อย่าให้ปฏิรูปการเลือกตั้งครั้งนี้…นับหนึ่งถึงหนึ่ง
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง
ฉบับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญปฏิรูปการเลือกตั้งได้จริงหรือ?
1.บทนำ
หลังรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2560 ประกาศใช้ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญในฐานะผู้มีบทบาทหนึ่งในแม่น้ำห้าสาย ที่จะต้องเดินหน้าอย่างเร่งด่วนต่อไป คือ การยกร่างกฎหมายลูกที่เกี่ยวข้อง
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง จึงเป็นกฎหมายฉบับแรกๆ ที่ต้องเร่งรัดให้แล้วเสร็จ เพื่อให้การเมืองในระบอบประชาธิปไตยเดินหน้าไปตามโรดแมป มีการเลือกตั้งตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติได้ประกาศเป็นสัญญาประชาคมไว้
นั่นเป็นภารกิจสำคัญ!!! ที่จะต้องมุ่งเน้นเร่งรัดให้ทันเวลาและสำเร็จลุล่วงได้อย่างสง่างาม
แต่ข้อสำคัญที่สำคัญยิ่งกว่าการรักษาสัญญาประชาคม คือ…
อย่าเร่งรีบจนมองข้ามหัวใจในการจัดทำกฎหมายนี้ อันเป็นภารกิจหลักของแม่น้ำห้าสาย
คือ กฎหมายฉบับนี้ต้องเป็นกลไกอันทรงประสิทธิภาพในการคัดกรองให้นักการเมืองที่ดีเข้ามามีอำนาจทางการเมือง และเป็นกลไกนำไปสู่การปฏิรูปการเมืองให้บรรลุผล คือ เป็นการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยคุณภาพที่แท้จริงให้ได้นั่นเอง
ฉะนั้น ต้องคำนึงว่าการเร่งรีบเป็นเพียงภารกิจเบื้องต้น ข้อสำคัญยิ่งกว่า คือ จุดหมายปลายทาง ซึ่งเป็นสิ่งที่มิอาจข้ามพ้นไปได้ นั่นคือสาระสำคัญของกฎหมายนี้ต้องนำไปสู่การปฏิรูปการเมืองให้เป็นประชาธิปไตยคุณภาพให้ได้
ถามว่าร่าง พ.ร.ป. กกต. ที่ กรธ.เสนอ สนช.นั้น เป็นร่างที่เป็นความหวังนำไปสู่การปฏิรูปการเมืองประชาธิปไตยคุณภาพได้เพียงใดหรือไม่ ตอบได้ว่าร่างกฎหมายนี้ได้กำหนดหลักการใหม่ๆ อันสำคัญหลายประการซึ่งยังไม่เคยปรากฏมาก่อน จึงนับว่าเป็นหลักการใหม่ที่ก้าวหน้าพอสมควรอันเป็นความหวังในการนำไปสู่การปฏิรูปการเมืองให้ก้าวหน้าได้อยู่บ้าง
2.ร่าง พ.ร.ป. กกต.ฉบับนี้ ก้าวหน้าหรือล้าหลัง?
หากถามให้วิเคราะห์กฎหมายฉบับนี้ลงลึกไปถึงหลักวิธีคิดทั้งระบบแล้ว ก็คงตอบได้ว่า หลักการใหม่ตามร่างกฎหมายนี้มิได้มีอะไรเป็นของใหม่ หากแต่เป็นเพียงเพิ่มกลไก อำนาจ เน้นคุณสมบัติของบุคคลที่จะมาขับเคลื่อนกลไกตามกฎหมายนี้เท่านั้น
ตัวอย่าง อยากได้คุณภาพ กกต. ก็เพิ่มวิทยฐานะ เช่น ต้องเป็นศาสตราจารย์ เป็นหัวหน้าส่วนราชการหรือมีประสบการณ์มากขึ้น กำหนดอายุ ประสบการณ์ในหน้าที่การงานยาวขึ้น เพิ่มอำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ ติดอาวุธให้อำนาจการสืบสวนสอบสวนความผิดเข้าไป
โดยรวม คือ การปรับเชิงกลไก มิใช่กระบวนทัศน์ใหม่แต่อย่างไร มิได้มีการมองปัญหาอย่างเป็นระบบ และแก้ปัญหาเชิงระบบที่จะเป็นคำตอบว่า นี่เป็นกระบวนทัศน์ใหม่ คือ คิดใหม่ ทำใหม่ นั่นเอง
