต่คนญี่ปุ่นไม่เคยเห็นว่าสิ่งหนึ่งต้องอยู่ในกรอบของมันตลอดไป ผู้เขียนเคยรู้สึกอยู่เสมอว่าคนญี่ปุ่นนั้นมีความสามารถพิเศษประการหนึ่ง คือเขาไม่ดูว่าสิ่งของนั้นคืออะไร เขาดูว่าสิ่งของนั้น จะกลายเป็นอะไรได้อีก
คนอื่นมองปลาแล้วเห็นอาหาร คนญี่ปุ่นมองปลาแล้วเห็นซูชิ เห็นอุตสาหกรรมแช่แข็ง เห็นการเพาะเลี้ยง เห็นวิทยาศาสตร์ทางทะเล
คนอื่นมองทรายแล้วเห็นทราย คนญี่ปุ่นมองทรายแล้วเห็นชิปคอมพิวเตอร์ ส่วนคนอื่นมองผงชูรสแล้วเห็นรสชาติอาหาร แต่คนญี่ปุ่นกลับเห็นอนาคตของโลก
ความจริงบริษัทอายิโนะโมะโต๊ะนั้นทำธุรกิจกรดอะมิโนมาเป็นเวลานาน กรดอะมิโนคือสิ่งซึ่งเป็นส่วนประกอบพื้นฐานของชีวิต เป็นเสมือนตัวอักษรซึ่งนำมาประกอบเป็นคำ และนำคำมาประกอบเป็นหนังสือในระหว่างการค้นคว้าวิจัยนั้น ญี่ปุ่นก็ทำตามนิสัยเดิมของตน คือทดลองสิ่งเล็กน้อยไปเรื่อยๆ อย่างอดทนเหมือนชาวสวนบอนไซที่ค่อยๆ ตัดกิ่งวันละนิด ไม่รีบร้อน และไม่สนใจว่าคนภายนอกจะหัวเราะ แล้วในที่สุดก็พบวัสดุเรซินชนิดหนึ่ง ซึ่งเหมาะแก่การใช้งานในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ วัสดุนั้นต่อมาคือ ABF
ถ้าจะอธิบายแบบง่ายที่สุด ก็ต้องนึกถึงเมืองใต้ดิน เพราะชิปคอมพิวเตอร์สมัยนี้นั้นไม่ใช่เพียงก้อนโลหะดำๆ อย่างที่คนเห็นจากภายนอก หากเป็นเสมือนมหานครอันมโหฬาร มีประชากรอยู่หลายหมื่นล้านคน ประชากรเหล่านี้คือทรานซิสเตอร์ ทุกคนกำลังทำงานตลอดเวลา คนหนึ่งส่งข่าว อีกคนหนึ่งส่งไฟฟ้า อีกคนหนึ่งคำนวณ อีกคนหนึ่งรับคำสั่ง ทั้งหมดทำงานพร้อมกันอย่างขะมักเขม้น
ถ้าเปรียบกรุงเทพฯ มีรถยนต์วิ่งวันละหลายล้านคันแล้วรถติด ชิปคอมพิวเตอร์นั้นก็มีการจราจรหนาแน่นกว่าหลายพันล้านเท่า ปัญหาคือถนนเหล่านี้เล็กยิ่งกว่าเส้นผมมนุษย์เสียอีก ABF จึงเปรียบเสมือนผู้สร้างเมืองใต้ดินนั้น เป็นทั้งพื้นถนน เป็นทั้งสะพาน เป็นทั้งอุโมงค์ เป็นทั้งกำแพงกั้นระหว่างช่องทางจราจร มันต้องทำหน้าที่แยกการเดินทางของสัญญาณไฟฟ้าไม่ให้ชนกัน ไม่ให้หลงทาง และไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ การสร้างก็ชวนให้นึกถึงการสร้างตึกสูงในญี่ปุ่น เริ่มจากวางฐาน จากนั้นเคลือบฟิล์มบางๆ ลงไป ยิงเลเซอร์เจาะรูเล็กจิ๋ว เคลือบทองแดงให้เป็นเส้นทาง แล้วทำซ้ำอีกครั้ง และอีกครั้ง และอีกครั้ง ชั้นแล้วชั้นเล่า เหมือนสร้างมหานครหลายสิบชั้นอยู่บนพื้นที่เล็กกว่าปลายเล็บ
