หน้าแรก คอลัมนิสต์ พิชญ์ พงษ์สวั...

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ | เรื่องคอร์รัปชั่น (และการจัดการคอร์รัปชั่น) ในโค้งเกือบสุดท้ายของการรณรงค์เลือกตั้ง กทม.

15.06.26 | 13:35 น.
เรื่องคอร์รัปชั่น (และการจัดการคอร์รัปชั่น)

เหลือเวลาอีกไม่กี่วันก็จะถึงการเลือกตั้งท้องถิ่นของ กทม. ในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2569 ทั้งการเลือกผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.)

สัปดาห์กว่าๆ ที่ผ่านมาบรรยากาศการรณรงค์หาเสียงค่อนข้างน่าสนใจ เพราะเริ่มมีการพาดพิงถึงกรณีการทุจริตและการจัดการการทุจริตภายใต้การบริหารงานสี่ปีที่ผ่านมา

การปรับเปลี่ยนความสนใจของการเสนอข่าวและอภิปรายกันในสังคมเรื่องของการทุจริตและการจัดการทุจริตใน กทม.กลายเป็นเรื่องที่สำคัญกว่าการนำเสนอข่าวสีสันการเลือกตั้งขึ้นมาทันที

เรื่องข้อกล่าวหาการทุจริต และการกล่าวหาในเรื่องการจัดการกรณีทุจริตใน กทม. คงเป็นเรื่องที่ขึ้นกับการตัดสินใจของคนที่จะไปเลือกตั้งในรอบนี้ ซึ่งแตกต่างไปจากการรณรงค์ในรอบที่ผ่านๆ มาอย่างชัดแจ้ง เพราะที่ผ่านมาการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งทั้งตัวผู้ว่าฯและ ส.ก.ไม่ค่อยมีประเด็นอะไรชัดเจนเท่าไหร่

ที่ผ่านมาการจัดการการทุจริตใน กทม. ที่รับรู้กันในหมู่ประชาชนไม่ใช่อยู่ที่จำนวนเหตุกรณี แต่อยู่ในส่วนของการจัดการของรัฐบาลกลางในการจัดการ เช่น การปลดผู้ว่าฯกทม.ท่านหนึ่งกรณีโครงการจัดซื้อจัดจ้าง โดยการปลดผู้ว่าฯกทม.ในครั้งนั้นกระทำด้วยอำนาจของคณะรัฐประหาร และอีกกรณีหนึ่งก็คือการต่อสู้ทางคดีอันยาวนาน และสุดท้ายผู้ว่าฯกทม.อีกท่านหนึ่งก็พ้นผิดในกรณีข้อกล่าวหาการทุจริตจัดซื้อรถดับเพลิง (แม้ว่าจะมีนักการเมืองในระดับชาติมีความผิดหลายคน) แต่ในกรณีนั้นก็ทำให้ผู้ว่าฯท่านนั้นเสียหายกับข้อกล่าวหาไปหลายปี

Advertisement

นี่คือพื้นฐานที่ประชาชนควรรู้ว่าการคอร์รัปชั่นใน กทม.ที่เคยกลายเป็นเรื่องราวนั้นมีอะไรบ้าง

แต่ในกรณีล่าสุดนี้ ส่วนหนึ่งก็ขึ้นกับ “การรับรู้เรื่องคอร์รัปชั่น” (corruption perception) นั่นแหละครับ

หมายถึงว่า บางทีการคอร์รัปชั่นนั้นมันวัดตรงไม่ได้หรอก เพราะมันมีขั้นตอนหลายอย่างที่ทำให้เกิดการตีความ เช่น กฎระเบียบ หรือการมองว่าการดำเนินการเรื่องการตรวจสอบนั้นล่าช้า หรือบางทีก็ไม่ล่าช้า แต่ระเบียบและการดำเนินการเรื่องการตรวจสอบการทุจริตมันทำ “ไม่ทันใจเรา”

