จริงๆ สิ่งที่อยากรู้ที่สุดในการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ที่เพิ่งผ่านและทราบผลกันไปว่าในที่สุดเราก็ได้ผู้ว่าฯคนเดิมคือ อาจารย์ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ นั้น คือแต่ละพรรคหรือแต่ละฝ่าย กำหนดตัวชี้วัดแบบ KPI (หรือทันสมัยหน่อยคือ OKRs) ไว้ที่เท่าไรกันบ้าง ทั้งในแง่ของคะแนนเสียงของผู้ว่าฯกทม. และจำนวนที่นั่งในสภากรุงเทพมหานคร
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “พรรคส้ม” พรรคประชาชนที่เป็นเจ้าของที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรของกรุงเทพฯไปทั้งหมด 33 ที่นั่ง ที่เชื่อว่าพวกเขาก็คงรู้ว่าโอกาสที่จะเอาชนะผู้ว่าฯคนเดิมและคนปัจจุบันนั้นเป็นไปได้ยากยิ่ง แต่ก็เชื่อว่าพวกเขาคงคาดว่าด้วยกระแสของพรรค หากส่งผู้สมัครลงก็คงจะได้คะแนนมาเป็นที่สอง แต่จะเป็นที่สองห่างจากที่แรกมากแค่ไหน ด้วยคะแนนหรือสัดส่วนเท่าไรเมื่อเปรียบเทียบกับผลงานเดิมที่ “วิโรจน์ก้าวไก่” คุณวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ซึ่งแม้จะได้มาอันดับสามเหมือนกัน แต่ก็แพ้แบบเฉือนอันดับสองอยู่แค่หลักสิบคะแนน
เมื่อผลออกมากลายเป็นว่าได้เป็นที่สามรองจากคุณมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข แบบที่คะแนนห่างกันแสนกว่าคะแนน นี่ก็คงจะเป็นเรื่องที่ไม่ได้เป็นไปตาม KPI อย่างแน่นอน
ส่วนจำนวนที่นั่งในสภา กทม.นั้น ถ้าเดาจากการที่พรรคประชาชนส่งผู้สมัครลงครบ 50 เขต ซึ่งเป็นพรรครวมถึงกลุ่มการเมืองเดียวที่จัดเต็มระดับนี้ ประกอบกับที่คุณภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย หรือ ส.ก.เนอส เขตบางซื่อ ไปให้สัมภาษณ์ไว้กับสื่อเจ้าหนึ่งว่า ถ้าพรรคไม่ได้ที่นั่ง ส.ส.เกินครึ่ง ก็จะรู้สึกเสียเวลาชีวิตในอีก 4 ปีข้างหน้าไปเลยทีเดียว ก็อาจจะพอเดาได้ว่า KPI ของพวกเขาที่มุ่งหมายก็น่าจะอยู่ที่ 25 ที่นั่งเป็นขั้นต่ำ ซึ่งในที่สุดตัวเลขก็น่าจะหยุดอยู่ที่ 22 ที่นั่ง
สำหรับข้อเรียกร้องให้พรรคประชาชนทบทวน หรือถอดบทเรียนคงไม่ต้องพูดกัน เพราะเป็นเรื่องที่ผู้ที่ยังชื่นชมและศรัทธาในพรรคนี้คงจะต้องไปว่ากล่าวกันเอาเอง แต่อย่างน้อยการตก KPI ทั้งสองสนามในครั้งนี้ก็น่าจะแสดงให้เห็นแล้วว่า การเมืองเชิงลบ การด้อยค่าการทำงานด้วยการหยิบจุดเล็กๆ น้อยๆ ที่บางเรื่องจะเรียกว่าเป็นความบกพร่องผิดพลาดของอีกฝ่ายก็ได้ไม่เต็มปาก ไปจนข้ามเส้นจากการเปิดโปงไปสู่การปรักปรำแบบทุ่มสุดตัวนั้นมันคุ้มหรือไม่กับ “ผลประกอบการ” ที่ออกมา
แต่สำคัญกว่านั้นคือ ขอให้ยอมรับความจริงอย่างสัตย์ซื่อแล้วก็ไม่ต้องโอดครวญดึงดรามาว่าพ่ายแพ้ให้แก่ลัทธิบูชาตัวบุคคล เพราะถ้าไม่ใช่เพราะเข้าใจผิด พวกท่านเองก็รู้อยู่แก่ใจว่าหลายเรื่องที่ยกขึ้นมาเพื่อหมายสร้างตำหนิให้คู่แข่งอย่างอาจารย์ชัชชาติที่มองว่าเขาเป็นฝ่ายตรงข้ามนั้นเป็นเรื่องจริงที่เจือสีฉูดฉาดอันเป็นเท็จเข้าไปในระดับเป็นพิษ จนในที่สุดการโจมตีนั้นก็พลาดเป้า และแพ้ให้คู่แข่งที่คาดไม่ถึงในที่สุด
