ยิ่งเรารักสิ่งใดมาก เรายิ่งต้องการอยู่ใกล้ชิดสิ่งนั้นให้นานที่สุด ไม่ต้องการพลัดพรากจากสิ่งนั้นไป แต่ในความเป็นจริงเราทุกคนเกิดมาแล้วต้องตายด้วยกันทั้งสิ้น ไม่ช้าก็เร็ว การตั้งความหวังว่าจะมีชีวิตอยู่ให้ยืนยาวนานตลอดไป จึงไม่มีทางเป็นจริงได้
อีกทั้งการใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ โดยลืมนึกถึงความตาย จึงนับเป็นความประมาทอย่างไม่น่าให้อภัย เพราะอาจกลายเป็นความผิดพลาดและก่อผลเสียหายต่อจิตวิญญาณที่อยู่ในจุดล่อแหลมในขณะใกล้ความตาย รวมทั้งยังเสียหายสืบเนื่องต่อไปในโลกสังสารวัฏของเขา ทั้งนี้เพราะเหตุจากขาดการเตรียมพร้อมในการรับมือกับความตาย
ความรักและความผูกพันทำให้เราทุกคนไม่อยากจากโลกนี้ไป การติดยึดอยู่กับครอบครัวและทรัพย์สินเงินทองเป็นเหตุทำให้เรากลัวความตาย เพราะไม่อยากจากคนที่เรารัก ไม่อยากพลัดพรากจากสิ่งที่หวงแหน การติดยึดและการยึดมั่น ถือมั่น ว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้เป็นตัวเรา เป็นของเรา จึงเป็นอัตตาตัวตนที่มีอยู่ในทุกผู้ทุกคน เป็นอัตตาตัวตนที่เราสร้างขึ้นเพื่อใช้ห่อหุ้มรัดรึงตัวเราให้แน่นหนา จนเราดิ้นไม่หลุดและหนีไม่พ้นจากอำนาจของอัตตาตัวตนอันแข็งแกร่ง อัตตาตัวตนนี้แหละที่ทำให้เราไม่อยากตาย ยิ่งมีอัตตาตัวตนสูงเท่าใด เรายิ่งกลัวตายมากขึ้นเท่านั้น
ปุถุชนทั่วไปมักมีความโลภโกรธหลงไม่มากก็น้อย ยิ่งโลภมาก ก็ยิ่งมีอัตตาตัวตนสูงมาก ความโลภที่อยากได้ทรัพย์สินเงินทองมากๆ อยากร่ำรวยมีชื่อเสียง อัตตาตัวตนของเขาจึงรุนแรง แข็งกร้าวไปตามความอหังการ และความยโสโอหังที่พอกพูนขึ้นจากความลุ่มหลงในอัตตาตัวตนของเขา ยิ่งลุ่มหลงในอัตตาตัวตน ก็ยิ่งกลัวความตายมากขึ้น
จิตที่ฝังแน่นอยู่กับทรัพย์สินเงินทองได้กลับกลายเป็นจิตที่มีนิวรณ์และอุปาทานอันแรงกล้า เป็นจิตที่ยึดมั่น ถือมั่นอยู่กับสิ่งนั้นสิ่งนี้ จิตที่มีนิวรณ์เช่นนี้จึงทำให้เขากลัวตาย ไม่อยากพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก แม้ตายไปแล้ว จิตยังวนเวียนและติดยึดอยู่กับสิ่งนั้นและนิวรณ์นั้นอยู่ตลอดไป
ด้วยเหตุนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงละอัตตาตัวตนในทางโลกด้วยการสละราชสมบัติเพื่อออกบรรพชา ทรงละอัตตาตัวตนด้วยการตัดขาดจากความโลภ โกรธ หลง ตัดขาดจากบริษัทบริวารทั้งหลายอันเป็นที่รักยิ่ง พระพุทธองค์ทรงละอัตตาตัวตนในทางโลกได้เป็นเบื้องต้น เพื่อการเข้าสู่เพศบรรพชิต เพื่อการละอัตตาตัวตนในทางโลกุตรธรรมผ่านการปฏิบัติทางจิตภาวนา เพื่อทำจิตของพระองค์เข้าสู่ความรู้แจ้งแห่งความเป็นอนัตตาของสรรพสิ่งทั้งปวง
