เมื่อหลายอาทิตย์ก่อน ผมได้กล่าวถึงเมืองยุติธรรมว่าตอนนี้คนไม่ค่อยได้พูดถึงในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งท้องถิ่นในรอบนี้สักเท่าไหร่
โดยภาพรวมแล้ว ผมพยายามจะนำเสนอว่า เรื่อง เมืองเป็นธรรม (just city) มันเป็นเรื่องที่ต้องพูดกันทั้ง “เนื้อหา” และ “กระบวนการ” (แม้ว่าจะไม่ได้เน้นคำว่ากระบวนการในท้ายงานชิ้นนั้นมากนัก)
และที่ได้กล่าวไว้บ้างแต่อยากขยายความในสัปดาห์นี้ก็คือ เรื่องของความเป็นธรรม หรือความยุติธรรม (ถ้ากล่าวปนๆ กันไปนั้น) มันมีความสำคัญ และต้องย้ำว่า เมืองแห่งความเป็นธรรมนั้นมันไม่ได้มีอยู่แบบเดียว
เพราะผู้สมัครและผู้เลือกตั้งนั้นอาจจะมีความเข้าใจเรื่องความเป็นธรรมหรือความยุติธรรมในแบบที่แตกต่างกัน
ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจก็คือ แต่ละกลุ่มแต่ละฝ่ายนั้นมีความเข้าใจความยุติธรรมหรือความเป็นธรรมที่แตกต่างกันอย่างไร
ที่สำคัญคือความท้าทายว่าเราจะหาหนทางในการได้มาซึ่งความเป็นธรรมหรือความยุติธรรมร่วมจากแนวคิดข้อเสนอที่แตกต่างกันได้อย่างไร
มากกว่าเชื่อว่าแนวคิดความเป็นธรรมหรือความยุติธรรมของฝ่ายตนถูกต้องอยู่กลุ่มเดียว
ในงานล่าสุดชิ้นหนึ่งของ Edwin Buitelaar ที่ชื่อ Making Sense of the Just City: Defining, Choosing, an Applying Different Conceptions of Urban Justice. (Planning Theory. (1-20) 2026). เขาเสนอประเด็นว่า โลกในวันนี้ตัวแบบการมองเรื่องเมืองที่เป็นธรรมอยู่สี่แบบ (แทนที่จะใช้วิธีการมองว่ามีอยู่แบบเดียว แล้วไปดูว่าแต่ละเมืองเข้าใกล้ตัวแบบเดียวอย่างไร แบบงานของ Susan Fainstein ที่เป็นต้นธารของกระแสความตื่นตัวในเรื่องเมืองเป็นธรรมในวันนี้ – The Just City. Ithaca, NY: Cornell University Press)
นั่นคือ เมืองแห่งความสุข เมืองแห่งความเท่าเทียม เมืองสายซับ และเมืองเสรี
1.เมืองแห่งความสุข (Happy City) เป็นเมืองที่ให้ความสำคัญกับ อัตถประโยชน์ (utility) โดยมองว่าประชาชนให้ความหมายกับคุณค่าใดก็เป็นเรื่องที่ต้องว่ากันไปตามนั้น สิ่งไหนต้องการมากก็คือความถูกต้อง แต่ลึกไปกว่านั้นในยุคสมัยนี้ เราต้องเชื่อมั่นว่าการให้ความหมายหรือคุณค่ากับอะไรสักอย่าง ก็แปลว่า ประชาชนเขามีข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วน และประชาชนมีเหตุผลในการตัดสินใจ
ดังนั้นถ้าเราต้องการให้มันเกิดสิ่งดีๆ ต่อคนจำนวนมาก ก็จะต้องมีนโยบายที่ทำให้มันประหยัดระดับขนาด โดยเอามากองรวมกันเพื่อลดค่าใช้จ่าย เหมือนเมืองๆ หนึ่ง เราก็ต้องมาคิดว่าโครงการใดๆ ที่จะสร้างมันคุ้มไม่คุ้มก็ด้วยการดูว่าจะให้ประโยชน์กับคนจำนวนมากกว่ากัน เพราะความสุขมันจะถูกนับว่ายิ่งเป็นความสุขของคนที่ “จำนวน” มากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งเป็นความสุขของส่วนรวมมากเท่านั้น
ถ้าสร้างสิ่งใดแล้วคนจำมากได้ประโยชน์ นับว่ามีผู้ใช้เท่าไหร่ ก็ยิ่งจะส่งเสริมให้สร้างไป
