วารสารศาสตร์แบบแข่งม้า (horse race journalism) เป็นคำที่รู้จักกันดีในวงการสื่อทั่วโลก แต่ผมไม่แน่ใจว่าในเมืองไทยนอกจากสื่ออาวุโสบางท่านที่ชี้ให้เห็นประเด็นนี้แล้ว สื่อส่วนมากจะสนใจเรื่องนี้แค่ไหน
จากงานของ (Matthew C. Nisbet. 2008. Horse Race Journalism ใน Paul J. Lavrakas. ed. 2008. Encyclopedia of Survey Research Methods. CA: SAGE) คำว่าวารสารศาสตร์แบบแข่งม้านี้เป็นคำเปรียบเปรยและเป็นแนวคิดที่อธิบายปรากฏการณ์ว่าการรายงานข่าวการเมืองโดยเฉพาะช่วงการเลือกตั้งมักจะถูกนำเสนอในรูปแบบของการแข่งขัน หรือเกม เหมือนการรายงานข่าวกีฬา โดยเฉพาะการรายงานการแข่งม้า ว่าม้าตัวไหนเป็นตัวนำ ม้าตัวไหนจะเข้าวินก่อน
การรายงานข่าวแบบนี้ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการพูดถึงจุดยืนทางนโยบายของแต่ละผู้สมัครที่เข้าแข่งขันกัน ไม่ได้สนใจคุณสมบัติของผู้สมัคร ข้อเสนอทางนโยบาย
ความสนใจหลักของการรายงานข่าว (ซึ่งปัจจุบันถึงขั้นเกาะติดขบวนการหาเสียง หรือขอให้ผู้สมัครทำท่าแปลกๆ) มักสนใจแต่ว่าใครชนะ ใครตามอันดับที่เท่าไหร่ จนบางทีละเลยผู้สมัครที่ได้คะแนนน้อย (แต่อาจมีมุมที่น่าสนใจ) หรือแม้กระทั่งประเด็นที่กลุ่มคนบางกลุ่มที่เดือดร้อนในเมืองจะได้ประโยชน์อะไรในการเลือกตั้งครั้งนี้ หรือแม้จะถามว่าใครได้ประโยชน์บ้าง
บางครั้งการรายงานข่าวเลือกตั้งเหมือนการแข่งม้านี้ เอาจริงก็มีผลไปถึงขั้นการแทงหวยกันต่อได้ด้วยว่าใครชนะใครแพ้ เป็นการพนันไปอีกต่างหาก
การรายงานข่าวแบบแข่งม้านี้จะเน้นไปที่ม้าตัวที่แข็งแรง มีคะแนน ว่าตัวไหนจะรอดไปสู่เส้นชัยด้วยลำดับที่เท่าไหร่ ด้วยสถิติที่ผ่านๆ มา พวกคะแนนน้อยๆ ก็ไม่ถูกสนใจ และไม่ค่อยอยากจะเชิญไปออกรายการหรือดีเบตเท่าไหร่
ประชาชนนั้นแม้จะต้องเป็นผู้เลือกตั้ง ก็จะกลายเป็น “ผู้ชม” ในมหกรรมเลือกตั้งที่ “ตื่นตาตื่นใจ” แบบนี้มากกว่าเป็นผู้กำหนดกติกาและเกม หรือถูกให้ความสำคัญจริงๆ ว่าเขาต้องมีข้อมูลและความรู้อะไรบ้างในการออกไปเลือกผู้สมัคร และผู้สมัครควรต้องเข้าใจปัญหาอะไรของประชาชนบ้าง
วารสารศาสตร์แบบแข่งม้านี้ไม่ได้เกิดมาโดยธรรมชาติ แต่เฟื่องฟูได้ด้วยเครื่องมือสำคัญก็คือ “โพล” และ “คำทำนายของกูรูหน้าจอ” ที่เป็นฐานทรัพยากรสำคัญในการรายงานข่าว (ซึ่งต่างจากของฝรั่งที่เชื่อว่ามีแต่โพลและการสำรวจความคิดเห็นเท่านั้น แต่ผมว่าปัจจุบัน การสำรวจความคิดเห็นและทรรศนะของกูรูทั้งหลายหน้าจอก็มีส่วน เพราะในเมืองไทย “คำทำนาย” มาด้วยกันหลายด้าน เหมือนผลกีฬาและผลหวย)
