“เรือบรรทุกเครื่องบินที่ไม่มีวันจม” คือ สมญานามของประเทศไทยในระหว่างสงครามเวียดนาม เพราะสหรัฐเข้ามาสร้าง-ตั้งฐานทัพอากาศ ค่ายทหารบก สถานีทหารเรือ ในกรุงเทพฯ ในต่างจังหวัด (ในช่วง พ.ศ.2508-2518) มีทหารสหรัฐในไทย..กว่า 1 หมื่นนาย
(จนท.สหรัฐทยอยเข้ามาปฏิบัติงานในไทยตั้งแต่ พ.ศ.2504)
สงครามหฤโหดในเวียดนาม… สหรัฐเคยระดมกำลังทหารบินข้ามโลกเข้ามามากที่สุดประมาณ 543,000 นาย(ช่วงเดือนเมษายน พ.ศ.2512 สมัย ปธน.ริชาร์ด นิกสัน)
ทหารสหรัฐทุกนายในสงครามเวียดนามจะมีวงรอบ “พักผ่อน” (R&R : Rest and Relaxation) เพื่อฟื้นฟูสุขภาพกายและใจระหว่างประจำการในพื้นที่เสี่ยงภัย โดยมักไม่ถูกนับรวมกับวันลาพักร้อนประจำปี
เมื่อถึง “ช่วงพัก” ทหารอเมริกันจากเวียดนาม ส่วนใหญ่เลือกที่จะมาพักผ่อนในไทย เพราะบอกกันปากต่อปากว่า..สนุกแค่ไหน
ทหารอเมริกันในยุคโน้น ส่วนหนึ่งมาจากการเกณฑ์ บางส่วนก็สมัครใจมารบเพราะต้องการ “ทุนการศึกษา” เมื่อพ้นประจำการ จะมีเงินเรียนต่อในมหาวิทยาลัย
เด็กหนุ่มอเมริกันเกือบทั้งหมด…ไม่เคยเดินทางออกนอกประเทศสหรัฐ ถูกเกณฑ์/สมัครเป็นทหาร มาจาก “ชนบท” ของอเมริกา ที่สำคัญคือ กำลังเป็นหนุ่มฉกรรจ์ ทั้งทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ นาวิกโยธิน และพลเรือนที่ทำหน้าที่ที่มิใช่ทหาร
แต่ละวันในสงครามเวียดนาม….ทหารสหรัฐบาดเจ็บ พิการ เสียชีวิตมหาศาลจากศัตรูที่เรียกว่า “เวียดกง”ที่ใช้สงครามกองโจรต่อสู้เพื่อขับไล่สหรัฐ (และประเทศพันธมิตรสหรัฐ รวมถึงทหารไทย)
ลองนึกภาพย้อนอดีตนะครับ…เวียดนาม ลาว เขมร คือ ดินแดนที่ได้รับการสนับสนุนจากจีน สหภาพโซเวียต เพื่อเปลี่ยนการปกครองเป็นคอมมิวนิสต์ ที่สหรัฐขัดขวาง…ส่วนประเทศไทย ก็มี ผกค. (ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์) ที่ทหารไทยก็ออกไปสู้รบใน ป่า เขา
สำหรับประเทศไทย ในเมือง คือ เขตปลอดภัยเสมอ
สหรัฐระบุในแผนงานทางยุทธศาสตร์ว่า ประเทศไทย คือ ดินแดนที่จะเป็น “ป้อมปราการ” สำหรับการต่อสู้กับภัยคอมมิวนิสต์ในภูมิภาคนี้ ซึ่งก็ปลอดภัยจริง โดยเฉพาะในเมืองใหญ่
กองทัพสหรัฐเข้ามาตั้ง และสร้างฐานทัพอากาศในไทยทั้งหมด 7 แห่ง เพื่อไปสนับสนุนโจมตีกองทัพเวียดนามเหนือ
กรุงเทพฯ คือ ศูนย์บัญชาการของบุคคลสำคัญและคณะจากสหรัฐเพื่อตัดสินใจการทำสงครามในเวียดนาม ลาว เขมร
เงินสนับสนุนการทำสงครามในเวียดนามเข้ามาผ่านประเทศไทย …ทหารอเมริกันไปปักหลักที่ไหน ต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกเสมอ เช่าทั้งตึก เช่าบ้าน ติดตั้งระบบการติดต่อสื่อสาร เช่ายานพาหนะ จ้างพลขับก่อสร้าง ปรับปรุงอาคาร ติดแอร์ ซักรีด มีคนรับใช้
โรงแรมขนาดใหญ่ ขนาดกลาง บนถนนสุขุมวิท สุรวงศ์ ผุดขึ้นอย่างรีบเร่ง ต้องมีสระว่ายน้ำ มีที่อาบแดด มีบาร์ เกิดขึ้นเพื่อรองรับทหารและเจ้าหน้าที่ทางการทูต เช่น โรงแรมดุสิตธานี (เปิดปี 2513 เป็นตึกที่สูงที่สุดในไทยขณะนั้น) หรือโรงแรมวินด์เซอร์ (สุขุมวิท 20) ซึ่งเป็นศูนย์ R&R หลักของทหารอเมริกัน
