ข่าวตึกเก่าถล่มที่ในส่วนของเมืองเก่าใน กทม. ทำให้เราต้องมานึกถึงเรื่องหลายเรื่องที่อาจจะยังไม่ได้พูดถึงกันมากนักในช่วงของการเลือกตั้งท้องถิ่นของกรุงเทพมหานครในรอบนี้
เรื่องตึกแถวถล่มในรอบนี้อย่างน้อยมีความเสียหายในระดับที่มีคนเสียชีวิต ดังนั้น ก็ต้องถือว่าร้ายแรงในระดับหนึ่ง และเกิดขึ้นในช่วงที่ไม่มีผู้บริหาร กทม.เต็มระบบซะด้วย
แต่เรื่องที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือการมองตึกเก่าถล่มลงในหลายบริบทที่ดูจะเชื่อมโยงและบางเรื่องอาจไม่เหมือนจะเชื่อมโยงกันโดยตรงมากนัก
ประการแรก เรื่องราวตึก สตง.ถล่มเมื่อปีที่แล้วเพิ่งจะครบรอบ 1 ปีไปไม่นาน แต่เราสนใจเรื่องนั้นในแง่ของมาตรฐานการก่อสร้างใหม่ (รวมทั้งข้อกังวลเรื่องการคอร์รัปชั่น) และการจัดการภัยพิบัติเมื่อมีแรงสะเทือนถึงแผ่นดินไหว
ประการที่สอง เราพบเรื่องราวของการก่อสร้างรถไฟฟ้าที่อยู่ใกล้เคียงกับระบบถนนและท่อระบายน้ำเก่า และทำให้ถนนสามเสนถล่มลงมา
พอมาถึงเรื่องราวตึกเก่าถล่มในรอบนี้ สังคมกรุงเทพฯน่าจะต้องมีบทเรียนอันยิ่งใหญ่อีกประการหนึ่งที่ควรจะนำมาพิจารณากันในระยะยาวๆ
ตั้งแต่เรื่องของคุณภาพ มาตรฐาน และการตรวจสอบดูแลอาคารบ้านเรือนเก่าๆ ซึ่งมีอยู่จำนวนมากในกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองชั้นใน
และในทางการเมืองในมิติของการเลือกตั้งในกรุงเทพมหานคร ประเด็นเรื่อง “ตึกแถว” ก็จัดเป็นหนึ่งในสี่พื้นที่หลักของภูมิทัศน์การเลือกตั้ง ที่ประกอบไปด้วย ชุมชน ตึกแถว บ้านมีรั้ว และคอนโด
ตึกแถวเก่านี้เป็นเรื่องที่เราไม่ค่อยเข้าใจและพูดถึงกันมากนัก ทั้งในแง่ของกายภาพ คือตัวอาคาร และในแง่ของชีวิตชุมชนที่เกี่ยวข้องกับตึกแถวเอง
พอเราไม่เข้าใจเรื่องเหล่านี้ เราจึงมองเรื่องการ “พัฒนา” เป็นเรื่องของ “การพัฒนาที่ดิน” ที่คิดไปในสองแบบ คือถ้าไม่ทุบทิ้ง สร้างตึกใหญ่ ก็ปรับปรุงไปทำร้านกาแฟ หรือร้านอาหารในย่านเก่า เพื่อให้คนรุ่นใหม่มา “เสพไวบ์” (VIBE) หรือมาเช็กอินถ่ายรูปทำให้พื้นที่แถวนั้นเป็นพื้นที่ที่ ถ่ายรูปสวยๆ (instragramable)