วิธีการแก้ปัญหาทุจริตเลือกตั้งโดยวิธีนี้ จึงฝากความหวังไว้เพียงกลไกที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น ไม่แตกต่างจากวิธีคิด วิธีการแก้ปัญหาแบบเดิมๆ ที่สังคมประเทศเคยชิน
เช่นเมื่อสังคมเผชิญกับปัญหาอาชญากรเพิ่ม วิธีการแก้ปัญหา คือ เพิ่มอัตรากำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพิ่มกลไกกฎหมายให้เด็ดขาด ให้อำนาจตรวจจับแก่เจ้าหน้าที่มหาศาล เพิ่มอาวุธยุทโธปกรณ์ และเพิ่มโทษ
ผู้กระทำผิดมากยิ่งขึ้น รวมถึงเพิ่มกลไกตั้งหน่วยงานใหม่ เช่น ก่อตั้ง DSI หรือ ปปง. เพิ่มขึ้น ซึ่งวิธีการเหล่านี้เป็นการแก้ปัญหาโดยเป็นการออกแบบการแก้ปัญหาเชิงอำนาจและเข้าสู่ระบบให้เป็นรัฐราชการ เท่านั้น
ผลที่ตามมา คือ อาชญากรรมก็ยังเพิ่มขึ้น มีผู้กระทำผิดมากยิ่งขึ้น พนักงานเจ้าหน้าที่เมื่อมีอำนาจมากก็มีโอกาสแสวงประโยชน์และทุจริตคอร์รัปชั่นปฏิบัติหน้าที่มากยิ่งขึ้น สุดท้ายพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นมาเฟียเสียเอง ขณะที่งบประมาณประเภทนี้บานปลายคุมไม่อยู่ เกิดภาวะการบริหารขาดประสิทธิภาพ สิ้นเปลืองและไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผลในระยะยาวเป็นการสร้างภาระสะสมให้กับปัญหาเพิ่มมากยิ่งขึ้น
ฉะนั้น ลำพังหลักการใหม่ๆ ที่ กรธ.จัดทำขึ้นเหล่านี้ จะเป็นคำตอบสุดท้ายว่า เป็น
กระบวนทัศน์ใหม่อันนำไปสู่เป้าหมายสำคัญ คือ การปฏิรูปการเมืองการเลือกตั้งให้ใสสะอาด ปราศจากการทุจริตเลือกตั้งได้หรือไม่
การสร้างกลไกโดยการให้อำนาจอย่างล้นเหลือเพียงอย่างเดียว มิใช่คำตอบที่ถาวร และไม่มีหลักประกันความสุจริตเที่ยงธรรมในระยะยาว มิหนำซ้ำยังสุ่มเสี่ยงการสร้างรัฐราชการมาเฟียแห่งใหม่
3.ทางออกที่แท้จริง
กฎหมายต้องไม่เน้นกลไก แต่สร้างระบบเลือกตั้งที่มีประสิทธิภาพในตัว
หากต้องการหวังผลในการปฏิรูปจริง ต้องเริ่มจากวิธีคิดโดยต้องคิดใหม่ ทำใหม่ ต้องกล้าที่จะปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ใหม่ มองปัญหาและมีวิธีคิดเชิงระบบ มิใช่เชิงกลไกที่เป็นเพียงวิธีปะผุกับปัญหาที่เกิดขึ้น
การวิเคราะห์เชิงระบบ คือ ต้องมองย้อนกลับไปสู่ปัญหา สรุปบทเรียนของปัญหาอย่างมีวิธีคิดแบบรวบยอด แล้วสร้างระบบใหม่ที่ทำให้ตัวระบบเองมีพลังในการขับเคลื่อนและแก้ไขป้องกันระบบของมันเองให้มีคุณภาพ
การออกแบบระบบเลือกตั้งของการเมืองในระบอบประชาธิปไตยผ่านกว่า 70 ปีล้วนคงรักษารูปแบบที่เป็นปัญหาซ้ำซาก เป็นการออกแบบให้เป็นระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา คือ การมุ่งใช้คะแนนจากการที่นับได้ในคูหาเลือกตั้งมาเป็นตัวชี้วัด ให้ได้เป็นตัวแทนในแต่ละเขต เพื่อรวมเป็นสภา
