หน้าแรก คอลัมนิสต์ สังคมไทยมีปัญ...

สังคมไทยมีปัญหาเรื่องประวัติศาสตร์ : โดย ดร.วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร

9.06.17 | 13:55 น.

ในวันที่ 24 มิถุนายน ศกนี้ จะเป็นเวลาครบ 85 ปี นับตั้งแต่ “คณะราษฎร” ได้ให้กำเนิดระบอบการปกครองแบบ “ราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญประชาธิปไตย” (constitutional monarchy) ซึ่งเป็นระบอบการปกครองที่เป็นสากลของบรรดาประเทศที่ยังคงไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ (monarchy) การปกครองระบอบดังกล่าวนี้ได้รับการยอมรับอย่างถาวรโดยปวงชนชาวไทย ซึ่งสักขีพยานในการนี้ก็คือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับที่ได้รับพระราชทานจากพระมหากษัตริย์ต่อเนื่องถึง 4 แผ่นดิน ได้ยืนยันอย่างหนักแน่นโดยปราศจากข้อสงสัย กล่าวคือ ประเทศไทยมีสถาบันพระมหากษัตริย์ในฐานะประมุขของชาติภายใต้รัฐธรรมนูญซึ่งมีสาระสำคัญของ “ประชาธิปไตย” อันได้แก่การปกครองตนเองของราษฎร ซึ่งมีสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาค

แต่เมื่อไม่นานมานี้ ได้ปรากฏการกระทำและการแสดงความคิดเห็นของบุคคลบางกลุ่มที่แสดงความเป็นปรปักษ์ต่อปรากฏการณ์อันได้เป็นส่วนสำคัญของประวัติศาสตร์ชาติไทยไปนานแล้ว มิใช่ในลักษณะของข้อโต้แย้งทางวิชาการและตรรกศาสตร์ หากเป็นการสะท้อนความรู้สึกเกลียดชัง “คณะราษฎร” จากข้อเขียนและคำบอกเล่าเรื่องต่างๆ ที่ปราศจากหลักฐานที่เชื่อถือได้และการใช้ดุลพินิจอย่างมีเหตุมีผล การณ์นี้จะเป็นอย่างอื่นมิได้ นอกจากจะกล่าวว่าสังคมไทยมีปัญหาเรื่องประวัติศาสตร์

และปัญหาดังกล่าวนี้จะเป็น “กับดัก” มิให้เมืองไทยเคลื่อนไปข้างหน้า เพราะต้องจมอยู่กับความขัดแย้งที่ไร้สาระอย่างไม่มีวันสิ้นสุด

ปัญหาเรื่องประวัติศาสตร์ในสังคมไทยประกอบด้วย (1) การขาดจิตสำนึกทางประวัติศาสตร์ (a sense of history) ของคนไทยในปัจจุบัน (2) การขาดความเข้าใจที่ถูกต้องในบทบาทของประวัติศาสตร์ และ (3) ความไม่สามารถแยกแยะข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่เชื่อถือได้จากบรรดาเรื่องที่ได้ยินคำบอกเล่า

“จิตสำนึกทางประวัติศาสตร์” หมายถึงการให้ความสำคัญต่อประวัติศาสตร์ในการพิจารณาทำความเข้าใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน และที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ประวัติศาสตร์จะบอกให้รู้ว่าทำไมเราจึงมาอยู่ตรงนี้ และทิศทางที่จะนำไปเบื้องหน้า การขาดจิตสำนึกทางประวัติศาสตร์ทำให้อยู่ในความมืด-ไม่มีแม้กระทั่งแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์

Advertisement

บทบาทของประวัติศาสตร์คือการบอกให้ทราบว่าอะไรได้เกิดขึ้นแล้วในอดีต เพราะเหตุใดจึงเกิดขึ้น และเกิดขึ้นอย่างไร เหตุการณ์ที่เป็นประวัติศาสตร์แก้ไขอะไรไม่ได้ จึงมีไว้เพื่อการศึกษา มิใช่เพื่อสะสมความรู้สึกชื่นชอบหรือเกลียดชังเหตุการณ์ และหากนำเอาความรู้สึกดังกล่าวมาเชื่อมโยงกับปัจจุบัน ก็จะเกิดความสับสนในความรู้สึกนึกคิด

