หน้าแรก คอลัมนิสต์ ศาสนากับพื้นท...

ศาสนากับพื้นที่สาธารณะ : โดย สุรพศ ทวีศักดิ์

9.06.17 | 14:00 น.

ในสังคมยุคก่อนสมัยใหม่ หรือยุคกลางย้อนไป ศาสนาไม่ได้แยกจากรัฐ เมื่อไม่ได้แยกจากรัฐ ศาสนาจึงเป็นเรื่องของอำนาจที่ซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นอำนาจศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า พระศาสดา พระคัมภีร์ อำนาจนิยมความจริง ความดีที่เป็นกรอบกำหนดวิถีชีวิตของบุคคล จารีตทางสังคม ตลอดถึงการเมืองการปกครอง

การดำรงอยู่ของคำสอนศาสนาย่อมอาศัยอำนาจรัฐอุปถัมภ์คุ้มครอง และมีมาตรการลงโทษที่รุนแรงดังที่เราเห็นการลงโทษคนที่ถูกกล่าวหาว่า “นอกรีต” ด้วยการเฆี่ยน ปาหิน แขวนคอ ถ่วงน้ำ เผาทั้งเป็น

พระศาสดาสำคัญของโลก อย่างเช่น พุทธะ, พระเยซู, หรือปราชญ์จีนอย่างเล่าจื๊อ ต่างมองเห็นปัญหาอำนาจครอบงำทางศาสนาที่ทำให้เกิดการแบ่งแยกวรรณะ, การกดขี่เอาเปรียบสตรี, ทาส, การปกครองที่ใช้อำนาจเผด็จการตามอำเภอใจเบียดเบียนบีฑาผู้ใต้ปกครอง จึงพยายามสอนให้เห็นโทษของอำนาจครอบงำทางศาสนาผ่านพิธีกรรมต่างๆ ของรัฐ สอนให้คนใช้ปัญญา กรุณา และความรัก ในการอยู่ร่วมกัน และสอนให้ผู้ปกครองมีคุณธรรมไม่กดขี่เบียดเบียนผู้ใต้ปกครอง

แต่หลังยุคพระศาสดา ศาสนาต่างๆ ได้เข้ามาผูกติดกับรัฐมากขึ้น มีการก่อตั้งศาสนจักร นักบวชมียศศักดิ์ ตำแหน่ง อำนาจทางกฎหมาย มีทรัพย์สินและข้าทาสบริวารไม่ต่างจากบรรดาขุนนาง สังคมยุคหลังพระศาสดา ชนชั้นสูงคือกษัตริย์, ขุนนาง, พระ เพราะเป็นชนชั้นที่มีอำนาจปกครอง, กำหนดความเชื่อ และระเบียบทางสังคมที่แบ่งชนชั้นสูงต่ำ เป็นชนชั้นศักดินา เจ้าขุนมูลนาย ไพร่ ทาส ฯลฯ

เมื่อสังคมเปลี่ยนแปลงสู่สภาวะสมัยใหม่ (modernity) ราวคริสต์ศตวรรษที่ 17 นัยสำคัญของการเปลี่ยนแปลงคือการต่อสู้กับอำนาจครอบงำทางศาสนา และระบบการปกครองแบบเก่า ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางปรัชญาความคิดที่เน้นสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ การเมือง วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว

Advertisement

ในทางศีลธรรมมีการจำแนกระหว่าง “ศีลธรรมแบบศาสนา” (religious morality) กับ “ศีลธรรมทางโลก” (secular morality) โดยถือว่าศีลธรรมแบบศาสนาเป็นเรื่องของ “ความดี” ตามความเชื่อส่วนบุคคลหรือสังคมหนึ่งๆ ที่นับถือศาสนานั้นๆ ซึ่งความดีของแต่ละศาสนาย่อมแตกต่างกันไป

เช่น ความดีของศาสนาพุทธ คือหนทางสู่การมีชีวิตที่ดีในโลกนี้และสวรรค์ในโลกหน้า หรือบรรลุนิพพานในชาตินี้ หรือชาติต่อๆ ไป ความดีในศาสนาคริสต์และอิสลาม ย่อมทำให้มีชีวิตที่ดีในโลกนี้ และเข้าถึงสวรรค์ในชีวิตหลังความตาย เป็นต้น

