มหานคร…ที่แสนจะอลังการ สวยงามระดับต้นของโลก…ถูกแปรสภาพเป็นสมรภูมิรบดุเดือด…ผู้คนหนีหาย อาคารบ้านเรือน ถนน สาธารณูปโภค กลายเป็นเถ้าถ่านจากสงคราม…
หากแต่ต่อมา…ซากปรักหักพังของเมืองถูกเนรมิตใหม่ด้วยมันสมองของมนุษย์ให้กลายเป็น “มหานคร” สวยงามระดับโลก
กรุงเบอร์ลิน…ที่กลายเป็น “ซาก” สงคราม
พ.ศ.2463 (ตรงกับช่วงรัชสมัยในหลวง ร.6) หลังการประกาศใช้กฎหมาย “Greater Berlin Act” คือการควบรวมเมืองและพื้นที่รอบๆ เข้าด้วยกัน ส่งผลให้ “เบอร์ลิน” กลายเป็นเมืองที่มีขนาดพื้นที่ใหญ่มาก และมีประชากรพุ่งสูงทะลุ 4.3 ล้านคน กลายเป็น “มหานคร” ที่มีประชากรมากที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลกในยุคนั้น (เป็นรองเพียงนิวยอร์กและลอนดอนเท่านั้น)
ช่วงทศวรรษ 2463 ถึง 2473 เบอร์ลินคือหนึ่งในมหานครที่ยิ่งใหญ่ ล้ำสมัยที่สุดในโลก โดยได้รับการขนานนามว่าเป็น “ศูนย์กลางแห่งความทันสมัยของยุโรป” (The Capital of Modernity)
ถูกขนานนามว่าเป็น “หัวเจาะทางเศรษฐกิจและนวัตกรรมของเยอรมนี” จนได้รับฉายาว่า “Elektropolis” (มหานครแห่งไฟฟ้า)
พ.ศ.2466 (ตรงกับช่วงรัชสมัยในหลวง ร.6) เปิดใช้สนามบินเทมเพลฮอฟ (Tempelhof Airport) ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในท่าอากาศยานที่ยุ่งดุจหัวใจหลักของยุโรป
พ.ศ.2469 เบอร์ลินเปิดใช้งานสถานีขนส่ง ใช้รถบัสที่ทันสมัย มีโครงข่ายรถไฟใต้ดิน (U-Bahn) และรถไฟชานเมือง (S-Bahn) ที่ครอบคลุมและตรงเวลาที่สุดในโลก มีรถยนต์ รถราง
สงครามโลกครั้งที่ 2 (พ.ศ.2482) คือเหตุการณ์ที่ฮิตเลอร์นำกองทัพเยอรมัน “แก้แค้น” ขอ “ปลดแอก” จากการกดขี่ของผู้ชนะในสงครามโลกครั้งที่ 1 กรุงเบอร์ลิน คือเมืองหลวงของเยอรมัน ที่เป็นศูนย์กลางอำนาจเบ็ดเสร็จ ภายใต้การนำของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ และเป็นเมืองยุทธศาสตร์ที่กำหนดชะตากรรมของสงครามในทวีปยุโรป
ภายใต้การนำของฮิตเลอร์ กองทัพนาซีเยอรมัน คือมหาอำนาจสุดห้าวของยุโรป ที่ทหารเยอรมันนับล้านบุกทะลุทะลวงไปเกือบจะทั่วทวีปยุโรป สร้างความ “เจ็บแค้น” ให้กับทุกแผ่นดินที่ยึดได้
กองทัพนาซีนับล้านนายจู่โจม บุกเข้าไปในดินแดนโซเวียต ทหาร-ประชาชนโซเวียตหลายสิบล้านคนต้องพลีชีพแบบไม่ทันตั้งตัว …ผู้นำ-ประชาชนสุดแค้น
หากแต่…กองทัพโซเวียตที่ “เป็นรอง” กองทัพนาซีเยอรมันหลายขุม เลือกใช้ยุทธวิธี “รบหน่วงเวลา” …ลากสงครามในบ้านตัวเองออกไปให้ถึงหน้าหนาว …ทหารนาซีเยอรมันเกือบล้านนาย…ตายในน้ำแข็ง
6 มิถุนายน 2487 คือ วันดี-เดย์ (D-Day) ที่กองทัพสหรัฐกระโดดเข้ามาช่วยยุโรป ส่งทหารหลายแสนนายไปยกพลขึ้นบกที่หาดนอร์มังดีในฝรั่งเศส กองทัพอเมริกันรุก คืบหน้า ผลักดันกองทัพนาซีให้ถอยกลับไปดินแดนเยอรมัน
กองทัพโซเวียตที่ “อาฆาต-แค้นฝังหุ่น” ตั้งตัวได้…ปรับกำลัง รุกไล่เข้าดินแดนเยอรมันที่เพลี่ยงพล้ำในทุกสมรภูมิ
