คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : ถ้า‘กฎ’นั้น ‘กด’ลงมาหนักเกินไป…
อันที่จริงแล้วนี่เป็นประเด็นที่เตรียมไว้ว่าจะเขียนลงคอลัมน์ในสัปดาห์ที่แล้ว หากแต่เกิดเหตุรถไฟชนกับรถประจำทางที่แยกอโศก-ดินแดง ซึ่งควรกล่าวถึงก่อน (ซึ่งก็หวังว่าเมื่อคอลัมน์นี้ตีพิมพ์และเผยแพร่ คงยังไม่ลืมเหตุการณ์นี้กัน) หากประเด็นที่คิดเอาไว้ที่ว่านั้นก็ชวนพิจารณาเกินกว่าพับทิ้งไป จึงอยากนำมาเสนอไว้แม้ต้นเรื่องจะผ่านไปพอสมควรแล้วก็ตาม
ย้อนความไปในสัปดาห์ก่อนเกิดเหตุโศกนาฏกรรมรถไฟชนรถเมล์ มีข่าวประเด็นสังคมต้อนรับเปิดเทอมอยู่เรื่องหนึ่ง ซึ่งถูกจุดขึ้นมาก่อนจะบานปลายไปไกล เมื่อนักเรียนโรงเรียนเอกชนทางศาสนาแห่งหนึ่ง (เนื่องจากมีการปกปิดชื่อโรงเรียนไว้จากสื่อทั่วไป จึงทำให้ไม่แน่ใจข้อเท็จจริงว่าเป็นโรงเรียนสอนศาสนาไปเลย หรือโรงเรียนเอกชนทั่วไปแต่เน้นวิชาทางศาสนาด้วย) ได้ทำผิดระเบียบด้วยการนำโทรศัพท์สมาร์ทโฟนไปโรงเรียนจึงถูกครูผู้พบเห็นยึดไป
ซึ่งถ้ามาถึงเฉพาะท่อนนี้ก็ยังไม่แปลกอะไร เพราะหลายโรงเรียนที่เข้มงวดในการใช้อุปกรณ์ประเภทนี้ก็มีระเบียบลักษณะดังกล่าวอยู่ แต่ปัญหาคือเมื่อผู้ปกครองของนักเรียนไปขอรับโทรศัพท์ดังกล่าวคืน กลับปรากฏว่าทางโรงเรียนจะไม่ยอมคืนให้ ระหว่างการเจรจาขอคืนก็มีการนำตำรวจไปพูดคุยไกล่เกลี่ยแล้ว แต่โรงเรียนก็ไม่ยอมท่าเดียว ซ้ำยังมีการเรียกเงินจากผู้ปกครองเป็นเงินราวหนึ่งหมื่นบาท ซึ่งผู้ปกครองก็จำยอมจ่ายเพื่อให้ได้โทรศัพท์คืนมาก่อน แต่ก็เห็นว่าการกระทำของโรงเรียนนั้นไม่ต่างจากการกรรโชกทรัพย์ จึงนำนักเรียนไปลาออกและแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนจนเป็นข่าวออกมาสู่ความรับรู้ของสังคมนี่เอง
เมื่อเป็นเรื่องเป็นราวออกสื่อก็ปรากฏว่าทัวร์ลงทางโรงเรียนกันไปตามคาด แถมเรื่องยังบานปลายไปอีกด้วยว่า เมื่อทางการเข้าไปตรวจสอบแล้วก็พบว่าโรงเรียนดังกล่าวไม่ได้รับอนุญาตให้จัดตั้งเป็นโรงเรียนเอกชนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) และไม่พบข้อมูลว่าได้รับอนุญาตเป็นศูนย์การเรียนในฐานข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ด้วย แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังฟันธงไม่ได้ว่าโรงเรียนดังกล่าวเปิดการสอนโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะอาจจะต้องไปพิจารณาว่าได้รับการยกเว้นจากกฎหมายพิเศษอื่นๆ เช่น กฎหมายที่ว่าด้วยกิจการศาสนาประจำโรงเรียนนั้นหรือไม่ เพราะอย่างที่กล่าวไว้ว่าไม่มีการเปิดเผยชื่อโรงเรียนจึงไม่สามารถหาข้อมูลในส่วนนี้ได้
น่าสนใจที่เมื่อเรื่องนี้เป็น “ดราม่า” ขึ้นมาแล้ว พบว่าพลเมืองโซเชียลแทบจะเกิน 99% นั้นไม่มีใครเป็น “ทีมโรงเรียน” เลย แตกต่างจากทุกครั้งที่มีปัญหากระทบกระทั่งระหว่าง “โรงเรียน” กับ “นักเรียน” ที่มีพื้นฐานอยู่บน “ระเบียบ” ของโรงเรียน น้ำหนักการเอาใจช่วยของผู้คนจะก้ำกึ่งกว่านี้