ก่อเกิดโรงแรมสยามอินเตอร์คอนติเนนตัล (ย่านสยามสแควร์)
ที่ดินย่านพัฒน์พงศ์ที่เคยว่างเปล่า ถูกก่อสร้างขึ้นเป็นตึกหรู…เป็นออฟฟิศสำคัญ เป็นสถานที่พบปะของเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองของซีไอเอ และเจ้าหน้าที่ของไทย
เมื่อมีสำนักงาน มีคนทำงาน…ต้องมีสถานที่ดื่ม กินและแหล่งบันเทิงสไตล์อเมริกัน ที่คนไทย “จัดให้” พร้อมทุกสรรพสิ่ง
ทหารบางกลุ่มก็เลือกจะไปสวิงกิ้ง ริงโก้ ที่พัทยา
ผู้เขียนที่มีโอกาสไปศึกษาต่อใน ร.ร.ทหารสหรัฐ จำได้ว่าเพื่อนทหารอเมริกัน ชื่นชมนักหนากับคำว่า พัฒน์พงศ์ และพัทยา
ถนนในกรุงเทพฯ สว่างไสว ระยิบ ระยับ ไปด้วยแสงสี ป้ายไฟ ชื่อโรงแรม ร้านอาหาร บาร์ ทำเป็นภาษาอังกฤษ หลายพื้นที่ในกรุงเทพฯกลายเป็นย่านท่องราตรี
พ.ศ.2506 ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ยังมีสภาพเป็นเส้นทางลำลอง ในช่วงสงครามเวียดนาม ถูกปรับปรุงเป็นถนนมาตรฐาน
2 ข้างทางของเพชรบุรีตัดใหม่ คือ ท้องนา ที่ถูกปรับเป็นเรือนโรงกึ่งถาวร ปักเสาลงในท้องนา สร้างเรือนไม้แบบเร่งด่วน หลังคามุงแฝก มุงจาก หากแต่มันคือร้านเหล้า ร้านอาหาร ที่กระหึ่มไปด้วยดนตรีร็อก ไฟวิบวับและหลากหลายด้วยสาวไทยที่ทิ้งงานเกษตรกรรมมาสู่..สาวอะโกโก้
ลูกค้าหลัก กระเป๋าหนัก คือ ทหารอเมริกัน กิน ดื่มสนุกสุขใจได้สุดเหวี่ยงแบบที่หาทำในอเมริกาไม่ได้
กรุงเทพฯ คือ สวรรค์ที่รองรับได้ในทุกท่วงท่า ดอลลาร์สะพัดทำงานอย่างซื่อสัตย์ เกิดแท็กซี่ป้ายดำที่เหมาจ่ายเป็นส่วนตัว
ทหารอเมริกันร่างยักษ์…เดินควงสาวไทยนุ่งมินิสเกิร์ต ใส่ส้นสูงเกลื่อนกรุงเทพฯ โคราช อุบลฯ อุดรฯ ตาคลี สัตหีบ
สังคมไทยหันมาดื่มเหล้า เบียร์ สูบบุหรี่ ใสแว่นกันแดดจากอเมริกา เพราะสิ่งของเหล่านี้ มีทหารอเมริกันและคนไทยร่วม “ลงทุน” ขนออกมาจาก PX (Post Exchange) มาขายต่อ
กรุงเทพมหานคร…พลิกโฉมจากเมืองราชการ สู่ความเป็นมหานครระดับโลกอย่างรวดเร็วในช่วงสงครามเวียดนาม (พ.ศ.2508-2518)
ทหารอเมริกัน พลเรือน หน่วยข่าวกรอง สื่อมวลชนอเมริกัน สื่อมวลชนจากทั่วโลกมาปักหลัก หลั่งไหลเข้ามากรุงเทพฯ
นับเป็นช่วงเวลาที่เปลี่ยน เศรษฐกิจ สังคม และโครงสร้างพื้นฐานของเมือง โดยเฉพาะกรุงเทพฯ
การหลั่งไหลเข้ามาของ “แขกเมือง” กระเป๋าหนัก ทำให้กรุงเทพฯต้องเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการคมนาคมขนส่งและการขยายตัวของเมือง คลองหลายสายถูกถมเพื่อขยายถนน เช่น ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ถนนสุขุมวิท และถนนพหลโยธิน เพื่อเชื่อมต่อเมืองเข้าด้วยกัน
กรุงเทพฯมิใช่ “เวนิสตะวันออก” อีกต่อไป
เกิดวงดนตรีที่เรียกว่า String Combo เล่นในบาร์ คนไทยร้องเลียนแบบศิลปินดังในอเมริกาได้หมด…แถมร้องเป็นภาษาอังกฤษ
