หน้าแรก คอลัมนิสต์ คนตกสีที่อยู่...

คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง | เราพร้อมจะจ่ายราคาเท่าไรเพื่อการเมืองที่ดีกว่านี้

2.06.26 | 13:27 น.

กาลครั้งหนึ่งเมื่อสักราวสองปีมานี้ ผมได้ไปร่วมเสวนาทางวิชาการเกี่ยวกับเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญ ซึ่งในที่สุดก็ต้องพาดพิงไปสู่ประเด็นที่ว่า เมื่อไร หรือทำอย่างไรที่เสียงข้างมากของ “ปวงชนชาวไทย” ที่ในทางทฤษฎี หรืออย่างน้อยก็โดยลายลักษณ์อักษรที่รัฐธรรมนูญบัญญัติว่าเป็นเจ้าของอำนาจสูงสุดของประเทศนั้นจะได้รับความเคารพรับฟังจากผู้เล่นทางการเมืองฝ่ายต่างๆ และนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญทั้งฉบับกันเสียที

ปัญหาที่พูดคุยในวงกันในตอนนั้นก็คือ แม้ว่าข้อเท็จจริงจะรู้กันว่าประชาชนส่วนมากมีความประสงค์จะให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับโดยองค์กรที่เป็นตัวแทนของประชาชนขึ้นมาใช้แทนรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน แต่ก็เหมือนฝ่ายการเมืองที่ไม่อยากให้จัดทำรัฐธรรมนูญในลักษณะดังกล่าวเพราะเกรงว่าฝ่ายตนไม่อาจควบคุมเนื้อหาของรัฐธรรมนูญที่จัดทำขึ้นโดยวิธีนั้นได้ ซึ่งก็พอจะอนุมานได้ว่าเนื้อหาของรัฐธรรมนูญที่ว่านั้นน่าจะกระทบกระเทือนต่ออำนาจและผลประโยชน์ของฝ่ายตัวต่างก็พยายามขัดขวางทุกวิถีทางให้ความพยายามจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมาแทนรัฐธรรมนูญปี 2560 ไม่เคยได้เริ่มต้นขึ้นอย่างจริงจังเลย

ซึ่งก็น่าเศร้าว่าจนในตอนนี้สถานการณ์ก็ยังไม่เปลี่ยนไป แม้ว่าในที่สุดโดยการทำประชามติกันเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2569 จะปรากฏผลพิสูจน์ได้จริงในเรื่องที่ว่าประชาชนส่วนมากในประเทศนั้นมีประสงค์จะให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับขึ้นมาใช้บังคับแทนรัฐธรรมนูญปี 2560 แต่ก็ปรากฏว่ากระบวนการทางการเมืองเพื่อให้เป็นไปตามผลของประชามตินั้นก็ไม่ได้แตกต่างไปจากก่อนหน้านี้สักเท่าใด

ในการเสวนาครั้งนั้นผมได้ตั้งข้อสังเกตว่า แม้ว่ากระบวนการทางการเมืองในโลกยุคใหม่จะเป็นการเมืองระบบตัวแทนผ่านกระบวนการเลือกตั้งอันเป็นที่มาของอำนาจในทางการเมืองขององค์กรและสถาบันการเมืองในรัฐธรรมนูญ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีกรณีจำเป็นอยู่เหมือนกันที่ประชาชนจะต้องออกไปแสดงพลังกันในทางความเป็นจริงทางกายภาพให้ฝ่ายผู้มีอำนาจได้ “เห็นหัว” ด้วย นอกเหนือจากผลการเลือกตั้งในกระดาษ หรือตัวเลขในระบบดิจิทัล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อปรากฏว่าฝ่ายการเมืองต่างๆ ที่ควรเป็นตัวแทนของประชาชนนั้นทำท่าจะ “เบี้ยว” ไม่กระทำตาม หรือไม่เคารพเจตจำนงของประชาชน

ในตอนนั้นได้ยกตัวอย่างกรณีประชาชนชาวเกาหลีใต้นับหมื่นคนที่ไปชุมนุมกันในวันที่ศาลรัฐธรรมนูญของเขาจะมีคำวินิจฉัยว่าสมควรถอดถอน ยุน ซอกยอล ตามมติของสภา จากกรณีที่อดีตประธานาธิบดีผู้นี้บังอาจพยายามทำรัฐประหารด้วยการประกาศกฎอัยการศึกโดยไม่มีเหตุอันสมควรตามกฎหมายเพื่อหมายควบคุมอำนาจหรือไม่