แม้ปุถุชนทั้งหลายไม่อาจละทิ้งโภคทรัพย์ของตนได้เหมือนอย่างองค์พระศาสดา แต่อย่างน้อยพวกเขาพึงมีความเพียรพยายามฝึกปฏิบัติสมาธิภาวนาเพื่อได้มีโอกาสสัมผัสความสุขสงบและความว่างเปล่าไร้ตัวตนของลมหายใจ สมาธิภาวนาจะช่วยให้เราเข้าใจอนัตตาและความไร้ตัวตนได้ดีขึ้น เมื่อเข้าใจอนัตตาแล้ว เราจะไม่ติดยึดอยู่แต่เพียงกาย เราจะเข้าใจสภาวะความตายดีขึ้น
สมาธิภาวนาจะช่วยให้จิตได้สัมผัสความว่างเปล่าในลมหายใจ จิตได้รับประสบการณ์ความสุขสงบจากความว่างเปล่า เป็นความสุขสงบที่ไม่ต้องอาศัยทรัพย์สินเงินทอง ไม่ต้องพึ่งพาบริษัทบริวาร เป็นความสุขสงบที่ไม่ต้องอาศัยปัจจัยภายนอกใดๆ เมื่อไม่ต้องอาศัยปัจจัยภายนอก ผู้ปฏิบัติสมาธิภาวนาจึงไม่ลุ่มหลงมัวเมาเอาแต่เสาะแสวงหาแต่สิ่งภายนอก เมื่อเป็นเช่นนี้ความโลภ โกรธ หลง ของเขาจะลดน้อยลง
การได้สัมผัสความว่างเปล่าในลมหายใจขณะอยู่ในสมาธิภาวนา ทำให้เราได้มีโอกาสคุ้นเคยและรู้สึกใกล้ชิดกับความตายและความไร้ตัวตนมากขึ้น การปฏิบัติสมาธิภาวนาจึงเปรียบเสมือนการเดินเข้าไปเยี่ยมเยียนและทำความคุ้นเคยกับความตาย ทำให้มองเห็นความจริงแท้ของสรรพสัตว์ได้ว่า ชีวิต ลมหายใจ ความว่างเปล่า และความตายต่างแนบสนิทเป็นเนื้อเดียวกัน
หากเราเข้าใจความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา และระลึกอยู่เสมอว่า กายสังขารนี้จะต้องแตกดับและกลายเป็นความว่างเปล่า ไร้ตัวตนในที่สุด เราจะเข้าใจความเป็นอนัตตาของกายนี้ชัดเจนขึ้น สมาธิภาวนาจะช่วยให้เรามองเห็นและคุ้นเคยกับความว่างเปล่า เมื่อเราคุ้นเคยกับความว่างเปล่า เราจะไม่รู้สึกแปลกแยกกับความตาย ความเข้าใจเรื่องอนัตตาจะช่วยทำให้เราเข้าใจดีว่าชีวิตและความตายเป็นสิ่งเดียวกัน
ปุถุชนทั่วไปมักสนใจและใส่ใจแต่ในเรื่องของรูปกายและความร่ำรวย พวกเขามองชีวิตนี้แต่เพียงการหาความสุขทางเนื้อหนัง พวกเขาละเลยและขาดการเอาใจใส่ต่อจิตวิญญาณ ไม่สนใจปฏิบัติสมาธิภาวนา พวกเขาไม่คุ้นเคยและไม่มีประสบการณ์กับความว่างเปล่าและความไร้ตัวตนจากสมาธิภาวนา เมื่อไม่ปฏิบัติสมาธิภาวนา เขาจึงไม่เข้าใจอนัตตา ไม่เข้าใจว่าอัตตาตัวตนของเขาถูกครอบงำด้วยอนัตตา กายเนื้อของเขาจึงมีลมหายใจและความตายติดแนบอยู่ตลอดเวลา
