ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ กรธ.ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานา จึงนำปัญหาดังกล่าวมาศึกษาในร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์มติชน
ประเด็นแรกได้แก่ที่มานายกรัฐมนตรีซึ่งมีเสียงกล่าวกันว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้อนุญาตให้นายกรัฐมนตรีมาจากคนนอก
ก่อนอื่นขอนำบทบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องที่มานายกรัฐมนตรีซึ่งบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาศึกษา มาตรา 201 บัญญัติว่า
พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งและรัฐมนตรีอื่นอีกไม่เกินสามสิบห้าคน ประกอบเป็นคณะรัฐมนตรี มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน
นายกรัฐมนตรีต้องแต่งตั้งจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร…
ส่วนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ก็ได้บัญญัติในประเด็นนี้ในมาตรา 171 ว่า
พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งและรัฐมนตรีอื่นอีกไม่เกินสามสิบห้าคน ประกอบเป็นคณะรัฐมนตรี บริหารราชการแผ่นดินตามหลักรับผิดชอบร่วมกัน
นายกรัฐมนตรีต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งได้รับแต่งตั้งตามมาตรา 172
จะเห็นได้ว่า รัฐธรรมนูญทั้งสองฉบับที่ยกมาอ้างอิงข้างต้นนั้นล้วนระบุให้นายกรัฐมนตรีต้องมาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งนั้น
ขอให้เรามาดูบทบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องนี้ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับ กรธ.ในหมวด 8 ว่าด้วยคณะรัฐมนตรี ซึ่งในมาตรา 153 ได้บัญญัติไว้ว่า “พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอื่นอีกไม่เกินสามสิบห้าคน ประกอบเป็นคณะรัฐมนตรี มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินตามหลักความรับผิดชอบร่วมกัน”
ในวรรคนี้ไม่แตกต่างจากบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญฉบับพุทธศักราช 2540 และ 2550 เท่าใด
แต่ในวรรคสองของมาตรานี้ บัญญัติว่า “นายกรัฐมนตรีต้องแต่งตั้งจากบุคคลซึ่งสภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบตามมาตรา 154”
จะเห็นได้ว่า การแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีจะต้องแต่งตั้งจากบุคคล
นี่เป็นประการแรก
ประการที่สอง การแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต้องให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาเห็นชอบ แต่ต้องเห็นชอบตามมาตรา 154 หรือตามเงื่อนไขที่ระบุในมาตรา 154 ซึ่งบัญญัติว่า “ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี จากบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 155 และเป็นผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา 83 เฉพาะจากบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองที่มีสมาชิกได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่น้อยกว่าร้อยละห้าของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร”
เมื่อพิเคราะห์จากมาตรานี้จะเห็นได้ว่า การให้ความเห็นชอบการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีนั้นอยู่ที่สภาผู้แทนราษฎร และพิจารณาเห็นชอบจากบุคคลที่พรรคการเมืองได้เสนอชื่อในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองซึ่งได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่น้อยกว่า ร้อยละห้า ถ้าสภาผู้แทนราษฎรมีทั้งสิ้น 500 คน ก็ต้องมีสมาชิกในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอย่างน้อย 25 คน จึงจะมีสิทธิได้รับการพิจารณาเห็นชอบให้แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี
ส่วนที่แตกต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับที่แล้วๆ มานั้นก็คือ ในการสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้นต้องเสนอชื่อบุคคลที่จะให้แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีไว้ในบัญชีรายชื่อของพรรคสัก 3 ชื่อให้คณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นการล่วงหน้าดังที่บัญญัติในมาตรา 83 ดังนี้
“ในการเลือกตั้งทั่วไป ให้พรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแจ้งรายชื่อบุคคลซึ่งพรรคการเมืองนั้นมีมติว่าจะเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาเห็นชอบให้แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่เกินสามรายชื่อ ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งก่อนปิดการรับสมัครเลือกตั้ง และให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศรายชื่อบุคคลดังกล่าวให้ประชาชนทราบ…..”
มาตรานี้บอกให้ประชาชนทราบว่า ประชาชนสามารถเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีได้โดยตรงจากบัญชีรายชื่อที่ระบุแน่ชัดว่าจะสมัครเป็นนายกรัฐมนตรีไว้ในสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาเห็นชอบอีกที เพื่อให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรทูลเกล้าฯแต่งตั้งและรับสนองพระบรมราชโองการ

