คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : อันตรายของนาฬิกาที่เดินไม่ตรง
และคนพูดความจริงครึ่งเดียว
เคยรู้จักอดีตผู้พิพากษาศาลฎีกาและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญท่านหนึ่งที่เคร่งครัดมากกับการตั้งนาฬิกาให้ตรง โดยเฉพาะถ้านาฬิกานั้นแสดงเวลาต่อสาธารณชน เหตุผลนั้น ท่านว่าเพราะสิ่งที่แย่กว่านาฬิกาตาย คือนาฬิกาที่เดินไม่ตรง และยิ่งไม่ตรงแบบคลาดเคลื่อนน้อยเท่าไรยิ่งอันตรายขึ้นเท่านั้น
เพราะนาฬิกาที่หยุดเดิน เราย่อมรู้ว่าเข็มสั้นเข็มยาวของมันไม่ได้ชี้บอกเวลาใดๆ อีกต่อไป แต่นาฬิกาที่เดินไม่ตรง ความที่มันยังเดินก็เท่ากับว่ามันกำลังทำหน้าที่ชี้บอกเวลาอยู่ แต่เวลานั้นกลับไม่ได้ตรงกับความเป็นจริง
นอกจากนี้ นาฬิกาที่เดินไม่ตรงที่น่ากลัวที่สุด คือนาฬิกาที่คลาดเคลื่อนจากความจริงไปไม่เกินสิบถึงสิบห้านาที เพราะถ้านาฬิกาที่ไม่ตรงนั้นบอกเวลาผิดไปเป็นหลักชั่วโมง เช่นพระอาทิตย์ขึ้นตรงหัวแต่เข็มสั้นอยู่ที่เลข 9 เราก็จะรู้ได้ว่าอย่างไรก็ไม่น่าเป็นไปได้ ก็คงไม่หวังพึ่งพาการบอกเวลาอันใดจากมัน แต่นาฬิกาเดินไม่ตรงที่คลาดเคลื่อนเพียงเล็กน้อยนั้นกลับยากที่จะรู้ได้ว่าเวลาของมันไม่ตรง ถ้าเราไม่มีนาฬิกาอื่นที่เชื่อถือได้ให้เทียบ โดยเฉพาะกับคนที่เวลาเพียงสิบหรือสิบห้านาทีนั้นอาจมีผลเปลี่ยนแปลงชีวิตหรือความเป็นความตาย
ซึ่งสาเหตุที่อดีตตุลาการท่านนั้นเคร่งครัดเรื่องการตั้งนาฬิกา เพราะท่านเคยเจอพิษจากนาฬิกาของสถานที่ราชการแห่งหนึ่งซึ่งคลาดเคลื่อนไปราวสิบห้านาที ทำให้ท่านกะเวลาเดินทางผิดในวันสอบไล่ โชคยังดีว่าไม่ถึงกับหมดสิทธิสอบ แต่ก็เสียเวลาทำข้อสอบไปร่วมสิบกว่านาที ด้วยประสบการณ์นี้ท่านจึงเห็นว่า การแสดงนาฬิกาที่บอกเวลาไม่ตรงไว้ในสถานที่ราชการหรือที่สาธารณะนั้นเป็นเรื่องไม่ควร เพราะอาจก่อความเดือดร้อนเสียหายให้คนอื่นได้โดยไม่รู้ตัว
อุทาหรณ์เรื่องนาฬิกาที่บอกเวลาไม่ตรง ทำให้นึกไปถึงคำกล่าวที่ว่า สิ่งที่แย่ยิ่งกว่าการพูดโกหก คือการพูดความจริงครึ่งเดียว หรือในอีกทางหนึ่ง การโกหกที่เลวร้ายที่สุด คือการบิดเบือนความจริง
ดังเช่นที่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรท่านหนึ่งได้ออกมาตีปี๊บร้องป่าวกรณีทุจริตเครื่องออกกำลังกายของกรุงเทพมหานคร สรุปผลออกมาในทำนองที่ว่าส่วนหนึ่งตัดสินว่าไม่ผิด และที่ผิดก็ผิดไม่ร้ายแรง กทม.สั่งลงโทษปรับ 600 บาทต่อคนแล้วปิดคดี เรื่องมันก็คล้ายๆ กับนาฬิกาที่เดินไม่ตรงนั่นแหละ