ในงานวิจัยคลาสสิกในอเมริกาของ Thomas Patterson (1993) เขาได้ศึกษาการรายงานข่าวการเลือกตั้งของอเมริกามานาน และพบว่าการรายงานข่าวการเลือกตั้งถูกรายงานในเรื่องของการแข่งขันแบบใครจะชนะ และแพ้ เหมือนการแข่งม้า จากร้อยละ 45 เมื่อ ค.ศ.1960 มาเป็นร้อยละ 80 ในปี 1982 ขณะที่การรายงานในส่วนของนโยบาย (และความเป็นผู้นำที่ไม่ได้มาจากส่วนสีสันข่าว แต่มาจากคุณภาพของนโยบาย) ลดลงจากร้อยละ 50 ในปี ค.ศ.1960 มาสู่ร้อยละ 10 ในปี 1992 (Thomas E. Patterson. 1993. Out of Order. NY: Vintage Books) และในปี 2016 Patterson ก็ยังทำวิจัยต่อเนื่อง และชี้ว่า การรายงานข่าวการเลือกตั้งที่เน้นนโยบายของผู้สมัครในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาก็ยังคงอยู่ที่ระดับร้อยละ 10 เท่านั้นเอง (News Coverage of the 2016 General Election: How the Press Failed the Voters. Harvard Kennedy School, Shorenstein Center on Media, Politics and Public Policy. 7 Dec, 2016) และในงานของ Patterson ในการศึกษาข่าวการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในปี 2020 ก็พบว่า ข่าวส่วนมากของซีบีเอส และฟอกซ์ (คือทั้งสองแนวอุดมการณ์ของสำนักข่าว) ก็วนเวียนแต่กับเรื่องการแข่งขัน และการปรับยุทธศาสตร์การเลือกตั้งรายวันเมื่อมีการตอบโต้กันไปมา (A Tale of Two Elections: CBS and Fox News’ Portrayal of the 2020 Presidential Campaign. Harvard Kennedy School, Shorenstein Center on Media, Politics and Public Policy. 17 Dec, 2020)
หรือข้อค้นพบจากงานวิจัยของ Pew Center ที่ศึกษาว่าเดือนแรกของ ค.ศ.2008 ในการแข่งขันเสนอชื่อประธานาธิบดีอเมริกา พบว่า การรายงานข่าวแบบการแข่งม้ามีถึงร้อยละ 63 ในหน้าสื่อและการรายงานข่าวโทรทัศน์ ส่วนร้อยละ 15 เป็นเรื่องแนวคิดและข้อเสนอเชิงนโยบาย แถมมีแค่ร้อยละ 1ที่สนใจประวัติความเป็นมา และความสามารถที่ผ่านมาของผู้สมัครแต่ละราย
วารสารศาสตร์แบบแข่งม้านี้แม้จะถูกมองว่าเป็น “การปฏิวัติเงียบ” ในวงการการสื่อสารมวลชน ทั้งในแง่ของแนวโน้มของอุตสาหกรรมสื่อ และความจำเป็นขององค์กร แต่ในอีกด้านหนึ่งมันก็สะท้อนความต้องการของนักสื่อสารและนักข่าวเองที่ต้องการการเล่าเรื่อง และเส้นเรื่องบางอย่าง จากความเร่งรีบในการแข่งขันของสื่อเองและงบประมาณที่น้อย (จะให้ไปทำอะไรกันได้มากนัก แค่ตามนักการเมืองและรายงานผลโพลก็เสียทรัพยากรไปไม่น้อยแล้ว)
ผลโพลและการสำรวจทั้งที่ทำเองและไปรายงานมาจึงมีความจำเป็นที่จะต้องนำมาใช้เป็นทรัพยากรหลักในการรายงาน และก็มีส่วนทำให้กิจการการทำโพล และ การทำนายนั้นเฟื่องฟูขึ้นเรื่อยๆ กอปรกับธรรมชาติของการรายงานข่าวในอเมริกาที่สนใจเรื่องของข่าวลือ การฉ้อโกง และการอวดอ้างที่มักจะเป็นเรื่องจอมปลอม การรายงานข่าวแบบกีฬาแข่งม้าก็ยิ่งถูกจริตทั้งคนทำและคนดูเข้าไปใหญ่
และก็นำไปสู่เส้นเรื่องที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน ความขัดแย้ง การได้เปรียบ เสียเปรียบ และความทะเยอทะยานส่วนบุคคลของแต่ละฝ่าย
