ตอนนี้กระแสข่าวเปรี้ยวสวยหั่นศพ น่าจะเบาบางลงบ้างแล้ว หลังจากหญิงสาวและเพื่อนถูกจับกุมคุมขัง รอวันขึ้นศาลและพิพากษาตามกระบวนการยุติธรรม
แต่ประเด็นตกค้างที่วงการวิชาการหยิบยกมาวิพากษ์วิจารณ์และเสวนากันอย่างคึกคักก็คือการนำเสนอข่าวนี้ของสื่อ ก่อให้เกิดความวิตกกังวลว่าจะกลายเป็นการสร้างฮีโร่และการรับรู้ผิดๆ ให้คนในสังคม โดยเฉพาะเยาวชน
การถกเถียงประเด็นต่างๆ เหล่านี้ถือเป็นเรื่องดีที่ทำให้สังคมตื่นตัวและพูดได้โดยไม่ต้องกลัวจะถูกเตือน หรือถูกเรียกไปปรับทัศนคติ
นี่อาจเป็นเหตุผลสำคัญหนึ่งที่ทำให้ข่าวเปรี้ยวและข่าวอาชญากรรมอื่นๆ ได้รับความสนใจสูง
โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่สถานการณ์ทางการเมืองไม่เปิดโอกาสให้คนแสดงความคิดเห็นอย่างเสรี ผู้คนมักเบี่ยงเบนความสนใจไปหาเรื่องที่เร้าอารมณ์ความรู้สึก สะเทือนใจมาก หรือสะเทือนขวัญมาก ไปจนถึงความบันเทิงเริงใจที่ช่วยทำให้หลีกหนีจากสภาพความเป็นจริงได้ในระยะหนึ่ง
กรณีนี้ไม่ได้เป็นเฉพาะประเทศไทย แต่เป็นกระแสสังคมตามธรรมชาติของมนุษย์ทั่วโลก อีกทั้งเกิดมานานแล้วก่อนที่จะมาถึงยุคโซเชียลมีเดีย
เมื่อ 50 ปีที่แล้วมีกรณีศึกษาหนึ่งที่โด่งดังในวงการภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด บอนนี แอนด์ ไคลด์ (Bonnie and Clyde) ปี ค.ศ.1967 เป็นหนังเรื่องแรกๆ ที่แหกกฎในยุคนั้น เมื่อดึงคดีอาชญากรรมใหญ่มาสร้างให้อาชญากรเป็นตัวนำเรื่อง
หนังได้รับความนิยมสูงมากในกลุ่มคนรุ่นใหม่ และแจ้งเกิดตัวละครลักษณะ “แอนตี้ฮีโร่” ทำให้ผู้คนวิตกว่าลักษณะการชูอาชญากรขึ้นมาท้าทายแบบนี้จะส่งผลร้ายต่อเยาวชนให้หันเข้าหาความรุนแรงหรือไม่
สุดท้ายหนังก็คือหนัง แต่สิ่งที่ได้คือการสะท้อนสังคมการเมืองอเมริกันในยุคสงครามเวียดนาม ความรู้สึกต่อต้านและขัดแย้งกับการปลุกกระแสรักชาติของรัฐ คนจำนวนมากจึงแสวงหาความเป็นขบถสังคม
บอนนี่แอนด์ไคลด์เป็นเพียงส่วนเสี้ยวที่ตอบโจทย์นี้ได้ แต่คนที่ต้องตอบโจทย์ใหญ่ก็คือรัฐบาลและกองทัพที่ทุ่มสรรพกำลังทั้งงบประมาณและชีวิตคนลงไปกับสงครามที่ลงเอยด้วยความปราชัย
กลับมาที่ข่าวเปรี้ยว ถ้าการวิพากษ์วิจารณ์รู้จักแยกแยะให้ดีระหว่างการนำเสนอของสื่อมวลชนกับกระแสทางโซเชียลมีเดีย ก็อาจเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาทางสังคมได้เช่นกัน
โดยเฉพาะในแง่มุมที่นักวิชาการพยายามนำเสนอเรื่องสิทธิมนุษยชน น่าจะต้องถกกันอย่างจริงจังและจริงใจ
เพราะประเด็นนี้ต้องการความเข้าใจอย่างยิ่งไม่เฉพาะกรณีเปรี้ยว ยังมีเรื่องใหญ่และคดีสำคัญในสังคมอีกมากที่ควรได้รับการใส่ใจในเรื่องสิทธิมนุษยชน
ไม่ว่าจะเป็นคดีความรุนแรงทางการเมืองที่มีคนถูกยิงตายในวัดด้วยกระสุนความรุนแรงสูง คดีที่ศาลยกฟ้อง 2 ผู้ชุมนุมเผาเซ็นทรัลเวิลด์แล้วแต่ก็ยังมีการใส่ร้ายกันอยู่ คดีแกนนำชุมชนกะเหรี่ยงหายตัวไปเฉยๆ คดีเยาวชนลาหู่ถูกวิสามัญฯ และอื่นๆ อีกมากมาย
ส่วนความวิตกกังวลว่าอาชญากรจะถูกนำเสนอเป็นฮีโร่นั้นเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ โดยเฉพาะในยุคที่ผู้ล้มการเลือกตั้งและทำในสิ่งที่ตรงข้ามกับประชาธิปไตย กลับมีคนยกย่องเป็นฮีโร่ได้เช่นกัน