โดยทั่วไปการวัดคอร์รัปชั่นที่ไม่ได้ดูที่ตัวคดี หรือกฎระเบียบ/กฎหมาย จะมีองค์กรที่เรียกว่า องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (transparency international) เป็นตัววัด และเป็นที่ยอมรับกันในระดับโลก มีการให้คะแนนกันทุกปี แต่จะวัดที่การทุจริตคอร์รัปชั่นในภาครัฐเป็นหลัก และคนที่สนใจก็คือภาคเอกชน (มักเป็นขนาดใหญ่) ที่จะมาลงทุนในประเทศเหล่านั้น และในการวัดเหล่านี้ก็จะสอบถามนักวิชาการ ไม่ใช่สอบถามประชาชนโดยตรง โดยมีผลการชี้วัดเป็นดัชนีจากการคำนวณจากแหล่งข้อมูลหลายตัว

แต่ดัชนีการรับรู้เรื่องการคอร์รัปชั่นอาจจะไม่ใช่เรื่องของระดับท้องถิ่นมากนัก ผมคิดว่าในอนาคตภาคประชาชนอาจต้องพิจารณาเรื่องการทำตัวชี้วัดเรื่องการคอร์รัปชั่นและการรับรู้เรื่องการคอร์รัปชั่นในระดับท้องถิ่นให้มากขึ้น เพราะมันเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมากขึ้น

เรื่องจะได้ไม่จบลงที่การมาเถียงกันว่าเรื่องนี้ส่งให้กรรมการภายนอกพิจารณาหรือยัง หรือส่งแล้วล่าช้าไหม

ถ้าลองพิจารณาจากความพยายามของ ป.ป.ช.ในการพยายามยกระดับคะแนนดัชนีการคอร์รัปชั่นของไทยให้มีระดับที่ดีขึ้น มีประเด็นที่น่านำมาอภิปรายอยู่หลายประเด็นเลยทีเดียวที่ทำให้เราพิจารณาในเรื่องการเข้าใจและประเมินการคอร์รัปชั่นและการจัดการคอร์รัปชั่นในระดับท้องถิ่น

ประการแรกคือ การทำความเข้าใจเรื่องการรับรู้เรื่องการคอร์รัปชั่น ในท้องถิ่นน่าจะทำได้กว้างขวางครอบคลุมกว่า เพราะว่าประชาชนจำนวนมากได้เจอสิ่งเหล่านี้ใกล้ตัวของเขา ไม่ต้องนับจากผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น ไล่ตั้งแต่การติดต่อขอใบอนุญาต คุณภาพของบริการที่รวมทั้งเครื่องอุปกรณ์ต่างๆ ทั้งในโรงเรียน โรงพยาบาล ศูนย์กีฬา ที่ทุกคนสงสัย และตรวจสอบราคาได้

เรื่องนี้อาจจะเสริมได้จากแจ้งการทุจริตแบบออนไลน์ แต่คำถามคือใครต้องเป็นผู้รับเรื่อง กทม.ควรรับเรื่องนี้เอง หรือควรจะเป็นหน่วยงานไหนที่ทำการตรวจสอบผู้บริหาร กทม.

เรื่องนี้นโยบายของทีมบริหารต้องชัด และควรไปถึงเรื่องการแก้กฎหมาย พ.ร.บ.กทม. ในทางหนึ่ง และการรณรงค์ของภาคประชาชนในระดับท้องถิ่นที่จับตาเรื่องราวต่างๆ ด้วย

เรื่องต่อมาผมคิดว่าประชาชนต้องมีความตื่นตัวใน เรื่องของสินบนและการขัดกันของผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นในการบริหาร กทม. ซึ่งการตรวจสอบดังกล่าวมันก็ต้องทำทั้งในระดับประชาชน และในระดับที่มีองค์กรกลางที่จัดทำในเรื่องนี้ (แน่นอนว่า ป.ป.ช.คงต้องทำ แต่หน่วยงานในระดับเมืองหรือท้องถิ่นก็ควรต้องมี) สื่อมวลชนต้องช่วยกันจับตาเรื่องนี้ให้มากขึ้น ทั้งเรื่องการทุจริตและการจัดการการทุจริต ทั้งเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง การรับสินบน การขัดกันของผลประโยชน์ และการโยกย้ายและขึ้นตำแหน่ง

