หน้าแรก คอลัมนิสต์ คนตกสีที่อยู่...

คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : ข้อความคิดในช่วงสุดท้าย ก่อนการเลือกตั้งท้องถิ่นแห่งมหานคร

23.06.26 | 13:10 น.

ตอนนี้น่าจะไม่มีปัญหาแล้วว่าใครจะเป็นผู้ว่าฯกทม.ต่อจากคุณชัชชาติ เพราะดูจากคะแนนความนิยมในโพลทุกสำนักแล้ว คะแนนของเจ้าตัวทิ้งห่างผู้สมัครที่เหลือแบบสิ้นสงสัย เกินกว่าร้อยละห้าสิบถึงหกสิบ แถมบางสำนักให้ไปถึงเจ็ดสิบ ดังนั้นสิ่งที่คนกำลังจับจ้องพิจารณา คือ ใครจะมาที่สอง และฝ่ายไหนจะได้พื้นที่ในสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) มากกว่า

ซึ่งกรุงเทพมหานครนี้เป็นพื้นที่การเมืองที่ “พรรคประชาชน” ชนะการเลือกตั้ง ส.ส.ครบทั้ง 33 เขต ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.จากพรรคประชาชน คือ “ดร.โจ” คุณชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร จึงน่าจะเป็นคู่แข่งแม้ว่าจะไม่สูสีกับอดีตผู้ว่าฯ แต่ก็น่าจะมาที่สองได้อย่างไม่น่าจะต้องลุ้นอะไร เช่นเดียวกับที่นั่งในสภากรุงเทพมหานครที่ทางพรรคคงหวังว่าความสำเร็จใน “สนามใหญ่” นั้นจะเป็นภาพสะท้อนมาถึงสนามท้องถิ่นแห่งมหานครนี้ด้วย

แต่การกลับกลายเป็นว่ายิ่งมีการสำรวจที่เข้าใกล้การเลือกตั้งมากขึ้นเท่าไร คะแนนเสียงของพรรคประชาชนทั้งผู้สมัครและ ส.ก.กลับลดลงเรื่อยๆ อย่างมีนัยสำคัญ ในตอนนี้คะแนนนิยมในส่วนของผู้สมัครนั้น ผู้สมัครจากพรรคประชาชนอาจจะไม่ได้เป็นที่สองรองจากคุณชัชชาติแล้วก็ได้ เพราะบางโพลก็ให้เป็น มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครหมายเลข 14 ได้คะแนนนำไป หรือโพลอื่นแม้ไม่นำ แต่คะแนนนิยมก็สูสีเบียดกันจนต้องลุ้น

ส่วนผู้สมัคร ส.ก.นั้น ในการสำรวจครั้งหลังๆ กลายเป็นว่า ผู้สมัครอิสระ (ซึ่งบางโพลระบุไปเลยว่าเป็นกลุ่ม “คนทำงาน”) นั้นคะแนนนำแซงผู้สมัครของพรรคประชาชนที่ก่อนหน้านี้เคยนำแบบแบเบอร์มาก่อนในทุกเขตทุกโพล

หลายฝ่ายเชื่อกันว่าจุดหักเหสำคัญเกิดมาจากการเปิดตัว ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ ซึ่งเป็นผู้ที่เคยมีประวัติไปในทางที่ไม่ค่อยเป็นคุณต่อการปกครองตามครรลองประชาธิปไตยเสียเท่าไรในตำแหน่งเป็นประธานกลยุทธ์การเลือกตั้ง ตามมาด้วยเสียงคัดค้านอย่างล้นหลามของประชาชนคนเลือกพรรคส้มตั้งแต่ยังเป็นพรรคอนาคตใหม่จนถึงปัจจุบัน กระนั้นบางท่านก็ว่าไม่เกี่ยว เพราะเห็นว่าคนที่จะเดือดร้อนประเด็นนี้ก็น่าจะได้แก่พวก “ปัญญาชน” หรือนักกิจกรรมเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยผู้เข้มงวด ส่วนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพฯ จริงๆ คงไม่มีใครเคร่งครัดเรื่องอุดมการณ์แนวคิดทางการเมืองอะไรขนาดนั้นก็ว่าไป

Advertisement

แต่อย่างนั้นก็จะยิ่งทำให้ไม่มีคำตอบว่าทำไมคะแนนจากการสำรวจจากไม่รู้จะกี่สำนัก ซึ่งถ้าเป็นโพลเดิมก็น่าจะใช้ระเบียบวิจัยและกลุ่มเป้าหมายใกล้เคียงเดิม ความนิยมของผู้สมัครทั้งผู้ว่าฯกทม. และ ส.ก.ของพรรคประชาชนจึงลดลงเรื่อยๆ ทุกครั้งที่มีการสำรวจขนาดนั้นได้