Advertisement

ซึ่งอันที่จริงแล้วแทบไม่มีความน่าจะเป็นให้ต้องลุ้นหรอกว่าศาลจะวินิจฉัยเป็นอื่นไปได้ แต่ถึงกระนั้นประชาชนก็ยังไปชุมนุมกันเพื่อเพิ่มความมั่นใจให้ศาลรัฐธรรมนูญของเขาได้เห็นว่า ผู้คนจำนวนมากที่รวมกันเรียกว่าประชาชนเจ้าของประเทศจำนวนนับหมื่นนั้นหากปรากฏตัวให้เห็นแล้วมีรูปลักษณ์อย่างไร การตัดสิน หรือวินิจฉัยประการใดภายใต้อำนาจที่มีฐานบนความชอบธรรมจากผู้คนเหล่านี้แต่ขัดต่อความประสงค์อันแท้จริงของพวกเขาโดยไม่มีเหตุผลอันชอบธรรมเพียงพอจะอ้างได้ตามรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายนั้นจะมีแรงกดดันเพียงใด

ในตอนนั้นเองที่มีนักศึกษาผู้หนึ่งยกมือถามขึ้นว่า “แล้วจะแน่ใจได้อย่างไรว่าถ้าเราออกไปแสดงตนตามท้องถนนอย่างในเกาหลีใต้เพื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญบ้าง จะไม่ถูกปราบปรามด้วยกำลังจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ…”

คำถามนั้นดึงผมกลับสู่ความจริงและตอบน้องนักศึกษาท่านนั้นไปด้วยรอยยิ้มแหยๆ อย่างคนขี้ขลาดว่า “…ก็นั่นน่ะสิครับ…”

สิ่งที่น้องนักศึกษาคนนั้นถามอาจจะมาจากประสบการณ์ของเขาเองก็ได้ เพราะดูจากอายุแล้ว มีความเป็นไปได้เช่นกันที่ผู้ถามเองก็อาจจะเป็นนักเรียนมัธยมในช่วงของการเรียกร้องประชาธิปไตยของกลุ่มเยาวชนปลดแอกในช่วงปี พ.ศ.2563 ถึงปี พ.ศ.2564 ซึ่งก็ถูกสลายการชุมนุมอย่างรุนแรงจากผู้ใช้อำนาจรัฐขณะนั้น แม้จะไม่ร้ายแรงระดับการล้อมปราบสังหารกลางเมืองของคนเสื้อแดงในปี พ.ศ.2553 แต่ก็เรียกไม่ได้ว่าเป็นไปตามมาตรการอันสมควรแก่ความร้ายแรงตามมาตรฐานสากล

นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมชุมนุมบางคนยังมีราคาที่ต้องจ่ายเพิ่มจากการดำเนินกระบวนการทางกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม แม้ว่าบางส่วนจะพ้นคดีไม่ถูกลงโทษ หรือลงโทษเบากว่าที่ถูกตั้งข้อหาก็เสียเวลาเสียอนาคตในชีวิต บางท่านเป็นข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ทราบข่าวก็มีต้องสูญเสียความก้าวหน้าอันควรในตำแหน่งอันพึงควรจะเป็นอยู่แล้วตามสายความก้าวหน้าก็เป็นเรื่องที่รู้กันอยู่ในแวดวง

นั่นคือการ “แสดงตน” ทางการเมืองในทางความเป็นจริงในบริบทของประเทศเรานั้นมีราคาที่ออกจะสูงทีเดียว ซึ่งก็เข้าใจได้ว่าทำไมจึงมีผู้ไม่พร้อมจ่าย เช่นเดียวกัน ผม – ผู้เขียนเองก็ไม่พร้อมจ่ายคือกัน

อย่างไรก็ตาม เหตุที่คนเกาหลีใต้นั้นเหมือนจะยึดติดกับการเมืองด้วยการแสดงตนบนพื้นที่กายภาพนั้น ส่วนหนึ่งเพราะเขาเคยจ่ายราคานี้มาก่อนแล้ว เพราะการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของเกาหลีใต้ที่เห็นในทุกวันนี้แลกมาด้วยหยาดน้ำตา เลือดเนื้อ และการต่อสู้อันยาวนานของประชาชนที่เคยตกอยู่ใต้การปกครองระบอบเผด็จการทหารสืบทอดอำนาจต่อเนื่องนับทศวรรษ นับจากเหตุการณ์ลุกฮือต่อต้านนายพล ชอน ดูฮวาน ซึ่งจบลงด้วยโศกนาฏกรรมที่โหดร้ายในเหตุการณ์สังหารหมู่ควังจูปี 1980 เมื่อรัฐบาลทหารส่งกองกำลังและรถถังกวาดล้างผู้ชุมนุมอย่างป่าเถื่อนจนมีผู้เสียชีวิตนับพันคน และการเรียกร้องประชาธิปไตยเดือนมิถุนายนปี 1987 หลังจากกรณีตำรวจซ้อมทรมานนักศึกษาจนเสียชีวิต คลื่นมหาชนนับล้านจึงพร้อมใจกันลุกฮือทั่วประเทศอย่างไม่เกรงกลัว จนในที่สุดระบอบเผด็จการต้องยอมจำนน คืนอำนาจการเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรงให้แก่ประชาชน