วงดนตรีทั้งหลาย เริ่มหันมาเล่นแนวร็อกแอนด์โรล ป๊อป เพื่อเล่นตามบาร์ทหารอเมริกัน จะเป็นเอลวิสรึ กูก็แต่งตัว ทำหน้า และร้องเพลงเอลวิสได้ จนเกิดเป็นรากฐานใหม่ของวงการเพลงสตริงในไทย
วงดนตรีแนวอเมริกันต้องวิ่งรอกไปเล่นในค่ายทหารสหรัฐ ในต่างจังหวัด โคราช อุดรธานี อู่ตะเภา ที่ส่งผลเชื่อมโยงมาถึงกรุงเทพฯ
คนในกรุงเทพฯเริ่มคุ้นเคยกับอาหารฟาสต์ฟู้ด คาเฟ่ น้ำอัดลม ไอศกรีม และการดื่มเบียร์/เหล้าแบบตะวันตก ใส่กางเกงยีนส์ เสื้อลายดอก มินิสเกิร์ต และทรงผมสมัยใหม่ กลายเป็นที่นิยมในหมู่ชนชั้นกลางและวัยรุ่นกรุงเทพฯ
มีเงิน มีงานที่ไหน…คนไปที่นั่น
เม็ดเงินที่กระจุกตัวมโหฬาร ลอยอยู่บนฟ้าในกรุงเทพฯ ดึงดูดแรงงานจากต่างจังหวัด (โดยเฉพาะภาคอีสาน) ให้หลั่งไหลเข้ามาทำงานในภาคบริการ ก่อสร้าง และขนส่งในเมืองหลวง เกิดเป็นชุมชนแออัด เกิดอาชีพใหม่ๆ ที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษ เช่น ล่าม พนักงานโรงแรม คนขับรถแท็กซี่ ไกด์นำเที่ยว และหญิงบริการ ที่มีรายได้และมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น
การก่อสร้างในกรุงเทพมหานครช่วงสงครามเวียดนาม ถือเป็นยุค “Construction Boom” (ยุคก่อสร้างเฟื่องฟู) ที่ได้รับการสนับสนุนทางการเงินและแผนพัฒนาเมืองจากรัฐบาลสหรัฐ เพื่อเปลี่ยนกรุงเทพฯให้เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ การทหาร และย่านพักผ่อน (R&R)
ถนนมิตรภาพและทางหลวงสายหลักในภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย แม้จะอยู่นอกกรุงเทพฯ แต่การก่อสร้างถนนมิตรภาพ (กรุงเทพฯ-โคราช) โดยวิศวกรสหรัฐ ได้ส่งผลให้กรุงเทพฯกลายเป็นจุดศูนย์กลาง (Hub) คมนาคมที่สามารถขนส่งยุทโธปกรณ์กระจายออกไปยังฐานทัพอเมริกาในต่างจังหวัดได้อย่างรวดเร็ว
การก่อสร้าง “ถนนมิตรภาพ” ไปภาคอีสานโดยสหรัฐ ถือเป็นก้าวสำคัญในประวัติศาสตร์โครงสร้างพื้นฐานของไทย โครงการนี้เปลี่ยนโฉมวิศวกรรมการทางหลวงและภูมิรัฐศาสตร์ของประเทศในช่วงสงครามเย็น โดยเฉพาะการเชื่อมต่อภาคกลางเข้าสู่ภาคอีสานอย่างแท้จริง
เดิมทีถนนสายนี้มีชื่อแบ่งตามช่วงว่า “ถนนสุดบรรทัด” และ “ถนนเจนจบทิศ” ต่อมาในสมัยรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้มีการทำพิธีมอบถนนอย่างเป็นทางการ และเปลี่ยนชื่อเป็น “ถนนมิตรภาพ” (Friendship Highway) เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2500 เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพระหว่างประเทศไทยกับสหรัฐอเมริกา
ข่ายถนนทั้งหลายของไทย กองร้อยทหารช่างสหรัฐนำเครื่องจักรกลขนาดมหึมาเข้ามาก่อสร้าง รับซื้อดิน หิน ปูน ทรายจากพ่อค้าไทย จ่ายเงินกันสดๆ