คำอธิบายที่ว่าส่ง ดร.โจมาลงเพื่อเป็นสปิริตนำทัพ ส.ก. โดยที่รู้ว่าแพ้คุณชัชชาติมาแต่ในมุ้งนั้นก็อย่าเพิ่งลืมไปว่า ตอนที่ออกจาก “มุ้ง” มาใหม่ ๆ นั้น คะแนนนิยมก็ยังดีๆ อยู่เลย หรือว่าตอนออกจากมุ้งมาแล้วดันไปสะดุดอะไรเข้า จากที่อยู่ในมุ้งแค่แพ้เฉยๆ ออกมานอกมุ้งกลับกลายเป็นแพ้ยับไปเสียอย่างนั้น

บ้างก็สงสัยว่า ขนาดให้ ส.ส.จอมโยนระเบิดออกมาเปิดแผลทุจริตใน กทม. โดยการตั้งข้อหาว่า ต่อให้คุณชัชชาติอาจจะไม่ทุจริต แต่คนรอบข้างก็ทุจริต ไม่เอาจริงเอาจัง โอนอ่อนให้ข้าราชการหาประโยชน์ ระบอบอากงนี่นั่นโน่น ฯลฯ แต่แล้วก็กลับไม่ส่งผลในทางสะเทือนต่อคะแนนนิยมของคุณชัชชาติ หรือสร้างคะแนนนิยมให้พรรคส้มอย่างมีนัยสำคัญได้เลย

เหตุผลก็เป็นเพราะว่าข้อหาทั้งหมดที่กล่าวหามานั้นแม้มันจะมีส่วนถูกในข้อเท็จจริงอยู่บ้าง แต่ก็เพราะความที่มันเจือไปด้วย “ความเท็จ” และ “ข้อกล่าวหาเกินจริง” (ส่วนตรงไหนเท็จ หรือตรงไหนเกินจริงนั้น ได้เขียนไว้ละเอียดแล้วในคอลัมน์ฉบับเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว วันพุธที่ 17 มิ.ย.69) ซึ่งข้อเท็จจริงเหล่านั้นเมื่อทางฝ่ายคุณชัชชาติออกมาชี้แจง และประชาชนชาวกรุงที่พอจะมีจิตใจเป็นธรรมและใฝ่หาข้อมูลตามสมควรได้สอบสวนทวนความตามแล้ว ก็ไม่แปลกที่นอกจากระเบิดจะไม่ทำงานแล้ว มันยังย้อนกลับมาสร้างความไม่น่าเชื่อถือให้กับผู้ออกมาตีฆ้องร้องแรกนั่นเสียอีก

จะว่าไป ถ้าทางพรรคอยากจะรู้ว่าการกล่าวหาคนอื่นเพื่อหวังผลทางการเมืองในลักษณะนี้มันเลวร้ายและไม่เป็นธรรมอย่างไร ก็ขอให้นึกถึงกรณีเร็วๆ นี้ มีการปล่อยข่าวว่า คุณภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อของพรรคประชาชน เข้าไปเกี่ยวข้องกับขบวนการหลอกลงทุน Forex เพียงเพราะมีเงินจากเครือข่ายดังกล่าวไหลเข้ามาในบัญชีราว 28 ล้านบาท ก็ได้ ที่มีข้อน่าสงสัยเพียง 10 มีหลักฐานที่น่าจะเกี่ยวข้องแค่ 5 แต่เอาไปขยายผลให้ข่าวไปเสียแล้วถึงราว 90 ราวกับกระทำผิดประพฤติมิชอบไปแล้วกระนั้น

ก็นี่แหละคือเหตุผลที่ทำไมแฟนพันธุ์แท้ถึงตัดพ้อว่า ทำไมชัชชาติถึงแข็งแกร่งนัก ขนาดเปิดโปงเรื่องทุจริตซึ่งปกติแล้วสังคมอ่อนไหวนัก ก็ยังเจาะไม่เข้าเอาไม่ลง

หรือแม้กระทั่งความพยายามเปิดโปงว่าทีมผู้สมัครอิสระกลุ่มคนทำงาน ที่แล้วก็คือ ผู้สมัคร ส.ก.ที่เป็นคนของคุณชัชชาติ หรืออย่างน้อยเขาก็สนับสนุนให้ท้าย พยายามนำเอาตัวผู้สมัครในทีมที่ภาพลักษณ์ดูแย่หน่อยมาส่องไฟประจาน หวังว่าจะทำให้คนรู้สึกไม่ไว้ใจและไปเลือก ส.ก.ของพรรคตัวเองมากๆ เพื่อมาคานอำนาจคุณชัชชาติ เรื่องกลับตาลปัตรเป็นว่าการไปชี้เป้าแบบนี้ กลายเป็นทำให้คนบางส่วนออกมาแสดงความเห็นกันในทำนองที่ว่า “อ้าว เหรอ แปลว่าถ้าเลือกผู้สมัครอิสระกลุ่มคนทำงานนี่ แปลว่าจะได้คนที่เป็นทีมเดียวกับผู้ว่าฯชัชชาติหรือนี่ ถ้างั้นเลือกเลยดีกว่า ขอบคุณนะที่บอก!”