2.เมืองแห่งความเท่าเทียม (Equal City) ถ้าแนวคิดเรื่องเมืองแห่งความสุขจะถูกตั้งคำถามว่าไม่ได้สนใจเรื่องของความไม่เท่าเทียมกันในสังคม เพราะเน้นแต่คนจำนวนมาก แต่ไม่ได้เน้นคนที่เสียเปรียบ เมืองแห่งความเท่าเทียมไม่ได้สนใจเรื่องจำนวนคนที่ได้ประโยชน์ แต่สนใจเรื่องการ “กระจาย” (ทรัพยากร) (distribution) เสียมากกว่า
แนวคิดกลุ่มนี้กลับสนใจว่านัยสำคัญของความเหลื่อมล้ำ หรือไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจที่ปรากฏออกมาบนพื้นที่นั้นเป็นอย่างไร คนจน คนที่เข้าไม่ถึงทรัพยากร หรือได้รับผลกระทบในเชิงลบจากการพัฒนาเมืองนั้นอยู่ตรงไหน พูดอีกอย่างคือ ถ้าการกระจุกตัวของความมั่งคั่งคือเป้าหมายของเมืองแห่งความสุข เช่นเอาศูนย์กลางความเจริญมาไว้ให้มันแน่นๆ ในที่หนึ่งเช่นวางผังให้มีย่านความเจริญด้านพาณิชย์ และอนุญาตให้สร้างตึกสูงและมีที่ดินราคาแพง แนวคิดเมืองแห่งความเท่าเทียมจะสนใจว่าใครบ้างที่เดือดร้อน เข้าไม่ถึง เอื้อมไม่ถึง และถูกเบียดขับไปอยู่ที่ไหน ใครถูกกีดกันจากกระบวนการสร้างความสุขเชิงพื้นที่ในเมืองบ้าง
ในแง่นี้เป้าหมายของเมืองแห่งความเท่าเทียมจะอยู่ที่เรื่องของความไม่เท่าเทียมทางกายภาพและทางพื้นที่ รวมทั้งการถูกกีดกันจากความสุขและความมั่งคั่งของเมือง และนโยบายที่สำคัญก็จะเป็นเรื่องของภาษีแบบก้าวหน้า คนรวยจ่ายเยอะหน่อยเอามาดูแล ชดเชยความเหลื่อมล้ำของเมือง รวมไปถึงการส่งเสริมให้มีย่านพักอาศัยที่ผสมกันของชนชั้นและเชื้อชาติด้วยข้อบังคับ ไม่ใช่ใครรวยก็ซื้อและอยู่ได้โดยไม่ต้องแคร์ว่าคนอื่นจะเอื้อมไม่ถึงหรือไม่ หรือบางที่อาจต้องมีนโยบายช่วยคนบางกลุ่มที่เดือดร้อนในการใช้ชีวิตในเมืองมากกว่ากลุ่มอื่นๆ ด้วย
3.เมืองเสริมชีวิต (Supportive City) ที่ศัพท์วัยรุ่นคือเมือง “สายซับ” หรือศัพท์ไม่วัยรุ่นอาจจะเรียกว่าเมือง “พอเพียง” แนวคิดนี้มาจากฐานคิดเรื่องความยุติธรรมแบบกระจายทรัพยากร (distributive justice) แบบ John Rawls ความหมายก็คือในเมืองแบบเสริมชีวิตนี้ไม่ได้สนใจความจนแบบสัมพัทธ์ แต่สนใจความจนแบบสัมบูรณ์ กล่าวคือเมืองเสริมชีวิตนั้นไม่ได้สนใจความเท่าเทียม แต่เมืองความเป็นธรรมในความหมายว่าอยู่แบบพอเพียงได้ไหม
ความหมายในแง่นี้คือ คนไม่จำเป็นต้องได้ทุกอย่างเท่ากัน (same) แต่ได้แบบพอเพียง พอดี หรือพออยู่ได้(enough) ซึ่งนี่คือเงื่อนไขทางศีลธรรมเบื้องต้นของแนวคิดเมืองแบบนี้ แบบนี้คือการพูดถึงเรื่องสิทธิพื้นฐานที่ต้องมี อาทิ ที่พักอาศัย การเข้าถึงการงานอาชีพ และแหล่งงานต้องไม่ไกลจนเกินไป การมีสิ่งแวดล้อมที่ดี และสภาพความเป็นอยู่ที่ปลอดภัย รวมไปถึงการเข้าถึง และราคาที่เข้าถึงได้ของการเดินทาง
โดยสรุปแล้วในแง่นี้เมืองเสริมชีวิตนี้พูดถึงการเอื้อมถึงได้ การเข้าถึงได้ และมองว่ารัฐควรส่งเสริมเรื่องนี้ได้อย่างไร ไม่ใช่เน้นแต่ว่าอะไรคือสิ่งที่คนส่วนมากจะได้ (และคนส่วนน้อยต้องเสียสละ) หรือความเท่าเทียมกันทางกายภาพในฐานะเป้าหมาย แต่เน้นไปที่เรื่องพื้นฐาน และโอกาสที่คนที่ใช้ชีวิตในเมืองนั้นควรจะได้รับเป็นพื้นฐาน ไม่ใช่ถ้าทุกอย่างในเมืองมันเท่ากันแล้ว หมายถึงว่าถ้าห่วยเท่ากันก็ถือว่าใช้ได้