ความเข้มข้นของการต่อสู้ทางการเข้าสู่อำนาจทางการเมืองในระบบนี้ จึงอยู่ที่การได้แต่ละคะแนน อันนำไปสู่คะแนนรวมที่จะต้องชนะของคู่ต่อสู้ให้ได้
วิธีการต่อสู้เพื่อให้ได้คะแนนมากกว่าคู่แข่ง อันเป็นวิธีเข้าสู่อำนาจทางการเมืองผ่านระบบการเลือกตั้ง อาจทำได้ 2 วิธี คือ
วิธีทางบวก อันเป็นวิถีทางเชิงคุณภาพของระบอบประชาธิปไตย คือ การเสนอนโยบาย การสร้างความนิยมทางการเมืองตามวิถีทางประชาธิปไตย จนประชาชนเห็นดีงามนิยมชมชอบ จึงไปลงคะแนนให้
วิธีทางลบ อันเป็นวิถีทางหนึ่งที่จะทำให้ประชาชนไปลงคะแนนให้ โดยวิธีการสร้างระบบอุปถัมภ์ ซื้อสิทธิขายเสียง และการทุจริตหน่วยเลือกตั้งต่างๆ เมื่อนับคะแนนเสียงออกมาแล้ว ชนะคู่แข่งสามารถเข้าไปมีอำนาจทางการเมืองได้
การปฏิรูปการเมืองในครั้งนี้ ก็คือ การปฏิรูปโดยมีฐานคติตั้งข้อรังเกียจ วิธีการเข้าสู่อำนาจทางการเมืองในวิธีทางลบ อันเป็นวิถีทางด้อยคุณภาพของระบอบประชาธิปไตย เป็นวิถีที่นำไปสู่ความเสื่อมทางการเมืองไทยตลอดมา
การตั้งข้อรังเกียจและมุ่งขจัดวิธีการทางลบเช่นนี้ จึงเป็นอุดมคติและความคิดอันต้องเชิดชูยกย่อง
ขณะเดียวกันหากตั้งคำถามกับนักการเมืองหรือนักเลือกตั้งทั้งหมดว่า ชอบและต้องการให้ระบบการเมืองการเลือกตั้งของไทยยังคงใช้ระบบวิธีทางลบเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ หรือไม่
เชื่อได้ว่าร้อยทั้งร้อยต้องการให้เกิดวิธีทางบวก วิธีคุณภาพที่แท้จริงในสนามต่อสู้การเมืองอย่างแน่นอน
เพราะในการสู้วิธีทางลบนั้นเหนื่อยยาก ไม่แน่นอน มีปัจจัยเสี่ยงตลอดเวลา แม้ไม่เสี่ยงอะไร ก็เสี่ยงต่อการถูกล้มกระดาน
เพียงแต่นักเลือกตั้งที่ใช้วิธีการลบนั้น จัดอยู่ประเภทนักการตลาดการเมืองชั้นเยี่ยมยุทธ์ มองตลาดการเมืองขาด แถมยังเป็นนักสู้ที่มุ่งมั่นเมื่อขึ้นเวทีต่อสู้แล้วจะต้องชนะ และเมื่อช่องทางการตลาดของระบบได้เปิดช่องให้สามารถเข้าสู่อำนาจทางการเมืองวิธีการต่อสู้ทางลบได้
แน่นอน นักเลือกตั้งที่ชาญฉลาดก็ย่อมต้องเลือกการเป็นนักสู้ที่ชนะบนเวที
ดังนั้น ในโลกความเป็นจริง การเมืองและการเลือกตั้งแบบไทยๆ ที่อ้างว่ามีความเป็นสากลนั้นจึงวนเวียนอยู่ในวัฏจักรเป็นการเมืองไร้คุณภาพเช่นนี้ตลอดมากว่า 70 ปี
ทุกครั้งที่คิดปฏิรูปแก้ปัญหาการเมืองการเลือกตั้งดังกล่าว ก็จะวนเวียนอยู่กับวิธีการ คือ การสร้างวัฒนธรรมการเมืองใหม่
ซึ่งจริงๆ แล้วมันไม่ง่ายเหมือนการฉีดยาฮอร์โมนแปลงเพศ
หรือการปฏิรูปโดยการสร้างกลไกการตรวจสอบอย่างเข้มข้นในทุกวิถีทางแต่ก็ล้มเหลวตลอดมา โดยกลไกที่สร้างไม่เป็นหมัน ก็เป็นพิษเสียเอง
และข้อนี้เป็นสัจจะที่เกิดเป็นอมตะ สำหรับความคิดแบบรัฐราชการเป็นใหญ่ตลอดมา เช่น มีกรมตำรวจแล้วปฏิรูปไม่ได้ก็สร้าง DSI ขึ้นมาถ่วงดุล แต่แล้ว DSI ก็เป็นพิษเสียเอง เป็นต้น
คำตอบในการแก้ไขปัญหาเชิงปฏิรูป จึงต้องเน้นที่อย่าให้วิธีคิดแบบเชิงกลไกหรือแก้ปัญหาแบบปะผุเข้ามาครอบงำ