ประวัติศาสตร์บาดแผลเหล่านี้จึงเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ชาวเกาหลีใต้หวงแหนและยืนหยัดเพื่อคุณค่าแห่งประชาธิปไตย และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การออกมา “แสดงตัว” ให้ฝ่ายการเมืองและผู้มีอำนาจได้เห็นหัวและไม่ลืมว่าอำนาจทั้งหลายนั้นมีที่มาจากประชาชน เพราะเป็นวิธีการที่เขาเคยจ่ายราคากันมา

เมื่อกลางเดือนที่แล้ว เกิดวิกฤตการณ์ทางการตลาดครั้งประวัติศาสตร์กับแบรนด์กาแฟ Starbucks ในประเทศเกาหลีใต้ อันเป็นบทเรียนทางการตลาดระดับโลกไปในข้ามคืน เมื่อ Starbucks เกาหลีใต้ได้ประกาศจัดแคมเปญโปรโมตแก้วทัมเบลอร์รุ่นพิเศษที่มีชื่อว่า “Tank” ภายใต้ธีมการเล่นคำ “Tank Day” ที่จะแปลว่า “วันของแก้วรุ่นนี้” หรือ “วันรถถัง” ก็ได้ โดยแคมเปญนี้จะจัดขึ้นในวันที่ 18 พฤษภาคมที่ผ่านมา พร้อมสโลแกนข้อความสื่อถึงเสียงของการวางแก้วนี่ลงบนโต๊ะดัง “ตั่ก”

ความผิดพลาดมหันต์คือองค์ประกอบทั้งหมดของแคมเปญนี้ดันไปสอดคล้องกับประวัติศาสตร์อันเจ็บปวดของชาวเกาหลีใต้ในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่กล่าวไปข้างต้น ว่ากันตั้งแต่การใช้คำว่า “รถถัง” ในวันที่ “18 พฤษภาคม” ซึ่งไปตรงกับเหตุการณ์สังหารหมู่ควังจู 1980 ในขณะเดียวกันสโลแกน วางบนโต๊ะดัง “ตั่ก” ก็ดันไปสอดคล้องกับเหตุการณ์ปี 1987 ที่นักศึกษาถูกตำรวจซ้อมทรมานจนเสียชีวิต โดยฝ่ายเจ้าหน้าที่ในยุคนั้นได้แถลงข่าวหน้าตาเฉยเป็นนัยว่าผู้ตายขวัญอ่อนตกใจที่ตำรวจตบโต๊ะเสียงดัง “ตั่ก” เท่านั้น แถมความจุของแก้วที่ 503 มิลลิลิตรยังไปบังเอิญตรงกับหมายเลขประจำตัวนักโทษของอดีตประธานาธิบดีซึ่งเป็นทายาทของอดีตผู้นำเผด็จการเข้าอีก

สัญญะต่างๆ ที่ตรงกันหลายเรื่องนี้ยากจะเชื่อว่าเป็นความบังเอิญ ก่อให้เกิดความโกรธแค้นลุกลามไปทั่วประเทศ นำไปสู่การคว่ำบาตรแบรนด์อย่างรุนแรงจากประชาชนทั่วไป ผลการต่อต้านนั้นกระทบกระเทือนจนกลุ่มทุนบริษัทแม่ของ Starbucks เกาหลีใต้ต้องออกคำสั่งปลดซีอีโอและผู้บริหารที่เกี่ยวข้องทั้งหมด พร้อมออกมาโค้งคำนับขอขมาต่อสาธารณชนเพื่อรับผิดชอบต่อความผิดพลาดดังกล่าว

ส่วนสาเหตุว่าทำไมบริษัทใหญ่ขนาดนี้ถึงปล่อยให้เกิดความผิดพลาดพินาศได้อย่างเหลือเชื่อนี้น่าสนใจแบบแยกไปเขียนได้อีกเป็นคอลัมน์ตอนยาวๆ ได้เลย แต่สรุปว่าในตอนนี้คาดกันว่ามาความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของพนักงานฝ่ายการตลาดรุ่นใหม่ที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งไม่มีความละเอียดอ่อนทางอารมณ์และไร้ความตระหนักรู้ถึงบริบททางประวัติศาสตร์ช่วยคิดแคมเปญให้ ส่วนมนุษย์ผู้นำไปใช้ก็ขาดความรู้และวิจารณญาณพอกัน ประกอบไปกับกระบวนการตรวจสอบกลั่นกรองที่หละหลวม ส่งผลให้เกิดวิกฤตในครั้งนี้