เราจึงเห็นส่วนหนึ่งของภาพของการ “ฟื้นฟูย่าน” เป็นเรื่องของการปรับเปลี่ยนตึกแถว โดยที่เต็มไปด้วยเรื่องของการตบแต่งใหม่ ทั้งรื้อบางส่วนแล้วก็ตบแต่งกันจนงงๆ ว่าตกลงแล้วอะไรคือสิ่งที่ทำได้ หรือทำไม่ได้ แล้วมันปลอดภัยไหม เพราะย่านใหม่ๆ ที่คนนิยมไปเช็กอิน ถ่ายรูป และเดินเที่ยวเหล่านี้ในความเป็นจริงก็จะมีร้านอาหารใหม่ และร้านที่กำลังตบแต่งปรับปรุง (และร้านที่รอปิดกิจการ) เป็นลำดับถัดๆ ไปเหมือนวัฏจักรที่หมุนอย่างรวดเร็วของการประกอบการที่สุดท้ายมีไม่กี่ร้านที่รอด
ที่ค่อยๆ เลือนหายไปคือความเข้าใจของชีวิตของผู้คนที่พักอาศัยในพื้นที่เหล่านั้น ว่าตกลงพวกเขาเป็นใครบ้าง
สำหรับสิ่งที่ถ่ายทอดกันมาในทุกวันนี้ เมื่อพูดถึงย่านเก่าเราก็พบแต่เรื่องของการเดิน ถ่ายรูป หรือการไปชิมอาหาร แต่เราไม่ค่อยเข้าใจเรื่องราวจริงๆ ของคนที่อยู่ที่นั่น คำสัญญาส่วนใหญ่ของผู้สมัครก็คือการ “พัฒนาพื้นที่” ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว
ส่วนที่เราไม่ค่อยเข้าใจก็คือชีวิตของผู้คนในพื้นที่นั้นเป็นอย่างไร ยังมีใครอยู่บ้าง ใครคือคนที่เข้าไปอยู่ใหม่
และใครเป็นเจ้าของตึกและที่ดิน เพราะตึกแถวจำนวนมากนั้นไม่ใช่ตึกแบบที่มีคนทั่วไปเป็นเจ้าของ แต่มีลักษณะของการเซ้ง หรือเช่าระยะยาว หรือมีการเช่าช่วงกันต่อๆ ไป ส่วนคนที่เช่าระยะสั้นอาจจะเห็นการเปลี่ยนรูปแบบการใช้อยู่บ่อย
และถ้าไม่ได้มองแค่ย่านเก่า แต่เรามองพื้นที่ที่ถูกพัฒนาใหม่แล้วถูกทดแทน หรือถูกทิ้งร้างเอาไว้ หรือลักษณะที่เสื่อมโทรมลงเราก็จะเห็นอะไรอีกมาก
ตัวอย่างถนนสุขุมวิท น่าจะเห็นภาพของการที่ตึกแถวนั้นหายไปเสียเป็นส่วนใหญ่ อาจจะเหลืออยู่แค่บางส่วนบางปากซอย นอกนั้นก็เปลี่ยนเป็นห้างและคอนโดใหญ่ไปเกือบหมดแล้ว
อีกพื้นที่หนึ่งที่เปลี่ยนแปลงไปมากก็คือแถวประตูน้ำ
ส่วนฝั่งธน แลวถนนจรัญสนิทวงศ์ เราก็ยังเห็นบางพื้นที่ที่ยังอยู่ แต่ก็หายใจรวยริน หรือเสื่อมโทรมไปหมดแล้ว บางส่วนก็ถูกปิด
ส่วนที่ถูกปิดไปมากและเปลี่ยนแปลงไปอย่างเงียบๆ ก็คือเพชรบุรีตัดใหม่
ความน่าแปลกประหลาดของพื้นที่กรุงเทพฯก็คือ เราหาพื้นที่เดินแบบที่มีตึกแถวขายของได้น้อยเต็มทน ส่วนที่ดูจะมีชีวิตชีวาที่สุด และไม่ค่อยเปลี่ยนไปจนลืมพื้นที่อดีตจริงๆ น่าจะอยู่ที่แถวบางรักเป็นหลัก ที่ยังพอเห็นทั้งร้านเก่าและร้านใหม่ยังอยู่ด้วยกัน (แต่ห้างสรรพสินค้าต่างหากที่ถูกปิดเพื่อปรับปรุง)
ผมนึกถึงเวลาที่ไปเดินไต้หวัน ฮ่องกง เราไม่ได้ต้องไปเช็กอินที่คาเฟ่ หรือร้านอาหาร ใหม่ๆ แต่เรายังเจอผู้คนที่ใช้ชีวิตในย่านที่มีตึกแถว ซึ่งไม่ได้หมายถึงย่านเก่าเสมอไป การเดินซื้อของตามตึกแถวไม่ใช่ห้างก็เป็นชีวิตทางเศรษฐกิจและชีวิตปกติของผู้คนในประเทศของเขา