ว่ากันตามตรง โดยปกติแล้วเมื่อมีดราม่าที่ “นักเรียน” ลุกขึ้นมาโต้แย้งเกี่ยวกับการปฏิบัติตาม “ระเบียบ” หรือ “กฎ” ของโรงเรียนที่นักเรียนเห็นว่าไม่เป็นธรรม ไม่สมเหตุสมผล ไม่ได้สัดส่วน เกินสมควรแก่เหตุ หรือก่อให้เกิดภาระจนเกินสมควร หรือสร้างภาระ หรือขั้นตอนอันยุ่งยากแต่ไม่จำเป็นแก่นักเรียนแล้ว ส่วนใหญ่ “ทีมโรงเรียน” หรือ “ทีมระเบียบ” จะมีชัยได้เสียงสนับสนุนข้างมากจากผู้คนในสังคมมากกว่า “ทีมเด็ก” หรือ “ทีมนักเรียน” ด้วยเหตุผลที่ว่า “เมื่อเป็นนักเรียนก็ต้องทำตามระเบียบของโรงเรียน ทำไม่ได้ก็ต้องออกไป” หรือ “เมื่อสมัครเข้ามาเป็นนักเรียนในโรงเรียนใดแล้ว เท่ากับยอมรับจะปฏิบัติตามกฎของโรงเรียนนั้นแล้วทุกข้อ จะมาโต้แย้งภายหลังว่ากฎหรือระเบียบบางข้อไม่เป็นธรรมไม่ได้”
แต่เพราะอะไรเรากลับไม่เห็นการให้เหตุผลลักษณะดังกล่าวกับกรณีระเบียบโรงเรียนที่ให้ยึดโทรศัพท์สมาร์ทโฟนจากนักเรียนไปชนิดผู้ปกครองมาขอรับคืนก็ไม่คืนให้ หนำซ้ำยังจะเรียกเงินค่าไถ่เข้าให้อีก
สำหรับเรื่องนี้มีข้อเท็จจริงเฉพาะกรณีที่ปฏิเสธได้ยากว่าส่วนหนึ่งที่เรื่องนี้ “ทีมโรงเรียน” แพ้ราบคาบมานั้น อาจจากอคติทางศาสนาด้วยส่วนหนึ่ง แต่สาเหตุสำคัญอันมีน้ำหนักที่สุดก็เป็นเพราะระเบียบและพฤติกรรมของครูนั้นมัน “ไม่สมเหตุสมผล” และเข้าข่ายเป็นการกระทำผิดกฎหมายอาญา จนยากเต็มทีที่ใครจะมองว่า “ระเบียบ” และ “การบังคับใช้” ระเบียบนั้นจะเป็นเรื่องชอบธรรมอันควรสนับสนุนไปได้
ในกรณีอันไม่ชอบธรรมไม่ว่าใครก็มองออกนี้เห็นได้ชัดว่า หากยกเหตุผลเดิมที่เคยใช้อธิบายกรณีที่นักเรียนเรียกร้องเกี่ยวกับระเบียบเสื้อผ้าหน้าผมในลักษณะเดิมในทำนองที่ว่า เมื่อเป็นนักเรียนถือว่าต้องยอมรับจะปฏิบัติตามกฎของโรงเรียนของตนทุกประการห้ามโต้แย้งแล้ว ก็เห็นได้ชัดเจนว่าการฝืนใช้เหตุผลในลักษณะดังกล่าวมีช่องโหว่รูเบ้อเร่อ เพราะเท่ากับเป็นการเปิดโอกาสให้โรงเรียนสามารถทำได้แม้แต่การกำหนดกฎระเบียบที่ละเมิดต่อกฎหมายอย่างไรก็ได้เช่นในกรณีนี้ ซึ่งวิญญูชนย่อมรู้ได้ว่าทั้งขัดต่อความรู้สึกเป็นธรรม ทั้งเปิดช่องให้มีการใช้อำนาจโดยไม่สุจริตบิดเบือนได้อย่างน่ากลัว
แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าที่ทางโรงเรียน ซึ่งไม่เฉพาะแต่โรงเรียนนี้สามารถกำหนดกฎระเบียบอันแปลกประหลาดพิสดารทั้งที่เคยเป็นข่าวแล้วและยังไม่เป็นข่าวรวมถึงไม่มีวันจะเล็ดลอดออกมาเป็นข่าวได้นั้น ล้วนเกิดจากการส่งต่อและทำซ้ำไปมาของความเชื่อที่ “กด” ให้ “นักเรียน” และในภาพกว้างนั้นรวมถึงใครก็ตามจะต้องปฏิบัติตาม “กฎ” แบบห้ามถาม ห้ามสงสัย ห้ามโต้แย้งว่ากฎหรือระเบียบนั้นมีปัญหาหรือไม่เป็นธรรม รวมถึงความเชื่อว่าการยอมตนอยู่ใต้กฎหรือข้อตกลงใดเป็นเรื่องความสมัครใจอันสมบูรณ์ที่ไม่อาจโต้แย้งอะไรได้ เพราะทุกคนมีสิทธิและโอกาสที่จะอยู่ภายใต้กฎ ข้อบังคับ หรือสัญญานั้นหรือไม่ก็ได้มาตั้งแต่ต้น