ในแง่นี้การแข่งขันในการรายงานข่าวตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงจึงทำให้การรายงานข่าวเติมไปด้วยเรื่องของการสรุปข่าวมาจากข่าว หรือโพลที่มีมาก่อน มาทำเป็นข่าวของตัวเอง โดยเพิ่มเรื่องของการรายงานข่าวยุทธศาสตร์การหาเสียง (เช่น ไปที่ไหน หรือให้สัมภาษณ์อะไร) การรายงานเรื่องข้อกล่าวหาที่คนอื่นโจมตี หรือความผิดพลาดในการหาเสียงที่เพิ่งมีมา ซึ่งเรื่องเหล่านี้ก็ท้าทายลักษณะแนวทางการปฏิบัติที่ดีของนักข่าว ที่ไม่ควรจะผสมปนเปข่าวที่ไม่จริง ลงไปในรายงานข่าว
หรือการพยายามรายงานผลโพลในฐานะเป็น “ข้อมูล” ตัวเลข หรือ “ความจริง” ที่พ้นจากตัวเรา ทั้งที่จริงๆ แล้วมันอาจจะเป็นเพียงทัศนคติที่ต้องทำความเข้าใจระบบการจัดเก็บและวิเคราะห์ให้ดี
ประเด็นเหล่านี้ผมเห็นว่ามันจะมากขึ้นไปอีก เพราะปัจจุบันความสำคัญไม่ได้อยู่ที่การต้องรายงานข่าวตลอดเวลา แต่เนื่องจากการมีสื่อใหม่ทั้งในฐานะสื่อคู่แข่ง หรือช่องทางใหม่ของสื่อเดิม สิ่งเหล่านี้ก็ยิ่งเห็นผลในเรื่องของ engagemet หรือการต้องการการมีส่วนร่วมของคนมาอ่านสื่ออย่างรวดเร็ว ดังนั้น สีสันข่าวก็เป็นเรื่องสำคัญไม่น้อยไปกว่าความเร็ว
สุดท้ายแล้ว ก็มีความเป็นไปได้ว่าการรายงานข่าวแบบกีฬาแข่งม้านี้นอกจากจะเต็มไปด้วยอคติ และบีบช่องทางรับรู้ของประชาชนคนเลือกตั้งให้แคบลงแล้ว ยังทำให้สื่อเองกลายเป็นผู้ทรงอำนาจในการกำหนดผลการเลือกตั้งโดยที่รู้ตัวหรือไม่รู้ตัว (แถมยังเป็นผลการเลือกตั้งที่ประชาชนไม่ได้เป็นผู้ทรงอำนาจในการเลือกตั้งสักเท่าไหร่)
ส่วนหนึ่งเพราะโต๊ะข่าวตัดสินไปแล้วว่าใครควรจะอยู่ในข่าวบ้าง แต่ในขณะเดียวกันบางทีข่าวก็เกิดจะสนใจสีสัน หรือความแปลกประหลาดของผู้สมัครบางคนเป็นพิเศษ เมื่อถูกมองว่าเป็นม้ามืด (Denise-Marie Ordway. Horse race’ reporting of elections can harm voters, candidates, news outlets: What the research says. The Journalist’s Resource. 23 Oct 2023.) หรือผู้สมัครเหล่านั้นอาจจะใช้ช่องทางของการรายงานข่าวสร้างความนิยมในเรื่องราวพิสดารต่างๆ เพื่อให้อยู่ในหน้าข่าว แม้ว่าข่าวนั้นก็เป็นข่าวสีสัน แต่ก็ยังเป็นข่าว
นอกจากนี้ จากผลการทำนายต่างๆ ของสื่อที่รายงานออกมา ยังอาจมีผลทำให้ผู้เลือกตั้งรู้สึกว่าการเลือกตั้งที่ถูกรายงานนั้นไม่มีอะไรหวือหวา ผลการเลือกตั้งก็คงไม่ต่างจากโพลมากนักหรอก
ตัวผมเองก็ไม่ได้จะมีความสามารถในการนำเสนอทางออกมากนัก แต่หากจะลองถามปัญญาประดิษฐ์อย่าง perplexity ที่ได้รวบรวมมาจากงานต่างๆ แล้ว ทางออกจากวารสารศาสตร์แบบแข่งม้า อาจไม่ใช่แค่เน้นการรายงานนโยบาย เพราะการรายงานนโยบายแบบใช้ปัญญาประดิษฐ์รวบรวมมาจากเอกสารนโยบายของผู้สมัครก็ไม่ได้ช่วยอะไรมาก และนั่นก็คือที่มักจะทำกัน คือไปรวบรวมมาแล้วก็เอามาถ่ายทอดเป็นภาพสวยๆ ที่ก็ใช้ปัญญาประดิษฐ์ทำต่อ
แต่อย่างน้อยปัญญาประดิษฐ์ถ้าลองใช้อีกแบบคือให้ค้นคว้าว่าจะมีแนวทางเลือกอื่นๆ จากวารสารศาสตร์แบบแข่งม้า ก็อาจจะมีได้ห้าอย่าง