ที่สำคัญการพูดถึงลักษณะพื้นฐานในแบบนี้เป็นหนึ่งในความพยายามที่จะแยกคำว่าความยากจนกับความไม่เท่าเทียมออกจากกัน พูดให้ง่ายขึ้น เราอาจจะยอมรับความไม่เท่าเทียมบางประการได้ แต่เราไม่ควรจะปล่อยให้มีความยากจนแบบสัมบูรณ์อยู่ได้ มีน้อยมีมากไม่เป็นไร แต่อดอยากและเข้าไม่ถึงอันนี้คือไม่เป็นธรรม
4.เมืองเสรี (Free City) เมืองเสรีในแง่นี้ไม่ได้หมายถึงเมืองที่ใครอยากจะทำอะไรก็ได้ แต่ไม่ใช่เมืองที่เน้นไปที่เรื่องของลักษณะเชิงวัตถุทางเศรษฐกิจและกายภาพ เป็นเมืองที่ไม่ได้เน้นผลลัพธ์ของการกระจายทรัพยากรเหมือนเมืองอื่นๆ
แต่เน้นไปที่ “หลักการ” ที่ถูกต้องในการกำหนดกฎเกณฑ์กติกาในเมืองนั้นๆ
ความเป็นเสรีนิยมของเมืองเสรีไม่ได้แปลว่าใครทำอะไรก็ได้ แต่หมายถึงการมีกฎกติกาที่เป็นธรรมมากกว่าผลลัพธ์ของกติกานั้น เหมือนกีฬาที่ไม่ได้เน้นผลการแข่งขันเท่ากับกติกาในการแข่งขัน ดังนั้นแต่ละคนต้องมีชีวิตในกติกานี้อย่างเป็นธรรม นอกจากนั้นแนวคิดเมืองเสรียังเชื่อว่าเสรีภาพไม่ใช่เพียงแค่การมีโอกาส มีกติกา มีวัตถุและกายภาพเท่านั้น แต่มันยังรวมไปถึงเรื่องของ “สมรรถนะ” (capability) ในการใช้โอกาส และสิ่งที่เราได้มาด้วย (ดูงานสายนี้จาก Amartya Sen)
ในแง่นี้เราต้องคิดทั้งสองอย่าง หนึ่งคือเมื่อเราพูดถึงเสรีภาพ เราต้องมองทั้งส่วนที่เราคิดว่าจะทำอะไร และมองว่ากติกาต่างๆ มันเป็นยังไง และรวมทั้งความสามารถของเราในการที่จะฝึกฝนเรียนรู้ที่จะทำสิ่งนั้นให้ได้ ไม่ใช่วัดแค่ทรัพย์สิน หรือโอกาสที่เขามีเท่านั้น
ดังนั้นถ้าคิดเช่นนี้เราต้องคิดต่อได้ว่า ถ้าเราอยากให้เมืองมันเสรี มันไม่ใช่วัดแค่ว่ากรุงเทพฯมีรายได้สูง แต่เราต้องมองว่า เราจะทำให้เมืองและคนในเมืองมีชีวิตดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ได้อย่างไร ซึ่งในแง่นี้ไม่ใช่แค่ดูว่าตัวชี้วัดต่างๆ ของเมืองเป็นอย่างไร แต่จะใช้ตัวชี้วัดนั้น “ขับเคลื่อน” เมืองต่อไปได้อย่างไร ทั้งจากตัวการบริหารเมือง และจากการร่วมแรงร่วมใจของคนในเมืองด้วย
ในแง่นี้คือเมืองเสรีหมายถึงเราแสดงความสามารถของเราในการทำให้มันดีขึ้นไปจากเดิมได้อย่างไร
สรุปแล้วถ้าพูดแบบโลกสวย เราก็คงอยากผสมผสานเมืองที่เป็นธรรมให้มีทั้งสี่แบบนี้เข้าด้วยกันเพราะในเมืองก็มีคนที่คิดได้หลายด้าน ทั้งเมืองเพื่อความสุขหรือเมืองเพื่อ (คน) จำนวนมาก เมืองที่เท่าเทียม เมืองที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และเมืองที่มีเสรีภาพ (ที่จะทำให้อะไรมันดีขึ้น)
แต่ละฝ่ายก็มีมุมที่ทำให้เราได้เรียนรู้นั่นแหละครับ แต่สุดท้ายผมคิดว่าเรื่องที่สำคัญไม่น้อยกว่าการเลือกตัวแบบเมืองที่ยุติธรรมก็คือว่าเราต้องไม่เพิกเฉยต่อสิ่งที่เราเห็น และเปิดกว้างต่อความเห็นที่ต่างจากเรา ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เป็นพื้นฐานต่อการยอมรับก่อนว่าเมืองที่เราคิดว่าเป็นธรรมแล้ว เราอาจจะหลงลืมอะไรไหม และเราพร้อมอยู่กับคนที่ต่างไปจากเราไหม