กองทัพสัมพันธมิตร (สหรัฐ อังกฤษ ฝรั่งเศส) กับกองทัพโซเวียต แยกทิศทางกันเข้าตี… “รุมกินโต๊ะ” …ที่หมายสุดท้ายที่ต้องบดขยี้ คือ ฮิตเลอร์ ในกรุงเบอร์ลิน
30 เมษายน 2488 ฮิตเลอร์และภรรยา ชิงฆ่าตัวตาย
8 พฤษภาคม 2488 ผู้นำกองทัพนาซีในกรุงเบอร์ลินประกาศยอมแพ้อย่างเป็นทางการ กองทัพสัมพันธมิตรและกองทัพโซเวียตแย่งกันเข้ายึดกรุงเบอร์ลิน…กองทัพโซเวียตยิง บดขยี้-ทำลายเมืองอย่างตั้งใจ…ให้หายแค้น พร้อมทั้งตั้งใจ “ข่มขืน” ผู้หญิงเยอรมันนับล้าน
กรุงเบอร์ลินถูกระเบิดทำลายกว่า 80% ถือเป็นหนึ่งในการทำลายล้างเมืองหลวงที่รุนแรงและราบคาบที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ มหานครที่เคยยิ่งใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก ถูกเปลี่ยนสภาพให้กลายเป็น “ทะเลอิฐปูนที่ไร้สิ่งชีวิต”
สะพานข้ามแม่น้ำและคลองต่างๆ ในเบอร์ลินมากกว่า 200 แห่ง ถูกระเบิดทำลาย เมืองหลวงที่เคยสวยสง่าระดับโลก กลายเป็นเถ้าถ่านถูกแบ่งออกเป็น ตะวันตก-ตะวันออก
โลกต้องจารึกถึงปรากฏการณ์นี้ครับ…
“Trümmerfrauen” (กลุ่มผู้หญิงแห่งซากปรักหักพัง) คือกองทัพฮีโร่หญิงนิรนามนับแสนคน ขอชุบชีวิตกรุงเบอร์ลินขึ้นมาจากความตาย เพราะผู้ชายชาวเยอรมันเกือบทั้งหมดถ้าไม่เสียชีวิตในสงครามก็ถูกจับไปเป็นเชลยศึก ภารกิจกู้ชาติจึงตกอยู่ในมือของผู้หญิงเยอรมันที่มีอายุระหว่าง 15 ถึง 50 ปี พวกเธอคือพลังขับเคลื่อนที่โลกยกย่อง
พวกเธอทำงานท่ามกลาง ซากเมือง และความเสี่ยงจากระเบิดที่ยังไม่ทำงาน โดยแบ่งหน้าที่กันอย่างเป็นระบบดั่งกองทัพ
พวกเธอยืนเรียงแถวส่งต่อก้อนอิฐจากซากตึกด้วยมือเปล่า โครงสร้างไหนที่อันตรายและพร้อมถล่ม พวกเธอจะใช้เชือกและค้อนขนาดใหญ่ช่วยกันดึงทุบลงมาล้างก้อนอิฐเพื่อรีไซเคิล
เศษปูนเศษดินปริมาณมหาศาลที่พวกเธอขนย้ายออกไป ถูกนำไปกองรวมกันจนกลายเป็นภูเขาจำลองขนาดใหญ่ใจกลางเมืองหลวงในปัจจุบัน เช่น Teufelsberg (ภูเขาปีศาจ) ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นจุดชมวิวและสถานที่ประวัติศาสตร์ชื่อดังของเบอร์ลิน
รัฐบาลเยอรมันได้สร้างอนุสาวรีย์ เพื่อให้คนรุ่นหลังไม่ลืมว่า “เมืองหลวงที่สวยงามในวันนี้ ถูกสร้างขึ้นมาจากหยาดเหงื่อของพวกเธอ”
กองทัพโซเวียตที่เคียดแค้น…ตั้งใจทำลายกรุงเบอร์ลิน
มหานครเบอร์ลินถูกแบ่งออกเป็น 4 เขตปกครองโดยมหาอำนาจผู้ชนะ นำไปสู่การแยกเมืองเป็น 2 ฝั่งฝั่งตะวันออกเป็นรูปแบบของคอมมิวนิสต์โซเวียต ฝั่งตะวันตกเป็นรูปแบบของเสรีประชาธิปไตย (โดยสหรัฐอเมริกา)
ต่อมาในปี พ.ศ.2533 สงครามเย็นยุติลง เกิดการรวมประเทศ เยอรมันตะวันออก-เยอรมันตะวันตก
“เบอร์ลิน…คือ นครหลวงที่ไม่เคยยอมจำนนต่อโชคชะตาและรอยแผล” ชาวเยอรมันเลือกที่จะก้าวข้ามเถ้าถ่านแห่งอดีต แล้วสยายปีกขึ้นสู่ฟากฟ้าดั่ง “นกฟีนิกซ์” ผู้ฟื้นคืนชีพจากกองเพลิง
ผ่านไปเพียงครึ่งศตวรรษ… ชาวเยอรมันพลิกนคร เบอร์ลินกลับมาเป็นเมืองที่งดงามที่สุดระดับต้นของโลกได้….