ก็ไม่รู้ว่านี่เป็นเหตุผลหรือเปล่าที่ทำให้อยู่ดีๆ คะแนนของผู้สมัครอิสระทีมคนทำงานพุ่งแซงผู้สมัครพรรคประชาชนไปได้แบบที่ยิ่งทำให้หัวร้อนกันเข้าไปใหญ่

พูดถึงความเห็นของผู้คนในโลกออนไลน์แล้ว ประเด็นสุดท้ายที่อยากจะขอฝากไว้สำหรับเรื่องของ “พรรคส้ม” คือบาดแผลใหญ่ที่สุด ที่น่าแปลกว่าไม่เห็นสื่อใหญ่ที่ไหนเจาะหรือไปถามทางพรรคให้ชัดเจนไปเสียที คือการใช้ปฏิบัติการทางข้อมูลข่าวสารเชิงจิตวิทยา หรือ IO โดยกองทัพบัญชีเฟซบุ๊กที่เห็นได้ชัดเจนว่าไม่ใช่ผู้ใช้งานจริง หรือไม่ใช่ผู้ใช้งานชาวไทย ไปปั่นเชียร์ผู้สมัครผู้ว่าฯและ ส.ก.ของพรรคประชาชนอย่างผิดปกติแบบชัดเจนอย่างที่ใครเห็นก็รู้ นั่นคือเป็นการตั้งชื่อแบบนามแฝงขอไปที โดยทั้งหมดเป็นบัญชีที่ล็อกโปรไฟล์ ไม่มีเพื่อนหรือกิจกรรมอื่นๆ หรือถ้ามีเพื่อนก็จะมีเพื่อนในจำนวนจำกัดที่ใกล้เคียงกับคนอื่นๆ ในกลุ่มเดียวกันอย่างที่รู้ว่าตั้งบัญชีขึ้นมาแล้วรับเป็นเพื่อนวนกันไปกันมา

โดยทุกบัญชีที่มีลักษณะร่วมกันเช่นนี้ จะเข้าไปโพสต์สนับสนุน ให้กำลังใจ หรือบอกให้เลือกผู้สมัครจากพรรคประชาชน ทั้งผู้ว่าฯและ ส.ก.ด้วยข้อความซ้ำๆ กัน หรือไปคอยปั่นโหวตตามสื่อต่างๆ

แถมระยะหลังๆ เหมือนจะไม่เหนียมไม่อายกันแล้ว บัญชีประหลาดที่เชียร์ผู้สมัครจากพรรคส้มมีที่มาทั้งจากประเทศเพื่อนบ้านเช่นเวียดนาม ไปยันตะวันออกกลาง บางบัญชียังเป็นตัวอักษรอาหรับ ไปยันเขตเวสแบงก์ เมืองเบธเลเฮม หรือแม้กระทั่งบัญชีชื่อเดียวกับเปี๊ยบแต่ใช้รูปไม่เหมือนกัน มาโพสต์เชียร์ป๊ะกันเองในโพสต์เดียวกันก็มีให้เห็น

ไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาเป็นอย่างไร แต่การที่มีบัญชี “ประหลาด” พวกนี้ไปสนับสนุนผู้สมัครของทางพรรคอย่างน่าเกลียดโจ๋งครึ่ม โดยที่ทางพรรคก็ไม่เคยออกมาปฏิเสธอย่างแข็งขันว่าไม่ได้ทำ หรือถูกกลั่นแกล้งอะไรอย่างไร ก็น่าจะเป็นรอยด่างพร้อยสำหรับพรรคที่อ้างว่าเล่นการเมืองแบบใหม่ และพยายามปฏิเสธมาตลอดว่าไม่เคยใช้กลไกปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารเชิงจิตวิทยาเช่นนี้มาตลอดก็ได้

สุดท้ายนี้ แม้ดังจะได้เขียนไว้ว่า ผลการเลือกตั้งเฉพาะส่วนของผู้ว่าน่าจะขาดลอยแบเบอร์แล้ว แต่ถ้าถามว่า ยังมีคนกลุ่มไหนบ้างไหมที่น่าจะไม่เลือก
ผู้ว่าฯคนเก่าบ้าง