เอาง่ายๆ เลยแค่ว่า ในเมื่อเรื่องนี้เป็นการดำเนินการทางวินัยต่อข้าราชการ ดังนั้นมันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมี “โทษปรับ” ซึ่งเป็นโทษในทางอาญาและบังคับเอากับเงินก้อนเดียวครั้งเดียวแล้วคดีอาญาเลิกกัน แต่โทษวินัยข้าราชการในเรื่องดังกล่าว ถ้าจะลงโทษกัน (ซึ่งก็ยังไม่ได้ลงโทษด้วยเหตุผลที่จะกล่าวต่อไป) ที่จะมีก็คือ “ตัดเงินเดือน” หรือ “ลดขั้นเงินเดือน” ซึ่งเรื่องนี้กรรมการลงโทษทางวินัยเสนอโทษตัดเงินเดือน แม้จะส่งผลกระทบคล้ายทำให้ต้อง “เสียเงิน” เหมือนกัน แต่ก็เป็นเสียเงินแบบต่อเนื่อง 3 เดือน ถึง 6 เดือนก็ว่ากันไป ดังนั้นมันไม่น่าจะแค่จ่าย 600 บาทแน่นอน นอกจากนี้มันก็มีผลอื่นๆ ต่อความก้าวหน้าในทางราชการด้วย เช่นสิทธิประโยชน์หรือการพิจารณาความก้าวหน้าบ้างเรื่อง ดังนั้นสิ่งที่ผู้ถูกลงโทษจะเสียไปยังไงมันไม่ใช่แค่ 600 บาทสุทธิแล้วเรื่องจบไปได้
ที่สำคัญคือ เรื่องนี้ก็ยังไม่เสร็จสิ้นกระบวนการ โดยสิ่งที่ปรากฏออกมาตามที่ตีปี๊บราวกับค้นพบความลับของจักรวาลกันนั้น เป็นเพียงข้อเสนอจากคณะกรรมการสอบสวนในชั้นต้น ซึ่งฝ่ายผู้ว่าฯกทม.และคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร (ก.ก.) ซึ่งเทียบเท่ากับ อกพ. ในระบบราชการพลเรือน ได้มีความเห็นว่าบทลงโทษดังกล่าวอาจเบาเกินไป จึงมีมติให้ดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติม ดังนั้นจึงถือไม่ได้ว่าเรื่องนี้ “ปิดคดี” ไปแล้ว
ก็ไม่กล้าคิดว่า “สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” จะเข้าใจคลาดเคลื่อนไม่เข้าใจความแตกต่างระหว่างโทษอาญากับการดำเนินการทางวินัยไปได้ จะคิดว่าเพราะขาดความรู้แล้วพูดไปโดยไม่ศึกษาก็ไม่กล้าไปดูถูกท่านผู้แทนที่มักแสดงตัวว่าฉลาดขุดฉลาดคุ้ยขนาดนั้น เช่นเดียวกับที่บอกว่าเรื่องนี้ปิดคดีแล้ว ก็เข้าใจได้อยู่ว่าเรื่องวินัยข้าราชการนั้นมันเข้าใจยาก แต่ก็ไม่คิดว่าจะถึงขนาดที่ท่านจะทำความเข้าใจไม่ได้ เพราะถ้าไม่ใช่เพราะเข้าใจผิดหรือคลาดเคลื่อนแล้ว ก็เหลือเพียงทางที่ว่าการที่ท่านออกมาให้ข่าวด้วยข้อความชี้นำในทางนั้น เป็นเพราะทำตัวเป็น “นาฬิกาที่เดินไม่ตรง” ก็น่าผิดหวัง
ยิ่ง ส.ส.ท่านนั้นออกมาขู่ในทำนองที่ว่า ตัวเองอาจจะไปแจ้งความดำเนินคดีหรือฟ้องร้องผู้ว่าฯกทม. ในฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 นี่ก็แนะนำว่า อย่าได้ทำเช่นนั้นเลย เพราะท่านเองก็น่าจะรู้ว่าผู้ถูกกล่าวหานั้นได้กระทำการไปตามกรอบและขั้นตอนตลอดจนระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้แล้ว หากท่านไปแจ้งความหรือฟ้องร้องดังนั้นจริงก็มีความเป็นไปได้สูงที่อัยการจะสั่งไม่ฟ้อง หรือศาลท่านจะยกฟ้องไม่ว่าจะในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง หรือในศาลชั้นไหน แล้วเกรงว่าฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาจะรักษาเกียรติของตนเองด้วยการไปแจ้งความดำเนินคดีต่อท่านกลับในฐานแจ้งความเท็จหรือฟ้องเท็จตามมาตรา 172 มาตรา 173 หรือมาตรา 175 แห่งประมวลกฎหมายเดียวกันตามแต่ข้อเท็จจริง ผมก็ต้องเดือดร้อนไปเลือกตั้งซ่อมเสียเปล่าๆ (ถึงจะไม่คิดเลือกท่านก็ตาม) หรืออาจจะถึงขนาดไม่ได้เห็นหน้าท่านในป้ายหาเสียงของท่านตอนที่ขับรถออกจากบ้านในการเลือกตั้งสมัยหน้าก็ได้