กรุงโซล…จากเถ้าถ่านสู่ตึกระฟ้า… มหากาพย์การโกงความตาย
“เมืองนี้ไม่มีทางฟื้นกลับมาได้อีกแล้ว อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 100 ปี”
เช้ามืดวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ.2493 ทหารเกาหลีเหนือระดมยิงใส่กรุงโซล ทหารราบนับแสนนาย นำโดยกองพลรถถัง พร้อมอาวุธหนักทุกชนิดรุกข้ามเส้นขนานที่ 38 ทะยานพุ่งเข้าสู่กรุงโซลของเกาหลีใต้
สงครามเกาหลีล้างผลาญบ้านเมืองในเกาหลีใต้ราว 4 ปี “กรุงโซล” ไม่ต่างอะไรจากสุสานคอนกรีต
กรุงโซล….ถูกยึดไป-มาถึง 4 ครั้ง ถูกระเบิดถล่มจนราบเป็นหน้ากลอง บ้านเรือนมากกว่า 80% กลายเป็นเศษอิฐ ระบบน้ำ-ไฟถูกทำลายโดยสิ้นเชิง ประชากรนับล้านกลายเป็นคนไร้บ้านที่ต้องแย่งชิงอาหาร เจ้าหน้าที่จากสหประชาชาติต่างสิ้นหวังกับสภาพเมือง
หากแต่…พวกเขาคิดผิดโดยสิ้นเชิง การสร้างกรุงโซลขึ้นมาใหม่คือ “มหากาพย์การโกงความตาย” ที่ย่ำยีทุกกฎเกณฑ์ และเมื่อคนเกาหลีใต้ปฏิเสธที่จะยอมแพ้ต่อโชคชะตา
พวกเขาเปลี่ยนความโกรธแค้นและความสิ้นหวัง ให้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนที่บ้าคลั่งภายในเวลาไม่กี่ทศวรรษ
ราวครึ่งศตวรรษ…กรุงโซลระเบิดพลังทลายคำสบประมาทด้วยการสร้าง “ปาฏิหาริย์แห่งแม่น้ำฮัน” (Miracle on the Han River) พลิกโฉมจากดินแดนที่ยากจนที่สุดในโลก สู่การเป็นมหานครแห่งเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุดในระดับแถวหน้าของเอเชีย
สหรัฐอเมริกา คือท่อน้ำเลี้ยงและเกราะคุ้มกันในฐานะ “ผู้ค้ำประกันการรอดชีวิต”
ในช่วงปี 2489-2519 สหรัฐทุ่มเทเงินช่วยเหลือทางเศรษฐกิจแก่เกาหลีใต้มากกว่า 12.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (เป็นรองเพียงอิสราเอลและเวียดนามใต้ในยุคนั้น) เกาหลีใต้มีเงินไปโฟกัสกับการพัฒนาเมืองได้อย่างเต็มที่
สหรัฐส่งมอบความช่วยเหลือด้านอาหารและวัตถุดิบ เช่น แป้งสาลี น้ำตาล และฝ้าย เพื่อเลี้ยงประชากรในกรุงโซลที่กำลังอดอยาก
วอชิงตัน…ส่งคณะที่ปรึกษาเข้ามาช่วยวางระบบราชการ เทคโนโลยี และส่งผู้เชี่ยวชาญเกาหลีไปศึกษาดูงานด้านวิศวกรรมและการผังเมืองที่อเมริกา เพื่อกลับมาสร้างกรุงโซล
เมื่อต้องสร้างเมืองใหม่…คือโอกาสออกแบบผังเมืองใหม่
คนไทยที่ไปทัวร์เกาหลีใต้…ชื่นชมกับทัศนียภาพกรุงโซล
กรุงโซลในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยตึกสูงเสียดฟ้า แต่ได้รับการยอมรับว่าเป็น “มหานครที่สง่างาม” เนื่องจากเป็นเมืองที่สามารถผสมผสานรากเหง้าทางประวัติศาสตร์นับพันปี เข้ากับนวัตกรรมแห่งอนาคตได้อย่างลงตัว