ซึ่งข่าวนี้เองมีประเด็นเรื่องการ “แสดงพลัง” ในการปกป้องประวัติศาสตร์และบาดแผลทางการเมืองของชาวเกาหลีใต้โดยการใช้วิธีการที่แทบไม่มีค่าใช้จ่าย (แถมเผลอๆ ลดค่าใช้จ่ายอีกต่างหาก) คือการออกมา “คว่ำบาตร” หรือการบอยคอต Starbucks รวมถึงทำเรื่องขอคืนเงินที่มีในระบบสมาชิกและบัตรของขวัญต่างๆ จนเมื่อกระแสต่อต้านของประชาชนโดยวิธีนี้ลุกลาม ทำให้หน่วยงานของรัฐและเอกชนที่ร่วมมือหรือเป็นคู่สัญญากับ Starbucks ของเกาหลีใต้นั้นต้องยุติความร่วมมือโดยด่วน มีการยกเลิกสัญญาตั้งบูธหรือร่วมกิจกรรมเพื่อไม่ให้ตกเป็นเป้าแห่งความเดือดดาลของประชาชน ทำให้ในเวลาเพียงไม่นานทาง Starbucks เกาหลีใต้ต้องรีบออกมาแสดงความรับผิดชอบดังกล่าว

ซึ่งข่าวนี้ทำให้พวกสื่อโซเชียลฝ่ายที่รู้กันว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อประชาธิปไตยออกมา “เย้ย” ฝ่ายประชาธิปไตยให้ดูคนเกาหลีเป็นเยี่ยงอย่าง พลางสำทับว่า “เห็นพวกฝ่ายประชาธิปไตยไทยเคยบอกว่าจะบอยคอตคว่ำบาตรทุนใหญ่อย่างนั้นอย่างนี้ ไม่เห็นเคยทำได้จริงจนสะเทือนสักราย”

ก็ต้องยอมรับว่าเรื่องนี้ “จริงจนน่าเจ็บใจ” เพราะหลายครั้งที่ผ่านมา เมื่อมีกรณีที่ต้องสงสัยว่า “วิกฤต” ทางสังคมที่เกิดกับประชาชนหลายเรื่องนั้น เกิดขึ้นเพราะอำนาจรัฐเอื้อประโยชน์ให้ทุนใหญ่หรืออย่างน้อยก็เกรงใจจนไม่สามารถจัดการแก้ไขปัญหาได้อย่างเด็ดขาดจริงจัง เช่น วิกฤตเรื่องวัคซีนในตอนโควิด-19 ปัญหาเรื่องฝุ่น PM2.5 จากการเผาเพื่อการเกษตรกรรม ปัญหาปลาหมอคางดำ ค่าไฟฟ้าราคาสูงเพราะจะต้องสำรองรับซื้อจากเอกชนผู้ผลิตรายใหญ่บางราย ไปถึงเรื่องน้ำมันหายไปจากถังของทุกปั๊มแล้วโผล่มาอีกทีตอนภาครัฐประกาศขึ้นราคาแล้ว ทั้งหมดน่าจะเกิดจากทุนใหญ่บางกลุ่มที่อยู่เบื้องหลัง ก็มีกระแสการ “คว่ำบาตร” หรือ “บอยคอต” กิจการที่เชื่อกันว่าอยู่เบื้องหลัง แต่ก็ไม่มีใครทำกันจริงจังต่อเนื่องจนส่งผลกระทบกระเทือนได้

บางครั้งเราก็ไม่พร้อมจะจ่ายราคาซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่ก็อาจต้องยอมรับความจริงที่จะอยู่กับการเมืองในระบบตัวแทนที่เขาเลือกแล้วที่จะสวามิภักดิ์กับอำนาจตามความเป็นจริงที่เขาเห็นได้ชัดเจนแน่นอนว่าให้คุณให้โทษเขาได้ชัดเจนมากกว่าเสียงของประชาชนเจ้าของประเทศ ซึ่งแม้จะมีจำนวนมากมายมหาศาลหลักล้าน แต่ก็เป็นเพียงตัวเลขในกระดาษบัตรเลือกตั้ง (ที่มีบาร์โค้ดให้พอตามไปได้ว่าใบไหนของใคร) และข้อมูลดิจิทัลที่จะมีผลอีกทีก็ในตอนเลือกตั้งอีกรอบเพียงเท่านั้น