พยายามตามข่าว และดูปฏิกิริยาของคนประชาธิปัตย์ กับ “หินถามทาง” ที่ถูกโยนออกมา 2 ก้อน
ก้อนแรก จากนายพิชัย รัตตกุล ที่เสนอให้พรรคการเมืองใหญ่จับมือกันจัดตั้งรัฐบาลเพื่อสกัด “นายกรัฐมนตรีคนนอก”
ก้อนที่สอง จากนายวันชัย สอนศิริ ที่เสนอให้ประชาธิปัตย์ กปปส. และ คสช.สามัคคีกัน โดยเฉพาะประชาธิปัตย์กับ กปปส.นั้นควรจะกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน
เพื่อที่จะขับเคลื่อนไปตามโมเดลที่ประกอบด้วย
1) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นแกนนำในสภา
2) นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นแกนนำมวลชนนอกสภา
3) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นแกนนำดูแลความมั่นคง
แล้วร่วมจัดตั้งรัฐบาลที่มีศักยภาพเพียงพอในการเป็น (คน)หล่อสังหารระบอบทักษิณ
เท่าที่ติดตามหิน 2 ก้อนข้างต้น มีปฏิกิริยาขานรับจากประชาธิปัตย์แตกต่างกัน
ก้อนแรก เจี๊ยวจ๊าวหน่อย แต่เจี๊ยวจ๊าวไปในทางไม่เอาด้วยกับข้อเสนอของคนกันเองอย่างนายพิชัย โดยส่วนใหญ่เห็นไปในทางเดียวกัน คือรังเกียจ “เพื่อไทย”
ส่วนก้อนสอง ที่ออกมาจากหนึ่งในสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไทย คนประชาธิปัตย์ไม่ค่อยจะมีปฏิกิริยาเท่าไหร่
ซึ่งก็มองได้ 2 แง่
แง่แรก ไม่ให้ราคานายวันชัย สอนศิริ เท่าไหร่
แง่ที่สองไม่เห็นแย้ง แต่สงวนท่าทีเอาไว้ก่อน
ปล่อยให้นายสุเทพแสดงความชัดเจนไปคนเดียวก่อน คือหนุนสุดลิ่มทิ่มประตู ให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีอีกรอบ
ซึ่งจะเป็นได้ นายสุเทพก็แย้มไว้แล้ว คือ ใช้ “เปรมโมเดล”
นั่นคือ พรรคการเมืองร่วมกันหนุน “คนนอก” ซึ่งประชาธิปัตย์ก็ได้ยืนหยัดสนับสนุน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ มาแล้ว
แล้วทำไมจึงจะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้
แต่ในแง่ “ภาพหล่อ” พรรคประชาธิปัตย์ และนายอภิสิทธิ์ คงไปประกาศโต้งๆ สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้
ต้องยึดหลักการ พรรคใดได้เสียงเกินครึ่ง ก็จัดตั้งรัฐบาลไป
แต่อย่างที่เรารับรู้กัน รัฐธรรมนูญและกฎหมายลูกทั้งหลายได้ออกแบบเอาไว้อย่างสลับซับซ้อนที่จะไม่ให้พรรคการเมืองใดกวาดเสียงเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเกินครึ่ง
ต้องมาเล่นเกมคณิตศาสตร์กันต่อหลังเลือกตั้ง
คือฝ่ายใดรวมเสียงได้มากกว่าก็จัดตั้งรัฐบาลไป โดยมีหมายเหตุต่อท้ายด้วยอีกว่าทั้งนี้ต้องรวมถึง 250 วุฒิสมาชิกที่สนับสนุนด้วย
ด้วยเงื่อนไขนี้ เราก็หลับตาเห็นได้แล้วว่าฝ่ายไหนจะได้จัดตั้งนายกรัฐมนตรี
หินก้อนของนายวันชัยใหญ่เบ้อเริ่มเทิ่มขึ้นในทันที
นั่นคือ ประชาธิปัตย์+คสช. เป็นแม่เหล็กดูดเอาพรรคขนาดกลางและเล็กมาอยู่ฝ่ายตน แล้วโดดเดี่ยวพรรคเพื่อไทยให้เป็นฝ่ายค้านไปเสีย
จากนั้นเทียบเชิญก็จะไปถึง พล.อ.ประยุทธ์ ให้มาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย
แล้วนายอภิสิทธิ์จะไปไหน
อันนี้ก็คงเป็นไปตามความเชื่อของคนส่วนใหญ่ นั่นคือเห็นตรงกันว่า ในการเลือกตั้งทั่วไปที่จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ไม่ทราบ
โอกาสที่นายอภิสิทธิ์จะนำประชาธิปัตย์เอาชนะพรรคเพื่อไทยยากอย่างยิ่ง
การไม่ “ชนะ” นี่แหละจะเป็นเหตุผลอันเหมาะสมที่นายอภิสิทธิ์จะแสดงความรับผิดชอบ
ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือการลาออกจากหัวหน้าพรรค เพื่อเปิดโอกาสให้สมาชิกตัดสินใจอีกครั้งว่าสมควรจะกลับมาเป็นหัวหน้าอีกครั้งไหม
ในขณะที่รอขั้นตอนดังกล่าว ประเทศชาติรอไม่ได้ จำเป็นต้องหาตัวนายกรัฐมนตรี
ซึ่งนั่นเอง “คนนอก” ก็จะลอยมาอย่างไม่น่าเกลียด
ส่วนนายอภิสิทธิ์ก็คงเป็นไปตามโมเดลของนายวันชัย ที่ให้นายอภิสิทธิ์ดูแลสภา
ตำแหน่งผู้นำนิติบัญญัติ ไม่น่าเกลียดสำหรับอดีตผู้นำบริหารเท่าไหร่นักหรอก
พล.อ.ประยุทธ์นำบริหาร-นายอภิสิทธิ์นำนิติบัญญัติ-นายสุเทพนำนอกสภา
เป็น “ทาง” ของ “คนหล่อ” ที่แสนเหมาะสม!