กลุ่มแรกที่จะต้องแยกไว้ คือกลุ่มจารีตนิยมที่ชื่นชอบชื่นชมในกลุ่มอำนาจเดิมที่เคยสนับสนุนผู้ว่าฯที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ที่ไม่ว่าอย่างไรก็เกลียดชังคุณชัชชาติ โดยมักจะล้อว่าแกเป็นกอริลลา (ซึ่งใจร้ายมาก) ซึ่งคนกลุ่มนี้เคยเกลียดชังอย่างไร ก็เกลียดมาอย่างนั้นตลอด 4 ปีในการดำรงตำแหน่ง ใครที่เคยผ่านตาคนกลุ่มนี้คงพอจะนึกออก แต่พวกเขาก็ไม่ใช่คนที่จะกล้ำกลืนเลือกพรรคประชาชนได้เช่นกัน โดยพวกเขาก็มีคนที่จะเลือกอยู่แล้วแน่นอน กับอีกกลุ่ม คือคนที่จะเลือกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งทุกระดับเพื่อแสดงจุดยืนทางการเมืองที่จะสนับสนุนพรรคนี้ไม่ว่าในสถานการณ์ใด ซึ่งขอชื่นชมในจุดยืนอย่างจริงใจและไม่ขอก้าวล่วง

นอกจากนี้ก็มีคนกลุ่มที่อาจจะรู้สึกว่าการทำงานของคุณชัชชาติที่ผ่านมานั้นยังไม่เข้าตา ซึ่งเรื่องนี้ก็เข้าใจได้จริงๆ และมันเป็นเรื่องปัจเจกด้วย เพราะแม้ว่ากรุงเทพมหานครโดยรวมจะดูดีขึ้น สวยงาม สะอาด ปัญหาต่างๆ ได้รับการคลี่คลายลงไปเพียงใดก็ตาม แต่มันก็มีบางจุดที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข และเป็นประสบการณ์ของใครของมัน ท้องที่ใครท้องที่มันโดยแท้

เช่นมีบางคนกล่าวอ้างว่า คุณชัชชาติสร้างความเจริญแต่ในเขตกลางเมืองในถิ่นของฐานเสียงคนชั้นกลางค่อนสูง ไม่เหลียวแลคนชานเมืองที่ยังอยู่ในสภาพแย่ไม่ต่างหรือแย่กว่าเดิม ก็อาจจะจริงในประสบการณ์ของท่านผู้นั้น หากแต่ผมและอีกหลายท่านที่อยู่ชานเมืองแบบที่ขับรถไปอีกนิดก็ปทุมธานี กลับมีประสบการณ์ที่แตกต่างไปเมื่อพบว่าอะไรๆ ก็ดีขึ้นในทุกด้าน ฝนตกหนักแค่ไหนรอสักนิด ฝนหายก็ไปขึ้นรถไฟฟ้าแล้วเดินเข้าซอยกลับบ้านได้ โดยน้ำที่เอ่อเต็มถนนจะค่อยๆ ระบายหายไปภายในชั่วโมงเดียว แต่แน่นอนว่า “ชานเมือง” ในประสบการณ์ของคนที่เขายังไม่ได้รับความสะดวกก็มีเหมือนกัน เช่นเดียวกับคนที่บ้านใกล้โรงขยะอ่อนนุช ที่ก็คงจะเหม็นขยะจริงอย่างที่ถ้าใครไปตั้งบ้านเรือนแถวนั้นก็คงเลือกคุณชัชชาติไม่ลงเช่นกัน

แต่ไม่ว่าจะอย่างไร แม้ผลจะไม่เปลี่ยนแปลงอะไรมากแล้ว แต่วันอาทิตย์ที่ 28 อย่างไรก็ขอให้ออกไปเลือกตั้งกันให้เยอะๆ ไม่ว่าจะเป็นการไปแสดงจุดยืนทางการเมืองเพื่อสนับสนุนพรรคที่ตนสมาทานด้วยว่ามาถูกทางแล้ว หรือไปให้สัญญาณว่าไม่เห็นด้วยกับแนวทางของพรรคแต่ก็ไม่ได้เลือกอีกฝ่ายจึงไปกาไม่เลือกใครเลย หรือแม้แต่ไปลงคะแนนเพื่อให้กำลังใจสำหรับผู้สมัครที่เคยทำงานมาแล้ว ว่าเราขอบคุณการทำงานของเขา และแสดงให้เห็นว่า นี่คือฉันทมติที่เราไว้วางใจให้เขาดูแลมหานครของเราต่อไปในแนวทางที่เคยทำมานี้และหวังตามสัญญาว่าจะทำให้ดียิ่งๆ ขึ้นไปอีก