เวลาเราดูคนรุ่นใหม่ที่มาทำคลิปแนะนำ ย่านเก่า เราจึงพบแต่ความตื่นเต้นกับทุกเรื่อง ทุกราว ที่ไม่รู้ว่าเป็นการแสดง หรือไม่รู้เรื่องรู้ราวจริงๆ ซึ่งก็ทำให้เห็นว่ามันมีเรื่องราวบางอย่างที่ขาดหาย และไม่เชื่อมต่อกับสายธารของชีวิตและความเปลี่ยนแปลงในพื้นที่เหล่านั้นเลย
หรือเวลาดูคนรุ่นเก่าที่เล่าว่า แถวนี้เคยมาใช้ชีวิตอยู่บ้าง หรือกลับมาเยือนถิ่นเก่าก็พยายามต่อติดว่ามันเกิดเรื่องราวอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปในพื้นที่เหล่านั้นบ้าง
ในประเด็นนี้นอกเหนือจากการมองเรื่องตึกแถวเก่า และย่านที่มีตึกแถวว่าผูกพันกับเมืองแล้ว เรายังจะต้องมาสนทนากันว่า จำเป็นไหมที่จะต้องทุบ หรือปรับเปลี่ยนการใช้จนจำรูปร่างไม่ได้ไปเสียทั้งหมด อะไรคือสาระและแก่นสารของตึกแถวและชุมชนตึกแถว
และอะไรคือความเชื่อมโยงของตึกแถวกับชีวิตของเมือง
การทำความเข้าใจส่วนนี้คงจะต้องเข้าใจองค์ประกอบหลายประการที่เกี่ยวข้องกัน เช่น การไม่มีที่จอดรถ การจัดระบบการส่งของเพื่อค้าขาย รวมทั้งการพูดเรื่องของการขนส่งสาธารณะแบบไหนที่ส่งเสริมและ (อาจ) ทำลายตึกแถว
และยังต้องหมายถึงการเปลี่ยนแปลงพื้นที่โดยรอบตึกแถวด้วย เช่น การเกิดขึ้นของคอนโด และชุมชนใหม่ๆ
และเรื่องใหญ่กว่านั้นคือถามคำถามว่าตึกแถวยังจำเป็นและเชื่อมโยงยังไงกับชีวิตของเมือง โดยเฉพาะในกรณีคือเมืองกรุงเทพฯ
จากนั้นเราก็ต้องสำรวจมาตรฐานการดำรงอยู่ของตึกแถวและหาทางส่งเสริมสนับสนุนให้มีการปรับปรุงคุณภาพของตึกแถวนั่นแหละครับ ทั้งในแง่กายภาพ ชุมชน และความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจ
เรื่องที่ใหญ่กว่านั้นคือการยกระดับเรื่องนี้ไปพูดกันทางเศรษฐกิจ ทั้งระดับเมืองและระดับประเทศ
เพราะเศรษฐกิจที่เกี่ยวพันกับตึกแถว มันเป็นรูปแบบหนึ่งที่สำคัญของเศรษฐกิจประเทศ ที่พูดกันแต่เรื่องเอสเอ็มอี และซอฟต์พาวเวอร์ ฯลฯ
แต่เรายังไม่ได้ยึดโยงกันกับเศรษฐกิจและความอยู่รอด หรือการแปรสภาพของตึกแถวอย่างจริงๆ จังๆ
(หมายเหตุ: ตอนที่เขียนงานชิ้นนี้ผมคิดถึงเรื่องสั้นเรื่อง เศรษฐศาสตร์ห้องแถว ของหยก บูรพา ที่เรียนในสมัยมัธยมต้น จำได้ว่าตอนที่อ่านครั้งแรกตื่นตาตื่นใจมาก เพราะว่าผมไม่ใช่คนจีนในไทย
ก็เลยได้รู้เรื่องราวมากมายจากเรื่องสั้นชิ้นนั้น)