ส่วนเรื่องที่ใครคิดว่าการออกมาแฉแบบ “นาฬิกาเดินไม่ตรง” เอาในเวลาแบบนี้เพราะเจตนาเพื่อหวังผลในการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. หรือไม่ ก็อาจจะเป็นเรื่องที่เป็นเจตนาภายในของเจ้าตัวที่คงไม่มีใครไปหยั่งทราบได้ แต่ไม่ว่าจะเล็งเห็นผลหรือประสงค์ผลอย่างไรไว้ กลับเป็นว่ายิ่งฝ่ายพรรคประชาชนที่ส่งผู้สมัครของตนเข้าชิงชัยในการเลือกตั้งนี้ด้วย เลือกจะใช้วิธีหาเสียงด้วยการโจมตีผลงานที่ผ่านมาของอาจารย์ชัชชาติ ในฐานะของแชมป์เก่าหรือผู้ว่าฯกทม. คนก่อนหน้า กลับปรากฏผ่านผลออกมาลางๆ ผ่านโพลต่างๆ ว่า คะแนนเสียงของผู้สมัครของพรรค ทั้งคุณชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร และบรรดาผู้สมัครสมาชิกสภา กทม. (ส.ก.) ของพรรค กลับรูดลงอย่างย่อยยับไปเรื่อยๆ
แม้ว่าจะมาจากหลายเหตุหลายปัจจัย โดยเฉพาะการแต่งตั้ง ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ เป็นประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์ผู้ว่าฯกทม. ก็ตาม แต่ถ้าการกล่าวหาในประเด็นเรื่องทุจริตนั้นเป็นปัญหาที่มีน้ำหนักจริง และอันที่จริงเรื่องของการ “ทุจริต” นี้เป็นปัญหาสำคัญที่ผู้เลือกตั้งที่เป็นคนชั้นกลางชาว กทม. คนกลุ่มที่เลือกพรรคประชาชนหมดทุกเขตยกมหานคร จึงไม่น่าจะสงสัยหรือครหาในวิจารณญาณความฉลาดเลือกทางการเมืองของคน กทม. เพราะถ้าเป็นจังหวัดหรือท้องที่อื่นก็คงจะถูกตั้งข้อสงสัยเรื่องดังกล่าวไปแล้ว
ถ้าการออกมาเปิดโปงเรื่องทุจริตมันมีน้ำหนักและฟังขึ้นจริงแล้ว อย่างน้อยแม้จะไม่ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจเลือกตัวผู้ว่าฯกทม. ที่คนส่วนใหญ่ยังเชื่อมั่นเชื่อมือในตัวของคุณชัชชาติ แต่ก็ควรส่งผลในทางเป็นบวกต่อคะแนนเสียงของผู้สมัคร ส.ก. ผู้ทำหน้าที่เป็นฝ่ายตรวจสอบการทำงานของ กทม. ซึ่งเป็นฝ่ายบริหารมิใช่หรือ แต่นี่นอกจากคะแนนจากโพลจะไม่เพิ่มแล้วยังลดลงอย่างต่อเนื่อง จะหมายความว่าการออกมากล่าวหากันด้วยเรื่องทุจริต หรือเบาหน่อยก็ออกมาในทำนองที่ว่าตัวท่านผู้ว่าฯชัชชาติอาจจะไม่ได้ทุจริต แต่ก็ไม่ได้เอาจริงเอาจังกับการปราบปรามการทุจริตในหน่วยงาน กทม.อย่างจริงจังนั้น ไม่ได้มีน้ำหนักใดต่อการตัดสินใจเลยหรือ
ไม่อาจจะเดาใจคนอื่นได้ เพราะสำหรับคนที่อยากจะเชื่ออย่างไรก็คงจะเชื่ออยู่เช่นนั้นอย่างไม่เสื่อมคลายคลอนแคลน แต่สำหรับคนทั่วไปแล้ว การชี้แจงของตัวคุณชัชชาติเองและทีมงานที่ว่า กรณีนี้เรื่องยังไม่จบที่การหักเงินเดือน 600 บาท รวมทั้งยังมีกระบวนการดำเนินการในขั้นตอนต่อไปเพื่อจะลงโทษให้สมกับพฤติการณ์กว่านี้ ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ เมื่อนำคำแถลงไปประกอบข้อกฎหมายที่แม้จะเป็นเรื่องเข้าใจยากแต่ก็ไม่ได้ลึกลับซับซ้อนอะไรแล้ว อย่างน้อยสำหรับคนที่สติดีปัญญาไม่พร่องและไม่ได้พร้อมเชื่อเพียงเพราะผู้พูดน่าเชื่อถือ หรือมาจากพรรคการเมืองที่ตัวเองชื่นชอบ ก็คงยอมรับตรงกันในข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งว่า ข้อกล่าวหาในการตีปี๊บครั้งแรกของ ส.