อีกฝ่ายที่อยากรู้จริงๆ ว่าตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์ KPI หรือ OKR ของพวกเขาคืออะไร คือผู้สมัคร ส.ก.อิสระ กลุ่ม “คนทำงาน” ที่พยายามแสดงออกกลายๆ และถ้ากล่าวกันอย่างตรงไปตรงมา ก็ราวกับว่าอาจารย์ชัชชาตินั้นเองก็จะยอมรับด้วยเช่นกันว่า แม้ท่านประกาศว่าพร้อมทำงานกับทุกฝ่าย แต่ผู้สมัครอิสระกลุ่มนี้คือผู้สมัคร ส.ก.ที่สะดวกจะทำงานด้วยมากเป็นพิเศษ
เราไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วกลุ่มนี้เขาคาดหวังเก้าอี้กันที่เท่าไร การได้มาราว 10 ที่นั่ง (ข้อมูลขณะเขียน) ถือว่าเป็นไปตาม KPI หรือไม่ เพราะต้องไม่ลืมว่าทีมนี้ก็ส่งผู้สมัครลงเพียง 33 จาก 50 เขตเท่านั้น ก็อาจเป็นไปได้ว่านี่อาจจะเป็นทีมรวมการเฉพาะกิจจริงๆ ที่มีข้อตกลงกันหลวมๆ ว่าถ้าได้เข้าไปเป็น ส.ก.จะสนับสนุนฝ่ายผู้ว่าฯก็ได้ เพราะในอีกทางหนึ่ง พรรคประชาชนก็ประกาศตั้งแง่ว่าจะเข้าทำหน้าที่ตรวจสอบหรือเป็นเหมือน “ฝ่ายค้าน” อยู่แล้ว
แต่ถ้ากลายเป็นว่าจากผลการเลือกตั้ง กลุ่มนี้ตก KPI ไปจริง ก็เดาได้ว่าเป็นเพราะความไม่ชัดเจน ที่อาจกล่าวตามตรงได้ว่าเรื่องที่อาจจะนับว่าเป็นรอยตำหนิของ “ทีมชัชชาติ” ในการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. 2569 นี้ ก็คงจะได้ความไม่ชัดเจนของทีมผู้สมัคร ส.ก.กลุ่มคนทำงานนี่แหละ เพราะจะว่าไปถ้าหากท่านเปิดตัวทีมนี้ขึ้นมาพร้อมกันว่าเป็นทีม ส.ก.ที่ท่านสนับสนุนเสียแล้ว ดีไม่ดีอาจจะชนะได้เป็นเสียงข้างมากในสภาเลยก็ได้
ความไม่ชัดเจนนี้ถูกซ้ำเติมด้วยการเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ก่อนเลือกตั้งเพียงสองวันด้วยแคมเปญที่พังพินาศว่าเอาการเมืองออกจากสภา กทม. นี่ บอกตามตรงว่าได้ถึงสิบก็ถือว่าเสียหายน้อยกว่าที่คิดแล้ว
อีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ คือชัยชนะของคุณมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ชนะในที่นี้ไม่ได้หมายถึงชนะเป็นผู้ว่าฯกทม. ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่าเกือบๆ เป็นไปไม่ได้ แต่หมายถึงชนะขึ้นมาเป็นที่สองชนิดที่แค่ไปบอกกันในตอนเช้าของวันนั้นว่าเธอจะเข้ามาเป็นที่สองแบบทิ้งที่สามจากพรรคประชาชนเป็นแสนๆ ใครก็คงคิดว่ายกเรื่องเหลวไหลมาอำกัน ขนาดตอนประกาศผลขึ้นมาแรกๆ ยังมีคนเชื่อไม่ลง
ที่น่าสนใจคือ คะแนนของเธอไม่ใช่แค่เป็นที่สองในคะแนนรวม แต่เป็นที่สองลงในระดับเขตทุกเขตด้วย ซึ่งถ้าจะพูดให้เห็นภาพ คือในหมู่เสียงส่วนน้อยที่อยู่รายรอบตัวพวกเรานี้ ในบรรดาเสียงเหล่านั้น มีผู้ที่เลือกคุณมัลลิกาเป็นสัดส่วนที่มากที่สุด