สำหรับผู้ปฏิบัติสมาธิภาวนาเป็นประจำ ความตายจึงไม่ใช่สิ่งน่ากลัว เพราะเขาคุ้นเคยและมีประสบการณ์สัมผัสความว่างเปล่าและความไร้ตัวตนที่มีอยู่ในลมหายใจมาก่อนแล้ว จึงไม่มีความแตกต่างแต่ประการใดระหว่างจิตที่อยู่ในสมาธิกับจิตที่กำลังละทิ้งกายขณะความตายมาถึง เพราะเป็นจิตอันเดียวกัน เมื่อเราคุ้นเคยกับจิตในสมาธิได้ เราจะคุ้นเคยกับจิตในขณะใกล้ตายได้เช่นกัน
ความว่างเปล่าและความไร้ตัวตนที่เราสัมผัสได้จากสมาธิภาวนาจะช่วยให้เราเข้าใจอนัตตา เมื่อเข้าใจอนัตตา เราจะเข้าใจสภาวะแห่งความตายดีขึ้น ความว่างเปล่าในสมาธิภาวนาจึงเป็นความว่างเปล่าที่เป็นเนื้อเดียวกับความตายนั่นเอง
เราทุกคนรู้สึกกังวลและตื่นตระหนกในขณะความตายกำลังใกล้เข้ามา ทุกคนกลัวความตาย เหตุที่กลัวเพราะเราไม่รู้ว่าขณะความตายเข้าครอบงำ เราจะมีสติเป็นเช่นไร เราจะรู้สึกอย่างไรในขณะกำลังใกล้ความตาย ผู้ไม่เคยปฏิบัติสมาธิภาวนาจึงไม่มีทางล่วงรู้สภาวะจิตในขณะนั้นได้ ด้วยเหตุที่ไม่รู้และไม่เคยมีประสบการณ์ความว่างเปล่าจากสมาธิภาวนามาก่อน จึงทำให้พวกเขากลัวความตาย
การดำรงสติให้ตั้งมั่นขณะกำลังใกล้ตายจึงเป็นสภาวะอย่างเดียวกับการดำรงสติให้ตั้งมั่นจดจ่ออยู่กับลมหายใจขณะอยู่ในสมาธิภาวนา หากเรารู้จักดำรงสติตั้งมั่นขณะใกล้ตายให้เป็นเช่นเดียวกับการทำสมาธิภาวนาแล้ว ความตายจะผ่านเข้ามาสู่เราโดยเราไม่รู้สึกตื่นตระหนก เพราะจิตในขณะใกล้ตายจะดำรงตั้งมั่นเหมือนจิตขณะอยู่ในสมาธิภาวนา
เมื่อเราไม่คุ้นเคยและไม่รู้จักความตายว่ามีสภาวะอย่างไร เราทุกคนพึงฝึกปฏิบัติสมาธิภาวนา ทั้งนี้เพื่อใช้สมาธิภาวนาฝึกการเรียนรู้และฝึกสัมผัสความว่างเปล่าในสมาธิ ฝึกความคุ้นเคยกับความสุขสงบอันไร้ตัวตนในลมหายใจ เมื่อเราคุ้นเคยกับสมาธิและความว่างเปล่าแล้ว เราจะไม่รู้สึกกลัวความตาย
การปฏิบัติสมาธิเป็นการนั่งนิ่งอยู่ด้วยลำพังตัวคนเดียว อยู่ในสภาวะที่สติสัมปชัญญะจดจ่ออยู่กับลมหายใจ อยู่ในสภาวะที่ไร้ผู้คน อ้างว้างจากบริษัทบริวารและสิ่งแวดล้อมอื่นใดทั้งสิ้น อยู่ในอิริยาบถหลับตาที่มีแต่ความดำมืดปกคลุมทั่ว สภาวะของผู้ปฏิบัติสมาธิภาวนาจึงไม่แตกต่างจากสภาวะของความตาย
ขอให้เราฝึกปฏิบัติสมาธิภาวนาให้มากขึ้น เพราะสมาธิภาวนาจะช่วยให้เราเข้าใจอนัตตาได้ดีขึ้น ความเข้าใจอนัตตาจะนำพาเราไปสู่การลดทอนอัตตาตัวตนของเรา นำพาเราไปสู่การปล่อยวางในเรื่องทรัพย์สินเงินทอง และนำพาเราไปสู่การลดเลิกความโลภ โกรธ หลง ให้เบาบางลง ความลุ่มหลงมัวเมาในอัตตา การสั่งสมโภคทรัพย์อย่างหิวโหย
และความกลัวตายอย่างเสียสติ จะไม่เกิดขึ้นกับบุคคลผู้เข้าใจถ่องแท้ถึงความเป็นอนัตตาแห่งชีวิตนี้
ประสิทธิ์ พฤกษาจารสิริ