ข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ประวัติศาสตร์มีหลากหลาย ทั้งที่เชื่อถือได้และที่เชื่อถือไม่ได้ ดังนั้นจึงต้องรู้จักแยกแยะด้วยการพิจารณาหลักฐานและตรรกะ มิใช่เชื่อไปหมดหรือเชื่อทันทีเพราะมีผู้บอกเล่า ความเชื่อถือข้อมูลทางประวัติศาสตร์จำเป็นต้องใช้สติปัญญา

ความจริง ข้อเท็จจริงอันเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 ได้มีการศึกษาค้นคว้าอย่างเป็นระบบและกระทำตามมาตรฐานทางวิชาการอันเป็นที่ยอมรับ ทั้งโดยนักประวัติศาสตร์ไทยและนักประวัติศาสตร์ต่างชาติ และมีการเผยแพร่อย่างกว้างขวาง

ผลงานศึกษาค้นคว้าเหล่านี้ได้ข้อสรุปที่ตรงกันเกือบทุกประเด็น ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของอะไร เมื่อใด เพราะเหตุใด และอย่างไร ซึ่งผู้ที่มีความสนใจจะทราบความจริงไม่จำเป็นจะต้องไปพึ่งคำบอกเล่า ข่าวเล่าลือ หรือความรู้สึกนึกคิด

แต่โดยความจริงเช่นกัน จะไปตำหนิสาธารณชนเพียงฝ่ายเดียวก็คงจะไม่ถูกต้อง เพราะปัญหาเรื่องประวัติศาสตร์ในสังคมไทยยังมีผู้ต้องรับผิดชอบอีกสองฝ่าย คือรัฐบาลฝ่ายหนึ่ง และผู้ที่รับผิดชอบการถ่ายทอดความรู้ประวัติศาสตร์อีกฝ่ายหนึ่ง

โดยมาตรฐานสากล ผู้ที่เป็นรัฐบาลจะต้องมีจิตสำนึกทางประวัติศาสตร์ ต้องมีความเข้าใจที่ถูกต้องในบทบาทของประวัติศาสตร์ และต้องสามารถแยกแยะข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่เชื่อถือได้ ที่สำคัญก็คือ จะต้องไม่พยายามใช้ประวัติศาสตร์เป็นเครื่องมือในการสำเร็จประโยชน์บางประการของตน

สำหรับในฝ่ายของผู้ที่มีความรับผิดชอบในการถ่ายทอดความรู้ประวัติศาสตร์ การพิจารณาข้อมูลทางประวัติศาสตร์สำหรับการถ่ายทอด ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายทอดแก่สาธารณชนหรือการถ่ายทอดผ่านหลักสูตรการศึกษาในระดับต่างๆ จะต้องได้รับความเอาใจใส่และการทบทวนอย่างรอบคอบ โดยให้ความสำคัญต่อหลักฐานที่เชื่อถือได้เป็นประการหนึ่ง

และการเชื่อมโยงปรากฏการณ์ทั้งที่เป็นนามธรรมและที่เป็นรูปธรรมให้สื่อ “วิวัฒนาการสังคม” ในแต่ละห้วงเวลาเป็นอีกประการหนึ่ง

ความบกพร่องของฝ่ายต่างๆ ที่กล่าวข้างต้นเป็นสาเหตุหลักที่สกัดเมืองไทยมิให้ก้าวไปข้างหน้า ที่สร้างความแตกแยกในสังคม และที่ปฏิเสธมิให้คนไทยมีความรักชาติบ้านเมือง

ประวัติศาสตร์มีความสำคัญมากกว่าที่อาจจะคิด