คนกลุ่มดังกล่าว ได้แก่ผู้ที่ชื่นชอบในวิถีทางการเมืองแบบจารีตนิยม กลุ่มคนที่แม้จะเกลียดพรรคประชาชนอย่างไรก็ทำใจเลือกพรรคเพื่อไทยไม่ได้ (เช่นเดียวในอีกทางก็คือเกลียดพรรคเพื่อไทยและตระกูลชินวัตรและสาแหรกเคียงข้างอย่างไรก็สมาทานมาทางส้มไม่ได้ดุจกัน) แต่ก็เห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่ใช่ตัวแทนอันสมน้ำสมเนื้อที่จะต่อสู้กับสองพรรคนี้ได้ อันได้แก่กลุ่มคนที่เคยเลือกพรรคพลังประชารัฐและรวมไทยสร้างชาตินั่นแหละ
คนกลุ่มนี้เองที่เฝ้ากระแนะกระแหนด่าทออาจารย์ชัชชาติตั้งแต่เป็นผู้ว่าฯสมัยแรกแล้ว โดยวาดการ์ตูน (ซึ่งตอนหลังใช้ AI) ให้แกเป็นคิงคองนั่นแหละ คือลายเซ็นของพวกเขา
ชัยชนะและคะแนนของผู้สมัครหมายเลข 14 ในการเลือกตั้งผู้ว่าฯเมื่อวันอาทิตย์นี้ ซึ่งเท่าที่ติดตามจนถึงตอนนี้นั้นอยู่ที่ 280,000 คะแนน ซึ่งมากกว่าที่คุณสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ จากพรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้ที่สองในปี พ.ศ.2565 อยู่ราว 30,000 คะแนน ก็เป็นคะแนนที่มีนัยสำคัญน่าสนใจว่า พลังทางการเมืองของคนกลุ่มนี้ยังคงมีนัยสำคัญอยู่และอาจจะตื่นขึ้นได้หากมี “ผู้นำที่เหมาะสม” และการตื่นขึ้นนั้นก็อาจจะส่งผลเป็นปัจจัยทางการเมืองที่ดึงสถานการณ์กลับไปสู่สภาพเหมือนในปี พ.ศ.2548 หรือ พ.ศ.2557 อีกครั้งก็ได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องอันควรประมาทเลย และฝ่ายที่อาจจะเหลือเรียกได้แค่ว่า “ฝ่ายที่ไม่ต้องการอำนาจนอกระบบ ประสงค์จะให้เสียงของประชาชนกำหนดอนาคตของตัวเอง” ถ้ายังคงเลือกจะตีกันเอง
แบบนี้อยู่… ก็คงได้แต่แล้วแต่ตามนั้นก็แล้วกัน
สุดท้ายนี้ เรื่องที่อยากจะฝากถึงอาจารย์ชัชชาติและทีมงานก็มีอยู่ว่า จากผลการเลือกตั้ง ส.ก.ที่ออกมา แม้พรรคประชาชนจะไม่ได้รับชัยชนะเป็นกอบเป็นกำตามที่พวกเขามุ่งหมาย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ในเขตที่เจ้าถิ่นไม่แข็งแกร่งพอ พวกเขาก็เอาชนะได้หมด ซึ่งเป็นสัญญาณให้เห็นได้ว่า “ข้อกล่าวหา” หลายเรื่องของพวกเขา โดยเฉพาะเรื่องของการไม่เอาจริงเอาจังต่อการแก้ปัญหาการทุจริตของข้าราชการใน กทม. หรือไม่พยายามแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างนั้น แม้มันอาจจะ “ไม่สมเหตุสมผลเชิงทางทฤษฎีและในทางกฎหมาย” แต่มันก็ “มีน้ำหนัก” ในความรู้สึกของประชาชน
หากจะหาข้อดีอะไรจากเรื่องนี้ ก็เห็นจะได้แก่เรื่องที่ประชาชนจำนวนหนึ่งได้เริ่มทำความเข้าใจเกี่ยวกับขอบเขตอำนาจอันแท้จริงของผู้ว่าฯกทม. รวมถึงบทบาทและความสัมพันธ์ระหว่างผู้ว่าฯกทม. กับสภา กทม. รวมถึงกลไกกระบวนการขั้นตอนต่างๆ ในทางกฎหมายแล้ว