ส.ท่านนั้นที่นำเสนอข้อมูลที่เป็นข้อมูลจริงซึ่ง กทม.นำไปแถลงต่อสภาเพื่อนำไปสู่ข้อสรุปว่า “คดีทุจริตนี้ปรับ 600 แล้วปิดจบ” นั้น เป็นการพูดความจริงครึ่งเดียว หรือถ้ากล่าวอย่างไม่เกรงใจก็คือการบิดเบือนความจริงอันเป็นวิธีการโกหกในรูปแบบที่เลวร้ายที่สุดนั่นเอง
ถึงอย่างนั้นก็ต้องยอมรับว่า เรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นและเรียกรับสินบนนั้น ก็ยังเป็นปัญหาสำคัญของ กทม. รวมถึงเป็นปัญหาที่แก้ไขได้ยากและไม่อาจทำได้ดังธงและรวดเร็วได้ทันใจ แม้ว่าคุณจะเป็นผู้มีอำนาจสูงที่สุดขององค์กรก็ตาม เพราะการดำเนินการต้องทำในรูปของคณะกรรมการที่แม้ตัวผู้ว่าฯจะเป็นผู้แต่งตั้งเอง แต่โครงสร้างองค์ประกอบก็ถูกกำหนดไว้แล้วโดยกฎหมาย รวมถึงตัวผู้ว่าฯก็จะไปก้าวก่ายผลการพิจารณาไม่ได้ ทำได้แค่หากยังเห็นว่าไม่สมบูรณ์ก็สั่งให้สอบใหม่ ยิ่งใช้เวลานาน
ซึ่งจริงๆ เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ หากมีความเป็นธรรมในใจและแสวงหาความรู้เกี่ยวกับกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้บ้าง เนื่องจากระบบดังกล่าวจะต้องมีพื้นฐานอยู่บนการรักษาความโปร่งใสสุจริตขององค์กร พร้อมกับการให้ความเป็นธรรมกับคนทำงาน หรือที่อาจารย์ทวิดา กมลเวชช ใช้คำว่า “ให้เกียรติ” อยู่ด้วย
ทำไมต้องให้เกียรติกับข้าราชการที่ทุจริตแต่ไม่ให้เกียรติกับคนเสียภาษี นั่นก็เพราะเราไม่รู้ว่าเขาทุจริตจริงหรือไม่ แต่การไปกล่าวหาเขานั้นมันง่ายกว่า ทั้งที่การกล่าวหาไปก่อนนั้นก็ส่งผลกระทบต่อชีวิตของใครคนหนึ่งและคนรอบข้างของใครคนนั้นอย่างเกินจินตนาการแล้ว ในตอนที่เรื่องออกมาว่าจริงๆ ผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้ทุจริต หรือไม่มีใครทุจริตเลย เป็นเรื่องเข้าใจผิดหรือความผิดพลาด บางครั้งสังคมหรือสาธารณชนก็ไม่ได้กลับมาฟังแล้ว
ก็เหมือนที่ ส.ส.อีกคนของพรรคเดียวกันนั้นเคยออกมาแฉ มาโจมตีงบประมาณของสำนักงานประกันสังคมอย่างนั้นอย่างนี้ในทำนองว่าทุจริตกันอย่างใหญ่โตแน่ๆ เสียดายเงินของผู้ใช้แรงงานและลูกจ้างที่ถูกหักไปทุกเดือนอย่างนี้อย่างนั้น แต่สุดท้ายพอได้เข้าไปตรวจสอบจริงๆ โดย ส.ส.ผู้นั้นเป็นกรรมาธิการเอง กลับต้องออกมายอมรับว่าไม่พบข้อบ่งชี้ที่ชัดเจนว่าเป็นการทุจริตหรือคอร์รัปชั่น แต่มีลักษณะเป็นความผิดพลาดจากการดำเนินงานหรือความไม่รอบคอบในการปฏิบัติงาน แบบ Human Error หรือใช้ภาษาง่ายๆ ว่า “ชุ่ย” มากกว่า
นั่นก็เป็นพวกนาฬิกาเดินไม่ตรงแต่ชอบอ้างตนเป็นมาตรเทียบเวลาอีกเช่นกัน