ประการที่สาม การตรวจสอบการคอร์รัปชั่นและการลงโทษการทุจริต เป็นเรื่องที่อาจจะต้องพิจารณาให้ชัดว่าเพียงพอไหม ช่วยกันไหม ล่าช้าไหม สื่อสารกับประชาชนให้เข้าใจได้อย่างไร การลงโทษหรือการช่วยกันนั้นเป็นที่กังขาได้ง่าย ดังนั้นคงต้องมีกลไกอื่นๆ มาช่วยเสริม

นอกจากนี้เรื่องราวที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ เรื่องของความโปร่งใสเรื่องงบประมาณ ซึ่งเรื่องนี้ทำให้เราต้องตรวจสอบทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งในกรณีนี้คือ ส.ก. โดยดูว่า ส.ก.ทำหน้าที่ตรวจสอบเรื่องงบประมาณอย่างจริงจัง หรือว่าเน้นไปที่การต่อรองให้งบประมาณของ กทม.ไปลงในพื้นที่ตัวเองมากกว่าการตรวจสอบเรื่องความคุ้มค่า

ในอีกทางหนึ่งการส่งเสริมให้มีงบประมาณที่ชุมชนต่างๆ นำมาพัฒนาพื้นที่ตัวเองแทนที่จะให้ภาครัฐเป็นฝ่ายคิดอย่างเดียวก็อาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่ไม่ให้รัฐบาลท้องถิ่นตัดสินทุกอย่างด้วยตัวเอง และทำให้เราเป็นฝ่ายต้องคอยตรวจสอบทีหลัง (ลองนึกถึงกรณีของกองทุนหมู่บ้านในอดีต แต่ต้องคิดในระดับชุมชนเมือง และมองชุมชนในหลายแบบ ทั้งของคนที่พอกินและไม่พอกิน)

ที่กล่าวมานี้ทำให้เราพอเข้าใจว่า การทุจริตและการจัดการทุจริตเป็นเรื่องใหญ่ และไม่ใช่แค่เอไอเท่านั้นที่จัดการเรื่องนี้ได้ แต่ยังมีมิติอื่นๆ อีกที่ร่วมกันคิดได้

ที่สำคัญผมคิดว่าเรื่องของการแต่งตั้งโยกย้ายใน กทม.โดยเฉพาะ ผอ.สำนัก และ ผอ.เขตนั้นแม้จะมีความพยายามใส่เกณฑ์ต่างๆ มาเพิ่มขึ้นในช่วงสี่ปีที่ผ่านมา แต่การรับรู้และมีส่วนร่วมของประชาชนในเรื่องนี้มีน้อยไป เรื่องถูกทำให้เป็นกระบวนการทางการบริหาร ดังนั้นสุดท้ายประชาชนก็ยังไม่ได้ “รับรู้” ถึงการปรับปรุงกระบวนการเหล่านี้อย่างจริงจังอยู่ดี ไม่ว่าเรื่องนี้ในทางกฎหมายหรือในทางราชการนั้นจะถูกต้องชอบธรรมอย่างไร ก็จะถูกมองว่าเป็นการถูกต้องชอบธรรมทางกฎหมายและกระบวนการบริหาร มากกว่าความถูกต้องชอบธรรมในแง่ของการตรวจสอบของประชาชนอยู่ดี

เรื่องนี้ไม่ใช่ว่าจะบอกว่าการเลือกตั้งคือทางออกง่ายๆ ผมเองยังคิดว่าการทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมติดตามตรวจสอบการประเมินงานและแต่งตั้งโยกย้าย ผอ.สำนักและ ผอ.เขตเป็นเรื่องที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก และยังขาดไป ซึ่งในการเลือกตั้งครั้งนี้ควรมีการพูดเรื่องนี้ให้เยอะขึ้น และหลังเลือกตั้งควรมีรูปธรรมในการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน

ส่วนในมิติอื่นๆ ผมคิดว่า เรื่องของการดึงเอาเรื่องการทุจริตและการจัดการทุจริตมาคุยกันเยอะเรื่องนี้ ทำให้เราเห็นว่า ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการแข่งขันกันทำข่าวการเลือกตั้งแบบข่าวแข่งม้าในช่วงที่แล้ว ดังที่ผมได้เขียนไปแล้วเมื่่อหลายสัปดาห์ก่อน ซึ่งการทำข่าวแบบนี้เน้นตัวนำ เน้นโพล แต่ละเลยประเด็นนโยบายของผู้สมัครด้วยกัน และผลกระทบและความคาดหวังของประชาชนในปัญหาเมือง

เมื่อผู้สมัครนั้นมีคะแนนนำมาก หรือมีการแข่งขันในกรณีที่สูสี การรณรงค์หาเสียงเชิงลบ (negative campaign) ก็ย่อมเป็นทางเลือกหนึ่งที่ตามมา และการทำข่าวในเรื่องนี้ก็ยิ่งเป็นที่ติดตาม ทั้งการกล่าวหา และการแก้ข่าว

แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องการกล่าวหา และการแก้ต่างในเรื่องของการทุจริตและการจัดการทุจริตที่ผ่านมานี้ทำให้ความคาดหวังที่จะมีต่อเรื่องของการรณรงค์หาเสียงของ ส.ก.นั้นน่าจะมีความสำคัญขึ้นในกรณีที่ผู้เลือกตั้งสนใจประเด็นเรื่องของการตรวจสอบการทำงานของผู้ว่าฯและทีมบริหาร

แต่ถ้าผู้เลือกตั้งไม่ได้สนใจเรื่องนี้เท่ากับการทำโครงการให้ลุล่วงในการแก้ปัญหาเมือง การเลือกตั้ง ส.ก.ก็จะไม่ได้มีความหมายในแง่ของการตรวจสอบเท่ากับการสนับสนุนการทำงานของผู้ว่าฯให้เป็นทีมเดียวกันมากขึ้น

เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มากกว่าที่ ส.ก.จะมาสนใจรณรงค์เสนอโครงการเองว่าอยากทำนู่นทำนี่ด้วยซ้ำ

ส่วนเรื่องสุดท้ายที่ควรนำมาอภิปรายในสัปดาห์นี้ก็คือ ผลโพลสำนักต่างๆ ที่ถามประชาชนว่า ในรอบนี้จะเลือกผู้สมัครทั้งผู้ว่าฯ และ ส.ก.ในแบบอิสระ มากกว่าสังกัดพรรค ผมคิดว่าเรื่องนี้อาจจะไม่ได้ง่ายมากนักในการตั้งคำถาม เพราะว่าคำว่าอิสระนั้นไม่ได้ชัดเจนมากนักว่าอิสระจากพรรคแล้วเป็นอิสระจากกลุ่มการเมืองไหม

ในอดีตคำว่าอิสระมันหมายถึงไม่สังกัดทั้งกลุ่มและพรรค ลงเองคนเดียว แต่ในสมัยนี้เหมือนคำว่าอิสระนั้นจะมีความหมายที่คลุมเครือว่าอิสระ แต่สามารถรวมตัวเป็นกลุ่มได้ไหม จะถูกนับอย่างไร

ที่สำคัญเมื่อกลุ่มอิสระนั้นมีหลายกลุ่ม ต่อให้คะแนนที่อ้างว่าจะเลือก ส.ก.นั้นจะเลือกกลุ่มอิสระ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้คะแนนเป็นกลุ่มเป็นก้อน เพราะว่ากลุ่มอิสระนั้นมีหลายกลุ่ม อาจจะมีการเฉลี่ยคะแนนกันได้ ซึ่งในกรณีนี้กลุ่มที่สังกัดพรรคอาจจะได้รับชัยชนะไปในท้ายที่สุด