
การเรียนการสอนในมหาวิทยาลัย (ส่วนมาก) ทุกวันนี้ ยังเป็นไปตามประเพณีการศึกษาเมื่อศตวรรษที่แล้ว โดยเฉพาะด้านมนุษยศาสตร์ถอยหลังไกลกว่านั้น
(1.) อาจารย์ เหมือนผู้มีวาจาสิทธิ์ที่บรรยายสตอรี่ศักดิ์สิทธิ์ตามตำราที่เคยเรียนมานานแล้ว (ครั้งเป็นนิสิตนักศึกษา) โดยไม่อัปเดตข้อมูล เพราะอาจารย์หยุดอ่านหนังสือวิชาการและกึ่งวิชาการที่มีแนวคิดก้าวหน้ากว่าเดิมซึ่งแตกต่างมากจากที่เคยเรียนมา และไม่ค้นคว้าวิจัยเพิ่มเติมด้วยความงมงายว่าสิ่งที่ตนเรียนมาเป็นวิชาถูกต้องสมบูรณ์ที่สุดแล้ว ไม่มีอันใดต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอีก
(2.) นักศึกษา ฟังการบรรยายของอาจารย์ แล้วต้องท่องจำคำสอนอย่างเคร่งครัด
ตามตำราของอาจารย์ที่จดไว้ตอนเป็นนักศึกษา
(3.) วัดผล นักศึกษาตอบตรงตามตำราของอาจารย์มากที่สุดจะได้คะแนนสูงสุด ถ้าตอบไม่ตรงก็ไม่ผ่าน ซึ่งเหมือนการศึกษาบาลีของพระสงฆ์ และการเรียนดนตรีไทยเดิม
เรียนบาลีของพระสงฆ์ ผู้แปลบาลีเป็นไทยจากความจำตรงตามอาจารย์สอนทุกถ้อยคำอักขระจะได้คะแนนสูงสุด เป็น “มหาบาเรียน”
เรียนดนตรีไทยเดิม ผู้บรรเลงเหมือนครูที่สุดจากความจำ (ไม่มีโน้ต) จะได้รับยกย่องสูงสุดว่า “เหมือนครู”
(4.) คิดต่าง ไม่สนับสนุนการคิดต่าง ผู้ใดละเมิดก็สอบไม่ผ่าน
ความรู้จาก AI
“ในอดีต ความรู้เป็นสิ่งหายาก ทำให้ทุกคนต้องมาที่มหาวิทยาลัย” นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และ รมต. อุดมศึกษาฯ (อว.) กล่าวปาฐกถาพิเศษตอนหนึ่งในงานประชุมสัมมนาประจำปี 2569 ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อวันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน 2569
ความรู้นอกจากเป็นสิ่งหายากแล้ว ประชาชนยังถูกกีดกันการเข้าถึงข้อมูลวิชาความรู้ด้วยคติ “ป้องกันมิให้ไพร่ได้วิชา” ซึ่งสุนทรภู่เขียนบอกไว้ในนิทานกลอนการเมืองเรื่องพระอภัยมณี ว่าพระอภัยมณี (อายุ 15) ศรีสุวรรณ (อายุ 13) สองพี่น้องเดินทางแสวงหาเรียนวิชาความรู้จากสำนักทิศาปาโมกข์ กระทั่งถึงสำนักที่ต้องการ แต่มีป้ายเขียนติดหน้าสำนักว่าใครต้องการศึกษาวิชาการต้องจ่ายทรัพย์ค่าเล่าเรียนเป็นทองคำหนัก “แสนตำลึง” (1 ตำลึง = 4 บาท) เท่ากับทองคำหนัก 4 แสนบาท (สมัยแผ่นดิน ร.3 มากกว่า 200 ปีที่แล้ว)
พระอภัยมณีกับศรีสุวรรณไม่มีทองคำ แต่มีแหวนธำมรงค์สูงค่าทัดเทียมราคาทองคำ ซึ่งพราหมณ์อาจารย์รับไว้เพื่อให้เรียนวิชา แต่เมื่อเรียนจบ (หลักสูตรที่กำหนดเอง) พราหมณ์อาจารย์ก็คืนแหวนธำมรงค์ให้พระอภัยมณีและศรีสุวรรณ แล้วบอกความจริงว่า “ใช่ประสงค์ตรงทรัพย์สิ่งสุวรรณ จะป้องกันมิให้ไพร่ได้วิชา”
ระบบการศึกษาสมัยใหม่แบบตะวันตก ทำให้ข้อมูลวิชาความรู้ในไทยถูกแพร่กระจายสู่สาธารณะผ่านการเรียนการสอนระบบโรงเรียนตั้งแต่ประถม, มัธยม, อุดมศึกษา ราวร้อยปีมาแล้ว