ครั้งหนึ่งเคยผ่านไปเห็นคอนเทนต์คำคมอยู่อันหนึ่ง ซึ่งไม่รู้ผู้โพสต์ไปจำมาจากไหนหรืออาจจะคิดเองแล้วเห็นว่ามันเท่ดี ข้อความคำคมนั้นมีว่า “ไม่มีหรอกสัญญาที่ไม่เป็นธรรม เพราะคุณเป็นคนเลือกเองว่าจะรับสัญญานั้นหรือไม่ ถ้าคุณตกลงรับสัญญาใดแล้ว แปลว่าคุณย่อมพิจารณาแล้วเห็นว่าสัญญานั้นเป็นธรรมพอที่คุณจะยอมรับตกลงด้วย”
คำคมพวกนี้มันก็เท่ก็คมดี แค่แชร์ออกไปก็ได้อวดแสดงว่าตัวเองมีความคิดความเชื่อเช่นนั้นก็เหมือนได้ประกาศกลายๆ ว่านอกจากผู้นั้นจะสามารถรับผิดชอบทำตามสัญญาได้ทุกประการโดยไม่บิดพลิ้วแล้ว ข้าพเจ้าผู้เหนือมาตรฐานผู้มีวิจารณญาณไตร่ตรองถ้วนถี่จนไม่ยอมรับในสัญญาใดๆ ที่จะมาเอาเปรียบ และมีอำนาจต่อรองที่สูงหรือมีตัวเลือกเพียงพอที่จะปฏิเสธการยื่นคำเสนอใดๆ ก็ตามที่จะส่งผลให้ตัวเองเป็นฝ่ายเสียเปรียบเกินสมควรได้ด้วย
แต่ขอให้ลองเผื่อใจและใช้หลักคิดแบบม่านมิรู้เหนือใต้ (Veil of Ignorance) ของจอห์น รอว์ลส์ (John Rawls) ดูบ้างว่ามันจะเป็นอย่างไรถ้าคุณต้องมาเกิดใหม่ (หรือไม่ก็มาเกิดแล้วโดยไม่รู้ตัว) ในประเทศที่มีทุนยักษ์ใหญ่เพียงไม่กี่รายภายใต้ระบบกฎหมายคุ้มครองแรงงานและแรงงานสัมพันธ์อันย่ำแย่ โดยที่คุณไม่สามารถรู้ได้ล่วงหน้าเลยว่าตนเองจะได้เกิดเป็นใครระหว่างผู้มีวิจารณญาณสูงผู้มีอำนาจต่อรองและตัวเลือกที่จะทำงานอะไรก็ได้ตามเงื่อนไขที่เห็นว่าเป็นธรรมที่มีเพียง 10% ของทั้งประเทศ หรือเป็นกลุ่มที่เหลือซึ่งเป็นเพียงเด็กจบใหม่ที่มีฐานะและความรู้ความสามารถในระดับมาตรฐานปานกลางหรือสูงกว่าเล็กน้อย
คุณคิดว่าเกิดใหม่ครั้งนี้คุณจะมีสภาพการทำงานที่ดีได้หรือเปล่านะ แล้วคุณจะได้ “เลือก” เซ็นสัญญาจ้างแรงงานในสภาพงานแบบไหน มีภาระงานอย่างไร แลกกับค่าจ้างที่มันคุ้มค่าเพียงพอต่อการดำรงชีวิตได้ตามอัตภาพหรือไม่ ในสภาพเช่นนั้นคำคมว่า “ไม่มีหรอก สัญญาที่ไม่เป็นธรรม” นั้นจะยังรับฟังได้อยู่หรือไม่
เช่นเดียวกับความคิดที่ว่าเมื่อสมัครเข้าเป็นนักเรียนในโรงเรียนใดแล้วต้องยอมรับจะปฏิบัติตามกฎของโรงเรียนนั้นโดยจะอ้างว่ากฎหรือระเบียบโรงเรียนไม่เป็นธรรมไม่ได้ ก็ขัดกับข้อเท็จจริงที่เด็กนักเรียนและครอบครัวส่วนใหญ่ไม่ได้มีเสรีภาพหรือความสามารถในการเลือกโรงเรียนได้โดยเสรี หรือมีโรงเรียนให้เลือกได้ขนาดนั้น
ชุดความเชื่อที่ว่า กฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือกติกากำหนดไว้อย่างไรก็ต้องทำตามเช่นนั้นโดยโต้แย้งหรือตั้งข้อสังเกตไม่ได้ หรือถ้าลงได้เซ็นสัญญาอะไรไปแล้วก็ถูกปิดปากให้ต้องผูกพันห้ามหืออือแม้จะเห็นโต้งๆ ว่าเสียเปรียบหรือไม่ยุติธรรมก็ช่วยไม่ได้เพราะตกลงไปรับสัญญาไว้เอง เป็นความเชื่อซ่อนพิษภัยที่ถูกส่งต่อกันมาโดยไม่รู้ตัว นานวันไปก็ก่อให้เกิดกรณีแปลกประหลาดเช่นครูที่ริบโทรศัพท์นักเรียนไปขายแล้วอ้างระเบียบของโรงเรียนขึ้นมา จึงค่อยได้เห็นว่าวิธีคิดจากความเชื่อนี้จนสุดโต่งนำไปสู่ปัญหาอันเละเทะได้อย่างไร