ผู้เขียนมีญาติทางคุณแม่อยู่ที่ ต.แปลงยาว อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา มีโอกาสช่วงปิดเทอม (ราวปีพ.ศ.2508) นั่งรถโดยสารไปบนถนน ฉะเชิงเทรา-พนมสารคาม เห็นทหารอเมริกันถอดเสื้อทำงานกลางแจ้งกำลังก่อสร้างถนนเส้นนี้….ที่คนไทยแสนจะปลื้ม
คนไทยทุกคนยอมรับว่า นี่เป็นถนนที่ “มีคุณภาพดีที่สุด” เท่าที่เคยมีในประเทศไทย “ไร้แรงกระแทก” ตรงบริเวณคอสะพาน ถนนเรียบกริบ มีเส้นสีขาว ป้ายบอกการจราจร ถือว่าเยี่ยมที่สุด
ถนนทั้งหมดที่ทหารช่างสหรัฐสร้างในไทย คือ มาตรฐานสหรัฐ
คนไทยก็ยังอุตส่าห์นินทาฝรั่งว่า…มันกินดิน กินทราย ไม่เป็น
การก่อสร้างถนนทางภาคตะวันออกของไทยนานหลายเดือน ก็ไม่พ้นเรื่องของ “รักระหว่างรบ”
สาวไทยที่มีบ้านเรือน ทำไร่ ไถนา ในพื้นที่ มีไมตรีกันกับทหารช่างมะกัน ก็กลายเป็น คู่รัก ของทหารอเมริกันไปไม่น้อย มี “ลูกครึ่ง” ผิวหลากสีในพื้นที่หลายคน
สยามสแควร์แจ้งเกิด …สร้างเป็นศูนย์การค้าแนวราบ(Shopping Street) รูปแบบใหม่ แหล่งรวมโรงภาพยนตร์ทันสมัย เช่น โรงภาพยนตร์สยาม (2510), ลิโด้ (2511) และสกาลา (2512)
เกิดสถาบันสอนภาษาเอยูเอ (AUA) บนถนนราชดำริ
การก่อสร้างตึกแถว 2 ข้างถนน เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและขาดการควบคุมผังเมืองที่ดีในขณะนั้น ก็เป็นรากฐานของปัญหาการจราจรและผังเมืองของกรุงเทพฯ ในเวลาต่อมา
แต่ในเวลาเดียวกัน…หนุ่มสาวไทย และกลุ่มคนไทยที่กังวลเกี่ยวกับภัยคอมมิวนิสต์ที่จะรุกรานไทย ก็ชิงอพยพไปเรียนหนังสือ ไปตั้งถิ่นฐานในอเมริกามหาศาลนะครับ โดยเฉพาะกลุ่มแพทย์ พยาบาล ที่อเมริกาเปิดรับจากเมืองไทยแบบไม่จำกัด
เรื่องที่ไม่ดี ไม่งาม ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยก็มีเยอะนะครับ
แถมท้ายครับ เดี๋ยวจะนึกว่ามีแต่ประเทศไทย
สงครามเกาหลี (เริ่มปี พ.ศ.2493) ที่ทหารสหรัฐนับแสนนายไปช่วยเกาหลีใต้ เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยให้เศรษฐกิจ “ญี่ปุ่น” ฟื้นตัวอย่างก้าวกระโดดจากภาวะตกต่ำหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยทำหน้าที่เป็นเสมือน “ตัวเร่งปฏิกิริยา” (Catalyst) ที่สร้างความมั่งคั่งและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมในประเทศญี่ปุ่นอย่างรวดเร็ว
สหรัฐอเมริกาใช้ญี่ปุ่นเป็นฐานทัพหลักและศูนย์กลางในการส่งกำลังบำรุงสำหรับกองกำลังสหประชาชาติ
ทหารอเมริกันเลือกที่จะไป “พักผ่อน” หรือ R&R ในญี่ปุ่น
ก่อให้เกิดการจ้างงานจำนวนมากและสร้างรายได้มหาศาลซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของยุค “ปาฏิหาริย์ทางเศรษฐกิจ” ของญี่ปุ่น
ตลอดช่วงสงครามเกาหลี (พ.ศ.2493-2496) มีทหารกองกำลังสหประชาชาติและทหารสหรัฐ มากกว่า 800,000 นาย เดินทางมาพักผ่อนที่ญี่ปุ่น โดยแต่ละนายจะได้รับสิทธิพักผ่อน 5 วัน…
ญี่ปุ่นที่แพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 ฟื้นตัวอย่างปาฏิหาริย์
มิได้เปลี่ยนโฉมเฉพาะกรุงเทพฯนะครับ…เปลี่ยนไปทั้งประเทศ