1.การรายงานข่าวเชิงประเด็น (issue based reporting) คือไปดูว่าผู้สมัครและทีมนั้นมีจุดยืนในประเด็นและนโยบายต่างๆ อย่างไร และดูว่าข้อเสนอของแต่ละฝ่ายเป็นอย่างไรในการปฏิบัติขจริง เช่น เรื่องที่พักอาศัย การคมนาคมขนส่ง หรือปัญหาเมืองด้านอื่นๆ (Lindsey Whissel Fenton, Matt Jordan and Leah Dajches. Skipping the Horse Race: Issues-Based Election Reporting. News over Noise. 29 April 2026)
2.การรายงานข่าวที่เน้นหาทางออก (Solutions Journalism) คือนอกจากจะเน้นเรื่องประเด็นปัญหาแล้ว ยังต้องตามติดว่า การแก้ปัญหาที่ผ่านมาผ่านข้อเสนอต่างๆ โดยเปรียบเทียบนั้นแบบไหนที่ทำได้จริง และแบบไหนที่ทำไม่ได้ และมันมีเงื่อนไขอะไรบ้างที่ทำให้การแก้ปัญหาสำเร็จหรือไม่สำเร็จ (Ditch the Horse Race. Medium. 26 Sep 2024)
3.การรายงานข่าวจากวาระของประชาชน (Citizens agenda coverage) โดยเริ่มประเด็นข่าวจากคำถามและข้อกังวลของประชาชนคนธรรมดานี่แหละครับ แล้วก็เริ่มทำข่าวจากลำดับความสำคัญที่ประชาชนเขาต้องการ (Isaac Alter. Avoiding the horse race: a resource guide for ethical election coverage. Center for Journalism Ethics. School of Journalism and Mass Communication. University of Wisconsin, Medison. 17 April 2019)
4.การรายงานข่าวที่เน้นความรับผิดชอบ ความพร้อมรับผิด และความน่าเชื่อถือของผู้สมัคร (Accountability Reporting) หมายถึงการรายงานข่าวเรื่องของประวัติการทำงาน และชีวิตทางการเมือง แหล่งเงินทุนการเลือกตั้ง กลุ่มผู้สนับสนุน และสมรรถนะในการบริหารงานจริงของแต่ละฝ่าย ไม่ใช่เน้นแต่เรื่องของการแข่งขันว่าใครชนะและแพ้ที่ตำแหน่งเท่าไหร่ และคะแนนเท่าไหร่ (เพิ่งอ้าง)
5.การรายงานข่าวที่เน้นผลกระทบต่อชุมชน (Community impact reporting) โดยสนใจว่าผลกระทบของข้อเสนอแต่ละฝ่ายจะส่งผลต่อประชากรกลุ่มไหนบ้าง พวกเขาจะเดือดร้อน หรือได้ประโยชน์อย่างไร (Shifting election coverage away from the horse-race. Democracy Thought.)
ผมไม่ค่อยได้หวังจากสื่อเท่ากับผู้รับสื่อว่าจะเรียกร้องและประเมินสื่ออย่างไร ในสถานการณ์การรายงานผลการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ในวันนี้ สื่อที่ยังทำงานแบบรายงานข่าวแข่งม้า เขาก็อาจจะมีความเชื่อว่าการรายงานแบบนี้เป็นเรื่องที่ควรทำและต้องทำ เขาไม่มีหน้าที่สรุปเอกสารนโยบาย การแข่งขันนั้นมันเป็นธรรมชาติทางการเมืองที่ก็มีขึ้นมีลงได้ ประชาชนจะเลือกเอง นี่คือสังคมประชาธิปไตย ยิ่งเมื่อมีผู้สมัครที่ข้อเสนอไม่ต่างกันมาก การรายงานผลในรายละเอียดของการแข่งขันรายวัน และโพล เพื่อชี้ให้เห็นความนิยมและคนติดตามก็จะช่วยให้ผู้เลือกตั้งตัดสินใจง่ายขึ้น (Jack Shafer. Why Horse-Race Political Journalism Is Awesome. Politico Magazine. 9 Jan 2019) ดังนั้น ปัญหาอยู่ที่ผู้สมัครที่ไร้ความโดดเด่นมากกว่า
เอาที่สะดวกครับ