ที่กล่าวมานี้ไม่ได้จะบอกว่ากฎหมายนั้นไม่ต้องไปปฏิบัติตาม กฎมีไว้แหก สัญญาไม่จำเป็นต้องรักษา เพียงแต่การต้องปฏิบัติตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่นของเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นเป็นหน้าที่พลเมืองก็จริง เช่นเดียวกับการปฏิบัติตามสัญญาตามปกติวิสัยเป็นสิทธิและหน้าที่อันพึงคาดหมายของคู่ค้าและคู่สัญญา แต่สิทธิในการตั้งคำถามถึงความสมเหตุสมผลของ กฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือสัญญานั้นก็จะต้องยังมียังเหลืออยู่เช่นกัน
อย่าลืมว่า แม้แต่บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ใช้บังคับในระดับประเทศ หากเห็นว่าไม่เป็นธรรมเพราะละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพ ขัดต่อหลักนิติธรรมหรือคุณค่าทางรัฐธรรมนูญ หรือไม่เป็นไปตามหลักการที่รัฐธรรมนูญบัญญัติรับรองไว้ ก็ยังสามารถโต้แย้งต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ กฎ ระเบียบ หรือคำสั่งของทางราชการหรือหน่วยงานของรัฐที่ไม่เป็นธรรม ขัดต่อกฎหมาย ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็มีศาลปกครองไว้รับฟ้องคดีตามเงื่อนไขที่กฎหมายบัญญัติ
แม้แต่กระทั่งสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาธุรกิจการค้าโดยแท้ หากมีลักษณะหรือมีผลให้คู่สัญญาอีกฝ่ายต้องปฏิบัติหรือรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติ ยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดที่เกิดจากการผิดสัญญาหรือกำหนดให้ฝ่ายหนึ่งต้องรับผิดหรือรับภาระมากกว่าที่กฎหมายกำหนด ฯลฯ พวกนี้ก็ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในศาลได้ ตามกฎหมายว่าด้วยข้อสัญญาไม่เป็นธรรมอยู่เช่นกัน
เพียงแต่พวกเราที่อันที่จริงก็ล้วนเป็นเพื่อนทุกข์ ผู้อาจจะเป็นผู้ปกครองนักเรียนที่มีโอกาสเดือดร้อนเพราะระเบียบอันแปลกประหลาดของโรงเรียนที่คาดไม่ถึง ที่เป็นราษฎรเป็นประชาชนผู้อาจจะถูกบังคับตามกฎหมาย อยู่ภายใต้กฎหรือคำสั่งทางปกครองที่ให้ผลร้ายเกินคาดหมายหรือไม่เป็นธรรม หรือเป็นผู้บริโภคในสัญญาอันเอาเปรียบของผู้ประกอบการรายใหญ่ เป็นลูกจ้างหรือคู่สัญญาในกิจการที่หาข้อได้เปรียบในสัญญาอันละเอียดยิบย่อยได้ไม่ต่างกัน เมื่อมีใครสักคนมาเรียกร้องถึงความไม่เป็นธรรมหรือความไม่สมเหตุสมผลต่อกฎหมาย กฎ ระเบียบ คำสั่ง หรือสัญญามที่เขาต้องพบเจอ ก็ขอให้มีเมตตามุทิตาต่อกันบ้างเถิด
ถ้าเรื่องครูริบโทรศัพท์นักเรียนไปเรียกค่าไถ่ผู้ปกครองที่เหมือนจะจบไปเงียบๆ แล้ว จะเหลือบทเรียนอะไรไว้ให้ขบคิดไตร่ตรองใคร่ครวญบ้าง ก็เห็นจะเป็นเรื่องนี้แหละ