แต่มีข้อจำกัดบางอย่าง โดยเฉพาะคุณภาพการเรียนการสอนและความลุ่มลึกในข้อมูลวิชาความรู้ที่แต่ละสถาบันมีไม่เท่ากัน ส่วนที่ไม่ต่างกันคือครู-อาจารย์ ถูกทำให้ศักดิ์สิทธิ์ด้วยพลังทางวัฒนธรรมว่าข้อมูลวิชาความรู้ของครู-อาจารย์เป็นสิ่งถูกต้องที่สุดแล้วที่ผู้เรียนจะคัดค้านมิได้
ปัจจุบันความศักดิ์สิทธิ์ของครู-อาจารย์ เริ่มสั่นคลอนด้วยพลังทางเทคโนโลยี AI นายยศชนัน บอกว่า
“แต่ปัจจุบันปัญญาประดิษฐ์ (AI) มีความรู้หลากหลาย จึงทำให้มหาวิทยาลัยต้องเปลี่ยนบทบาทไม่ใช่แค่การถ่ายทอดความรู้ แต่ต้องการสร้างคนที่เรียนรู้ได้ตลอดชีวิต—”
“หลักสูตรต้องเปลี่ยนให้เร็วตามเทคโนโลยี เนื่องจากมีหลายปัจจัยที่ต้องผลิตบัณฑิตให้ทันต่อโลกปัจจุบัน—-”
หลักสูตรอย่างเดียวยังมิอาจปรับเปลี่ยนเร็วตามเทคโนโลยีและแนวคิดทางสังคม และยังไม่ทำให้การศึกษาก้าวหน้าได้ถ้าอาจารย์มหาวิทยาลัยยังทำตนเอง “ศักดิ์สิทธิ์” ไม่เปลี่ยนตามความก้าวหน้าของโลก ดังนั้นต้องมีอย่างอื่นๆ อีกมาก
อาจารย์พันธุ์ใหม่
“มักพูดกันเสมอว่าต้องผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่ แต่จะมีบัณฑิตพันธุ์ใหม่ไม่ได้ ถ้าเราไม่มีอาจารย์พันธุ์ใหม่” ดร.สุรเกียรติ เสถียรไทย (นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) ปาฐกถาพิเศษในงานประชาชาติธุรกิจ ก้าวสู่ปีที่ 50 31 พฤษภาคม 2569) แล้วบอกอีกว่า “ระบบอุดมศึกษาต้องเร่งปรับตัวเพื่อรองรับรูปแบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต”
“โครงสร้างการศึกษาปัจจุบัน ไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงด้วยการผลิตบัณฑิตในรูปแบบเดิมที่สำเร็จแล้วว่างงาน หรือทักษะไม่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน”
เพราะอาจารย์มหาวิทยาลัยยังไม่เป็นพันธุ์ใหม่
ฟอสซิลในข้อมูลความรู้
ประวัติศาสตร์โบราณคดีไทย (รวมวิชาที่ลงท้ายด้วย “ไทย”) ยังย้อนยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 และสงครามเย็น ซึ่งไม่สอดคล้องความจริงตามหลักฐานข้อมูลสากล
พิพิธภัณฑ์และห้องสมุดของราชการควรสนองความคิดสากลเพื่อให้คนเท่ากันรู้เท่าทันโลกด้วย AI แต่กลับสนองสังคมเจ้าขุนมูนายสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์
วัฒนธรรมของระบบการศึกษาไทยยกย่องเชิดชูวัฒนธรรมของรัฐจารีตลุ่มน้ำเจ้าพระยา แล้วด้อยค่าวัฒนธรรม “นอก” ลุ่มน้ำเจ้าพระยาทั้งๆ เป็นรากเหง้าความเป็นไทย
โดยสรุป นักศึกษาและสังคมเป็นเหยื่อของอาจารย์มหาวิทยาลัยที่ไม่รับผิดชอบทางวิชาการเท่าทันโลก ด้วยการขัดขวางความก้าวหน้าวิชาความรู้ในโลกให้เข้าถึงไทย
แต่แล้ว AI มาถึง—ตกตะลึง จึงยังคิดไม่ออกจะเอาเปรียบต่อไปได้ยังไง?