ความน่าอัศจรรย์คือสิ่งเหล่านี้ต้องละเอียดเสียจนผิดพลาดไม่ได้ ซึ่งคนญี่ปุ่นมีคำคำหนึ่งคือ โชคุนิน (職人) หมายถึงช่างฝีมือ แต่คำว่าช่างฝีมือในภาษาญี่ปุ่นนั้นมิได้หมายความเพียงคนทำงานเก่ง หากหมายถึงคนซึ่งทำสิ่งเดิมซ้ำไปซ้ำมาจนกลายเป็นศิลปะ คนทำซูชิปั้นข้าวซ้ำเป็นแสนครั้ง ช่างตีดาบตีเหล็กซ้ำเป็นหมื่นครั้ง คนทำฟิล์ม ABF ก็กำลังทำสิ่งเดียวกัน ต่างกันเพียงแต่ว่าแทนที่จะใช้มีดและค้อน เขาใช้กล้องจุลทรรศน์และเลเซอร์
ในสมัยโบราณ ญี่ปุ่นเคยมีซามูไรเป็นผู้คุ้มครองประเทศ ทุกวันนี้ ญี่ปุ่นก็ยังมีซามูไรอยู่ เพียงแต่ซามูไรเหล่านั้นใส่เสื้อกาวน์สีขาว และถือเครื่องมือวัดความละเอียดระดับไมโครเมตรแทนดาบ โลกสมัยใหม่นั้นแปลกประหลาด เมื่อก่อนประเทศใดมีเหล็กมากก็มีอำนาจ ต่อมาประเทศใดมีน้ำมันมากก็มีอำนาจ แต่บัดนี้ ประเทศที่มีอำนาจอาจเป็นประเทศที่ทำ “ฟิล์ม” ได้ดีกว่าคนอื่น
เมื่อไม่นานมานี้ โลกเคยประสบสิ่งที่เรียกว่า “วิกฤตขาดแคลน ABF” ความต้องการคอมพิวเตอร์ รถยนต์ไฟฟ้า และระบบ AI เพิ่มขึ้นรวดเร็วราวน้ำป่า แต่การสร้างโรงงาน ABF ใหม่ไม่ได้ทำกันข้ามคืน
ผลก็คือโรงงานทั่วโลกชะงักงัน รถยนต์ผลิตไม่ได้ เซิร์ฟเวอร์สร้างไม่ได้ ชิปขาดตลาด มนุษย์จึงค้นพบความจริงอันน่าพิศวงว่า โลกยุคปัญญาประดิษฐ์นั้นอาจหยุดเดินลงได้ เพราะขาดแผ่นฟิล์มบางๆ แผ่นเล็กจิ๋ว และฟิล์มนั้นมาจากบริษัทผงชูรส
นี่เป็นเรื่องที่ถ้าแต่งเป็นนิยาย คนอ่านคงหาว่าเกินจริง แต่โลกทุกวันนี้ดูเหมือนจะชอบเขียนเรื่องเหนือความคาดหมายยิ่งกว่านักประพันธ์ ญี่ปุ่นก็เช่นกัน ประเทศนี้มีความสามารถประหลาด คือชอบซ่อนอนาคตไว้ในสิ่งธรรมดา คนภายนอกเห็นเพียงถ้วยราเม็ง แต่ญี่ปุ่นอาจกำลังเห็นวิทยาศาสตร์ คนภายนอกเห็นเพียงร้านสะดวกซื้อ แต่ญี่ปุ่นอาจกำลังทดลองระบบโลจิสติกส์ใหม่ คนภายนอกเห็นเพียงผงชูรส แต่ญี่ปุ่นกลับกำลังสร้างเส้นประสาทให้สมองของโลก และบางทีในศตวรรษนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่สิ่งใหญ่โตมหึมา แต่อาจเป็นสิ่งเล็กจนมองไม่เห็น ดังเช่นแผ่นฟิล์มบางๆ ของญี่ปุ่น ซึ่งซ่อนตัวเงียบๆ อยู่ใต้ชิปคอมพิวเตอร์ แต่กำลังช่วยขับเคลื่อนโลกทั้งใบอยู่ทุกวัน
โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

