ถ้าผมเป็นผู้บังคับบัญชาฝ่ายทหารหรือตำรวจซึ่งมีหน้าที่ด้านรักษาความมั่นคงในขณะนี้ ผมจะสั่งให้เจ้าหน้าที่กวดขันตรวจตราระวังป้องกันเหตุร้ายในระยะนี้เป็นกรณีพิเศษ โดยเฉพาะการก่อความไม่สงบ เพราะมีสิ่งบอกเหตุเกิดขึ้นติดต่อกันหลายครั้งแล้ว
ครั้งแรกคือเหตุระเบิดเมื่อคืนวันที่ 15 พฤษภาคม เดือนที่แล้วที่หน้าโรงละครแห่งชาติ ตรงกันข้ามท้องสนามหลวง ใกล้พระบรมมหาราชวัง ซึ่งทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 คน ต่อมาคือการลอบวางระเบิดในโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าเมื่อตอนสายวันที่ 22 เดือนเดียวกัน ซึ่งทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บถึง 24 คน บางคนเจ็บสาหัส และล่าสุดเมื่อวันที่ 3 มิถุนายนนี้ คือการตรวจพบอาวุธสงคราม อาทิ ปืนกลและลูกระเบิดเป็นจำนวนมากในรถยนต์ที่ติดป้ายทะเบียนของกองทัพบก ซึ่งประสบอุบัติเหตุคว่ำบนถนนสายตราด-คลองใหญ่
เหตุร้ายที่เกิดขึ้นในระยะเวลาไล่เลี่ยกันนี้ ทำให้น่าสงสัยว่าจะเป็นผลงานของผู้วางแผนรายเดียวกัน โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะก่อความไม่สงบ ทำลายขวัญประชาชน และทำให้ประชาชนเสื่อมความเชื่อถือในรัฐบาล
น่าสังเกตด้วยว่า ในเวลาเดียวกันนักการเมืองจำนวนหนึ่งก็ออกมาประณามรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติอย่างคล้องจองกันด้วย
การตอบโต้ของรัฐบาลนั้น ถ้าหากมีก็เห็นไม่ชัดเจนนัก เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารนั้นที่เห็นมักจะอยู่ประจำที่ แทนที่จะเคลื่อนที่ตรวจ และแม้ที่ประจำที่ก็ไม่ระวังตัวหรือระวังอย่างหลวมๆ และต่างคนต่างก้มหน้าอยู่กับเครื่องโทรศัพท์
เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่า การปรากฏตัวในที่สาธารณะของเจ้าหน้าที่ตำรวจในเครื่องแบบเป็นการยับยั้งอาชญากรรมที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด เพราะฉะนั้น การใช้สายตรวจเดินเท้าจึงเป็นที่นิยมและจำเป็นสำหรับกรมตำรวจทั่วโลก แต่จะเห็นว่าในเมืองไทยการตระเวนตรวจโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจในเครื่องแบบนั้นแทบจะไม่มีให้เห็นแล้ว
เมื่อการก่อความไม่สงบด้วยวิธีวางระเบิดกลายเป็นปัญหาใหญ่ขึ้นมา ก็สมควรที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะต้องพิจารณารื้อฟื้นระบบสายตรวจเดินเท้า และเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะต้องทำหน้าที่นี้ก็ควรได้รับการฝึกอบรมโดยเฉพาะ เพื่อให้รู้จักวิธีเผชิญเหตุด้วย
และเมื่อเจ้าหน้าที่ทหารต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างเดียวกัน ก็ควรได้รับการฝึกอบรมก่อนออกไปร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ด้วยเช่นเดียวกัน
เมื่อมีเจ้าหน้าที่หลายฝ่ายปฏิบัติงานร่วมกัน สิ่งที่ควรทำก็คือตั้งศูนย์อำนวยการร่วมและประสานงานขึ้น ในการนี้อาจจะใช้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ที่มีอยู่แล้วทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดก็ได้
หลังจากที่เกิดเหตุลอบวางระเบิดขึ้นแล้ว ทางราชการได้ขอความร่วมมือจากประชาชนให้แจ้งเหตุหรือเบาะแสของการก่อความไม่สงบให้ทางราชการทราบ แต่แทนที่จะตอกย้ำและทำอย่างต่อเนื่อง ก็ปรากฏว่าเป็นการขอความร่วมมือเพียงครั้งเดียว หลังจากนั้นก็เงียบหายไปไม่มีอีก
ที่สำคัญก็คือ ไม่มีการใช้วิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์เป็นสื่อเตือนประชาชนและขอความร่วมมือ หรือถ้ามีก็เพียงชั่วครู่ชั่วยาม
เมื่อมีสัญญาณบอกเหตุ การป้องกันและตอบโต้การก่อความไม่สงบและการก่อการร้ายก็จะต้องทำทันทีและทำอย่างต่อเนื่อง ทั้งทางฝ่ายราชการและประชาชน หย่อนยานไม่ได้ จนกว่าจะแน่ใจว่าต้นเหตุของการก่อความไม่สงบหรือการก่อการร้ายนั้นได้หมดสิ้นไปแล้ว
ไม่ควรคอยให้การก่อความไม่สงบหรือการก่อร้ายเกิดขึ้นก่อนแล้วจึงลงมือตอบโต้หรือปราบปราม เพราะทั้งเจ้าหน้าที่และประชาชนอาจเสียขวัญเสียกำลังใจ และเลยกระทบไปถึงความมั่นคงทางด้านอื่น รวมทั้งด้านเศรษฐกิจของประเทศด้วย