เกิดการสร้างเมืองใหม่ “กังนัม” (Gangnam Development)
รัฐบาลเกาหลีใต้ตัดสินใจพลิกผืนนาและหนองน้ำทางตอนใต้ของแม่น้ำฮันให้เป็นเมืองใหม่ โดยใช้มาตรการบีบบังคับแกมบังคับ
ย้ายโรงเรียนมัธยมปลายชั้นนำ ย้ายหน่วยงานรัฐและให้สิทธิพิเศษทางภาษีแก่บริษัทที่ยอมย้ายไปฝั่งกังนัม
กำหนดให้มีโมเดลตึกอพาร์ตเมนต์สูง (Apartment Complexes) เพื่อแก้ปัญหาคนไร้บ้านและสลัม
รัฐบาลเลือกที่จะไม่สร้างบ้านแนวราบ แต่สร้างตึกอพาร์ตเมนต์สูงเสียดฟ้าขึ้นมาแทน ซึ่งกลายเป็นต้นแบบที่พักอาศัยของคนเมืองที่เปลี่ยนวิถีชีวิตคนโซลไปตลอดกาล
ตัดถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ขนาดใหญ่ เช่น ทางด่วนคย็องบู ที่เชื่อมโซลสู่เมืองท่าปูซาน และการขุดทางรถไฟใต้ดินสายหลัก เพื่อเปลี่ยนให้โซลกลายเป็นศูนย์กลางการขนส่งและอุตสาหกรรมของประเทศ
สร้างสะพานสถาปัตยกรรมสวยงามกว่า 30 แห่งข้ามแม่น้ำฮัน (Han River) ที่กว้างใหญ่ไหลตัดผ่านใจกลางเมือง 2 ฝั่งของแม่น้ำฮัน กลายเป็นทัศนียภาพที่งดงามระดับโลก เป็นพื้นที่รองรับการออกกำลังกาย พักผ่อน ไร้มลพิษ มีชีวิตชีวา
ความอดอยากและบาดแผลจากสงครามหล่อหลอมให้คนเกาหลีใต้เกลียดความชักช้า วัฒนธรรมนี้ขับเคลื่อนให้การก่อสร้างตึก สะพาน และถนนในกรุงโซลเสร็จสิ้นในระยะเวลาที่สั้นกว่ามาตรฐานโลกหลายเท่าตัว
อัศวินม้าขาว…มีจริงในเกาหลีใต้ อดีตนายทหารเกาหลีใต้ขึ้นเป็นผู้นำเผด็จการเบ็ดเสร็จ มีวิสัยทัศน์ วางรากฐานให้บ้านเมือง
รัฐบาลทหารของ ประธานาธิบดีปักจุงฮี ใช้การบริหารแบบเด็ดขาด ควบคู่กับการปลุกระดมชาตินิยมอย่างรุนแรง สร้างค่านิยมว่า “การทำงานหนักเพื่อสร้างชาติ คือการแก้แค้นความยากจน”
เขาก็คือ “สถาปนิกผู้สร้างเกาหลีใต้สมัยใหม่” ที่พลิกฟื้นประเทศจากกองขี้เถ้าสู่มหาอำนาจทางเศรษฐกิจ
ทุบทางด่วนยกระดับทิ้ง แล้วฟื้นฟูคลองโบราณให้กลายเป็นโอเอซิสสีเขียวระยะทางยาวกว่า 11 กิโลเมตรใจกลางย่านธุรกิจ เป็นต้นแบบการพัฒนาเมืองยั่งยืนที่ทั่วโลกต้องมาดูงาน
กรุงโซลขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในเมืองหลวงที่ปลอดภัยที่สุดในโลก ถนนหนทางสะอาดสะอ้านและไร้ขยะระบบขนส่งขั้นเทพ
ผู้ว่าราชการกรุงโซล (Mayor of Seoul) มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน และถือเป็นหนึ่งในตำแหน่งทางการเมืองที่มีอิทธิพลมากที่สุดในเกาหลีใต้รองจากประธานาธิบดี
2 เมืองฟื้นจากเศษซาก สงคราม…กลับกลายเป็นมหานครระดับโลก…ไม่ใช่เรื่องของปาฏิหาริย์หรืออภินิหารนะครับ