แต่ศีลธรรมทางโลกเป็นเรื่องของ “ความถูกต้อง” ของหลักการสากล คือหลักการที่ใช้กับทุกคนอย่างยุติธรรม ไม่ว่าเขาจะมีเชื้อชาติ เพศ ผิว ศาสนา ภาษา วัฒนธรรมอะไร เช่น หลักสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค หรือพูดรวมๆ คือหลักสิทธิมนุษยชน เป็นต้น

การจำแนกศีลธรรมแบบศาสนากับศีลธรรมทางโลก ทำให้เกิดการแยกศาสนาจากรัฐ (secularization) คือกำหนดให้ศาสนามีบทบาทส่งเสริมความดีส่วนบุคคลหรือสังคม/ชุมชนที่นับถือศาสนานั้นๆ ส่วนรัฐมีหน้าที่ส่งเสริมศีลธรรมทางโลก เพื่อให้พลเมืองที่มีหลายศาสนา มีคนไม่นับถือศาสนาและหลายวัฒนธรรมอยู่ร่วมกันอย่างเคารพสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคระหว่างกัน

รัฐไม่อ้างความเชื่อและศีลธรรมทางศาสนาในการปกครอง ขณะที่ศาสนจักรแยกจากรัฐเป็นเอกชนและมีเสรีภาพในการเผยแผ่ศาสนาเท่าเทียมกัน ชนชั้นปกครองก็ไม่ใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือรักษาอำนาจ ขณะที่นักบวชและผู้นำศาสนาต่างๆ ก็ไม่ฝันใฝ่ยศศักดิ์ อำนาจ และผลประโยชน์จากรัฐ

การแยกตำแหน่งแห่งที่และบทบาทที่ชัดเจนระหว่างรัฐกับศาสนาเช่นนี้ ย่อมทำให้รัฐเป็นรัฐประชาธิปไตยที่ส่งเสริมจิตสำนึกของพลเมืองให้เคารพหลักสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชนได้เต็มที่

ขณะเดียวกันศาสนาก็มีเสรีภาพในการศึกษาตีความ เผยแผ่คำสอน สร้างแนวทางใหม่ๆ แข่งขันกันอย่างเสรี ย่อมทำให้มิติด้านจิตวิญญาณ คุณธรรม ความดีตามความเชื่อเฉพาะบุคคลและชุมชนทางศาสนานั้นๆ ดำรงอยู่ด้วยศรัทธาที่แท้จริง มีชีวิตชีวา และปลอดจากการอาศัยอำนาจรัฐบังคับยัดเยียดด้วยวิธีทางใดๆ

หากศาสนาจะเข้ามาเกี่ยวข้องกับ “พื้นที่สาธารณะ” เช่น เรื่องการเมือง หรือข้อถกเถียงเกี่ยวกับสิทธิความยุติธรรม ก็ต้องมีการตีความคำสอนหรือหลักการทางศาสนาให้สนับสนุนศีลธรรมทางโลก คือ หลักสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค หรือหลักสิทธิมนุษยชน

เช่นที่ศาสนาคริสต์ตีความว่า “มนุษย์ทุกคนเท่าเทียมกันในฐานะจินตภาพ (image) ของพระเจ้า” หรือพุทธมหายานตีความว่า “มนุษย์เท่าเทียมกันเพราะทุกคนมีพุทธภาวะในตัวเองเสมอกัน” เป็นต้น

ในเรื่องความเชื่อส่วนบุคคล หรือกลุ่มคนที่นับถือศาสนาศาสนาหนึ่ง อาจจะบอกว่าความเชื่อทางศาสนาของตนสำคัญสูงสุด แต่ในเรื่องสาธารณะที่ครอบคลุมสิทธิและผลประโยชน์ส่วนรวมของคนทุกศาสนาและคนไม่มีศาสนา หลักการสากลของศีลธรรมทางโลกย่อมสำคัญกว่า จะอ้างความเชื่อเฉพาะของศาสนาใดๆ ให้เหนือกว่าหลักการสากลหรือหลักการสาธารณะไม่ได้

แต่ปัญหาของบ้านเราคือ มักมีการอ้าง “ความดี” ทางศาสนาเหนือ “ความถูกต้อง” ของหลักการสากล เสมือนว่าสังคมเรายังอยู่ในยุคกลาง ทำให้ประชาธิปไตยเกิดขึ้นได้ยาก เพราะความงอกงามของประชาธิปไตยขึ้นอยู่กับการสร้างความงอกงามของศีลธรรมทางโลกอันเป็นหลักการสากลดังกล่าวแล้ว