หน้าแรก คอลัมนิสต์ ‘เลือกตั้ง’คื...

‘เลือกตั้ง’คือประชาธิปไตย โดย : เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์

9.06.17 | 14:00 น.

ง่ายๆ สั้นๆ พจนานุกรมฉบับมติชน พ.ศ.2547 ให้ความหมาย “เลือกตั้ง” ว่า คัดเลือกบุคคลให้เป็นผู้แทนหรือให้ดำรงตำแหน่งด้วยการลงคะแนนเสียง เช่น เลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา เลือกตั้งกรรมการ

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 ให้ความหมาย “เลือกตั้ง” ว่า เลือกบุคคลให้เป็นผู้แทนหรือให้ดำรงตำแหน่งด้วยการออกเสียงลงคะแนน เช่น การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เลือกตั้งกรรมการ

ความสำคัญของการเลือกตั้งคือการเลือกบุคคลให้เป็นผู้แทนด้วยการลงคะแนนเสียงหรือออกเสียงลงคะแนน พจนานุกรมฉบับมติชน ระบุ เลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ระบุ เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาต่างเป็นสมาชิกรัฐสภา ซึ่งเป็นสภาสูงสุดในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย เป็นอำนาจหนึ่งในสามอำนาจอธิปไตย คือ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร อำนาจตุลาการ อันเป็นอำนาจของปวงชน

ดังนั้น ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยจึงมีการเลือกตั้งเป็นกลไกสำคัญที่ให้ได้มาซึ่งสมาชิกรัฐสภา โดยเฉพาะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งต้องลงสมัครรับเลือกตั้งตามเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภากำหนด ทั้งต้องมีคุณสมบัติตามนั้นทุกประการ

Advertisement

เช่นเดียวกับผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง ต้องมีคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญกำหนด

คุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องสูงกว่าผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งบางประการ เช่น อายุ ขณะที่คุณสมบัติของผู้จะเป็นสมาชิกวุฒิสภาต้องสูงกว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ด้วยเหตุที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องปฏิบัติหน้าที่ออกกฎหมายเป็นสำคัญ ส่วนสมาชิกวุฒิสภาคือผู้กลั่นกรองกฎหมายและปฏิบัติหน้าที่อื่นตามกฎหมายกำหนด

ประเทศไทยใช้ระบบรัฐสภาในการปกครอง มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดว่า พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจอธิปไตย คืออำนาจนิติบัญญัติทางรัฐสภา อำนาจบริหารทางคณะรัฐมนตรี และอำนาจตุลาการทางศาล

การปกครองในระบบรัฐสภา คือสมาชิกมาจากการเลือกตั้ง และรัฐสภาจะเลือกผู้มาบริหาร คือนายกรัฐมนตรี จากเสียงข้างมากในสภา

จากนั้น นายกรัฐมนตรีที่ได้รับการเลือกตั้งจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอีกทอดหนึ่งไปจัดการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีที่อาจมาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ได้

การให้นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วยเสียงข้างมาก จำเป็นที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องรวมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน หรือเห็นไปทางเดียวกันในการเลือกนายกรัฐมนตรี

ด้วยประการฉะนี้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจึงต้องรวมกลุ่มกันเป็นพรรคการเมือง เพื่อให้มีนโยบายของพรรคไปประกาศหาเสียงกับผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง เพื่อเลือกพรรคการเมืองนั้นไปเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมากกว่าพรรคหรือกลุ่มการเมืองอื่น พรรคตนจะได้บริหารประเทศ มีหัวหน้าพรรคเป็นนายกรัฐมนตรี

คุณสมบัติเบื้องต้นของการสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองด้วยเหตุดังกล่าว ซึ่งประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรคการเมืองก็ได้

ขณะที่การเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนอกจากมีคุณสมบัติตามกำหนด ประการสำคัญคือเป็นผู้ที่ผู้มีสิทธิออกเสียง “เลือก” ส่วนจะเลือกใครเป็นสิทธิของผู้เลือกโดยตรง ไม่มีใครรู้เห็น เพราะการลงคะแนนเสียง

ต้อง “โดยตรงและลับ”

ใครคือคนดี ใครคือคนไม่ดี ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งเขารู้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องมาถามหรือชี้นำดอก

เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์