หากแต่ต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ใหม่ ศึกษาบทเรียนอดีตและไม่แก้ปัญหาซ้ำรอยเดิม โดยวิเคราะห์ปัญหาและมุ่งเน้นการแก้ปัญหาเชิงระบบ พร้อมกับออกแบบสร้างระบบที่ตอบคำถามสั้นกระชับว่า ระบบการเลือกตั้งอะไรที่จะทำให้การทุจริตเลือกตั้งทำได้ยากที่สุด
4.ย้อนสำรวจปัญหาทุจริตเลือกตั้งที่ผ่านมา
ในเวทีการต่อสู้ช่วงชิงอำนาจทางการเมือง นักสู้บนเวทีการเมืองย่อมมุ่งหวังชัยชนะในทุกวิถีทาง ยิ่งเป็นนักการเมืองประเภทนักเลือกตั้งที่มุ่งได้มาซึ่งอำนาจและประโยชน์จากการเมือง ย่อมคำนึงถึงชัยชนะจากการเลือกตั้ง แม้จะด้วยวิธีการทุจริตผิดศีลธรรม และวิธีการต่ำช้าสกปรกเพียงใด ก็ย่อมทำได้ทั้งสิ้น ยิ่งในระบบการเลือกตั้งที่มีช่องโหว่
จุดอ่อน ที่สามารถใช้วิธีการทุจริตให้ได้มาซึ่งคะแนนเสียงชนะคู่ต่อสู้ได้แล้ว นักเลือกตั้งประเภทนี้ก็ยิ่งชื่นชอบที่จะใช้เส้นทางเช่นนั้นไปสู่ชัยชนะ การเลือกตั้งปัญหาเหล่านี้ จึงเป็นปัญหาคุณภาพของการเมืองประชาธิปไตยไทยตลอดมา
วิธีแก้ปัญหา สังคมประเทศไทยได้ใช้วิธีโปลิศจับขโมยจัดการกับปัญหานี้ตลอดมา แต่ผลคือ ขโมยประเภทนี้ยังเต็มเมือง
ดังนั้น ทางออกจึงมิใช่การเดินย่ำรอยเดิมที่ล้มเหลวตลอดมา แต่ต้องสำรวจจุดอ่อนและช่องโหว่ของระบบการเลือกตั้งว่า แท้ที่จริงอยู่จุดใด
หากสำรวจลึกลงไปจะพบว่า ในระบบการเลือกตั้งนั้น หากผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งอย่างพร้อมเพรียงมากที่สุด ย่อมเป็นระบบที่ทำให้การทุจริตเลือกตั้งทำได้ยากและลงทุนสูงจะไม่คุ้มกับการทุจริตมาก ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การเลือกตั้งครั้งล่าสุดของประเทศเมียนมาที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านอำนาจจากรัฐบาลทหารมาเป็นประชาธิปไตย การจัดการเลือกตั้งโดยมีทหารเป็น กกต. จึงถูกคาดหมายว่าจะต้องมีการทุจริตเลือกตั้งมหาศาล แต่เมื่อประชาชนพม่าออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งอย่างท่วมท้น ทำให้การทุจริตเลือกตั้งทำไม่ได้
หรืออย่างประเทศสิงคโปร์ที่กฎหมายบังคับให้ผู้มีสิทธิลงคะแนนออกเสียงเลือกตั้ง ทำให้การเลือกตั้งมีผู้ใช้สิทธิเกิน 90% จึงไม่มีทุจริตเลือกตั้งอยู่ในสารบบของสิงคโปร์
หรือกระทั่งตัวอย่างสหกรณ์ออมทรัพย์ที่จ่ายค่าชดเชยให้สมาชิก เมื่อมีการเลือกตั้งกรรมการชุดใหม่ทำให้สมาชิกมาลงคะแนนกันมาก การทุจริตจึงไม่เกิดขึ้น
ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนว่าระบบการเลือกตั้งที่สามารถทำให้ผู้มาใช้สิทธิอย่างพร้อมเพรียงได้มากเพียงใด
ประสิทธิภาพของระบบการเลือกตั้ง ก็จะเป็นการเลือกตั้งคุณภาพมากยิ่งขึ้นเพียงนั้น
นั่นคือ โดยระบบที่ทำให้คนมาใช้สิทธิท่วมท้น จะกำจัดและป้องกันการทุจริตไปในตัว
(อ่านต่อวันถัดไป)
สมภพ ระงับทุกข์