ดังนั้น หากเป็นไปได้ ในสมัยหน้าท่านและทีมงานอาจจะต้องหาเทคโนโลยีในการแสดงกระบวนการเหล่านี้ให้เข้าใจได้โดยง่าย และให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าไปติดตามผลการร้องเรียนเรื่องที่มีการกล่าวหา หรือเป็นข่าวข้อครหากังขาในสังคม (เช่น เรื่องลู่วิ่งมหากาพย์) ให้สามารถเข้าไปตรวจสอบได้ทันทีว่าเรื่องนี้อยู่ในขั้นตอนไหน เสร็จจากนี้แล้วจะไปไหน หากมีการสอบสวน นัดต่อไปเมื่อไรอย่างไร กรอบเวลาตามกฎหมายกำหนดไว้อย่างไร กระบวนการนี้ถือว่าเป็นไปตามกรอบขอบเขตที่กฎหมายกำหนดไว้หรือไม่ โดยมีการปกปิดข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ที่เกี่ยวข้องให้เป็นไปตามกฎหมาย
นอกจากนี้ อาจจะต้องสื่อสารเรื่องเขตอำนาจของผู้ว่าฯกทม.ให้ชัดเจนขึ้น ทั้งเขตอำนาจในเชิงหน้าที่ตามกฎหมาย และเขตอำนาจในเชิงพื้นที่
เขตอำนาจในเชิงกฎหมายก็ได้แก่ เรื่องไหนบ้างที่ผู้ว่าฯกทม.มีอำนาจทำได้หรือทำไม่ได้ หรือถ้าที่ทำได้ ทำได้ในขอบเขตแค่ไหน และถ้าอยากได้อำนาจเพิ่มจะต้องไปแก้ที่กฎหมายใด ใครจะเป็นเจ้าภาพให้ หรือถ้าติดขัดที่ข้อบัญญัติ กทม. แล้วสภา กทม.จะสามารถช่วยแก้ไขได้หรือไม่หากเป็นเรื่องที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของประชาชน
ส่วนเขตอำนาจเชิงพื้นที่ก็ได้แก่ พื้นที่ตรงไหนใน กทม.ที่กรุงเทพฯมีอำนาจในการจัดการบ้าง หรือที่มีอำนาจจัดการมีอำนาจจัดการได้ในขอบเขตแค่ไหน เช่น ทางเท้านั้น กทม.ดูแลได้ แต่สายไฟฟ้าและสายสัญญาณต่างๆ ด้านบนนั้นไม่อยู่ในอำนาจ หรือแม้แต่ถนนบางเส้น เสาไฟบางต้น กทม.ไม่มีอำนาจอันใดในการเข้าไปจัดการใดๆ ได้เลย
เพราะส่วนหนึ่งที่ทำให้ข้อโจมตีดังกล่าวมีน้ำหนัก ก็เพราะเรื่องต่างๆ ข้างต้นนั้นอาจจะเข้าใจยากและไม่ทราบกระบวนการและผลของแต่ละกระบวนการรวมถึงเส้นทางดำเนินการจนจบครบทั้งวงจร ความเข้าใจยากนี้จึงเปิดช่องให้มีผู้เอาข้อมูลขั้นตอนอันมีความยากนั้นมาตัดทอนสรุปให้มันง่ายเพื่อชี้โทษมาที่ท่าน และเขาก็ทำเกือบสำเร็จด้วย
ความชัดเจนและบอกแจ้งแถลงไขไว้ล่วงหน้านี้เอง หากต่อไปใครที่มุ่งหมายจะมาโจมตีด้วยข้อเท็จจริงครึ่งเดียวประเภท ทุจริตจัดซื้อเครื่องออกกำลัง กทม.ปรับ 600 บาทเลิกแล้วต่อกัน ประชาชนก็จะสามารถตรวจสอบได้ทันทีว่าผู้พูดนั้นถ้าไม่ใช่เพราะความรู้ทางกฎหมายและการบริการราชการแผ่นดินนั้นจะไม่สมดุลกับความปากเก่ง ก็อาจจะหมายถึงพวกที่ดูถูกประชาชนว่าพูดจาเกินจริงเพื่อกล่าวหาใครอย่างไรก็ได้เพราะอย่างไรก็จับไม่ได้ไล่ไม่ทัน
แม้ว่าด้วยข้อจำกัดของกฎหมาย ในสมัยหน้าตัวท่านผู้ว่าฯคนปัจจุบันจะลงสมัครอีกไม่ได้แล้วก็ตาม แต่หากทีมของท่านจะยังประสงค์จะทำงานต่อ การวางระบบตรวจสอบที่ให้ประชาชนเข้าติดตามดูข้อมูลแบบตามทันได้และเข้าใจง่ายทุกกระบวนการ ก็จะเป็นการสร้างความโปร่งใสและลดข้อครหาเรื่องการไม่เอาจริงเอาจังกับการปราบปรามการทุจริตหรือการไม่แตะปัญหาที่โครงสร้างไปได้ อย่างน้อยก็สำหรับผู้คนที่มีจิตใจเป็นธรรม
กล้า สมุทวณิช

