สัปดาห์ที่ผ่านมา ผลการเลือกตั้งของอังกฤษคงจะทำให้หลายคนได้ติดตามอย่างสนอกสนใจเป็นพิเศษ ตามที่มีการรายงานจากสื่อมวลชนมากมายในประเทศของเรา จะว่าไปแล้ว ตามประสาคนที่เรียนรัฐศาสตร์ ช่วงสองปีที่ผ่านมาในโลกนี้มีเรื่องที่เราได้เรียนรู้มากมาย โดยเฉพาะนับจากการเลือกตั้งของประเทศที่นักเรียนรัฐศาสตร์เคยท่องจำมาตั้งแต่เด็กในฐานะแม่แบบประชาธิปไตย
ตามกระบวนวิธีการศึกษารัฐศาสตร์ในยุครัฐธรรมนูญเปรียบเทียบ หรือการปกครองเปรียบเทียบหมายถึง อังกฤษ สหรัฐอเมริกา และฝรั่งเศส ที่มีการเลือกตั้งในช่วงปีที่ผ่านมาจนถึงปีนี้ ซึ่งเราเคยท่องกันมาตั้งแต่มัธยมว่า นี่คือแม่แบบประชาธิปไตยในสามระบอบคือ ระบอบรัฐสภา (นายกรัฐมนตรี และประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์เป็นประมุข-ถ้าจะแปลให้เราเข้าใจง่ายๆ) ระบอบประธานาธิบดี และระบอบกึ่งประธานาธิบดี ตามลำดับ
ในปัจจุบันนี้ด้วยเทคโนโลยีของอินเตอร์เน็ต ทำให้การสื่อสารทั่วโลกนั้นมีความเข้มข้นและปริมาณมากขึ้น เราได้พบว่าการท่องจำแค่โครงสร้างการปกครองนั้นไม่เพียงพอในการทำความเข้าใจเรื่องราวของการเมืองในประเทศเหล่านั้น โดยเฉพาะสิ่งที่คนในประเทศเหล่านั้นสนใจ และความสนใจในระดับทฤษฎีในทางรัฐศาสตร์ที่ทำให้เราเห็นเรื่องราวมากมายกว่าโครงสร้างการปกครอง ไม่ว่าจะประเด็นการเกิดขึ้นของนโยบายประชานิยมแบบทรัมป์ในอเมริกา ซึ่งสอดคล้องสัมพันธ์กับโครงสร้างภูมิศาสตร์การเมืองเศรษฐกิจของประเทศ (ว่าส่วนไหนของประเทศเลือกเขามากกว่าส่วนอื่น และคนชนชั้นไหนที่สนใจเรื่องของทรัมป์ ขณะที่คนในชนชั้น/สื่อของชนชั้นไหนจะเป็นพวกที่เกลียดทรัมป์เข้ากระดูก)
รวมทั้งทำความเข้าใจเงื่อนไขของระบบเลือกตั้งสองรอบของฝรั่งเศส ที่ทำให้คนในฝรั่งเศสมีโอกาสสร้างการประนีประนอมทางการเมืองจากการเลือกคนที่ชอบในรอบแรก และเลือกคนที่พอจะรับได้ในรอบที่สอง ในกรณีที่ผู้ที่เราชอบในรอบแรกนั้นมีคะแนนไม่มากพอจะเป็นประธานาธิบดี

ทั้งหมดทั้งปวงนี้ส่วนหนึ่งทำให้เราเริ่มเข้าใจว่าในการศึกษาเรื่องการเมืองนั้น เราไม่ได้ศึกษาเพียงระบอบการปกครองตามรัฐธรรมนูญ แต่เราต้องศึกษาเรื่องราวของพลวัตรของการเลือกตั้งที่เชื่อมโยงกับข้อเสนอเชิงนโยบายของแต่ละพรรค และความเชื่อมโยงกับภูมิศาสตร์การเมืองเศรษฐกิจ และแบบแผนทางวัฒนธรรมของแต่ละประเทศด้วย (ซึ่งเปลี่ยนแปลงได้ในแต่ละครั้ง)
ในกรณีของอังกฤษในรอบนี้ ผลการเลือกตั้งออกมาทำให้หลายคนในอังกฤษนั้นเริ่มพูดและกังวลในสิ่งที่เรียกว่า Hung Parliament และ Minority Government ซึ่งจะแปลง่ายๆ ว่าเป็นเรื่องของการที่ผลการเลือกตั้งทำให้เกิดรัฐสภาที่เหมือนกับถูกแขวนหรือลอยๆ ทำอะไรไม่ค่อยได้ เพราะไม่มีใครมีเสียงข้างมากในการจัดตั้งรัฐบาล และเกิดรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่ไม่มีเสียงเกินครึ่ง
จะว่าไปแล้ว เรื่องเหล่านี้ถ้ามาเกิดในสังคมไทยก็คงไม่ใช่ปัญหา เพราะในบ้านเมืองเรานั้นปรากฏการณ์ที่ไม่มีใครได้เสียงข้างมากในสภาเป็นลักษณะที่เปิดเป็นปกติก่อนยุคทักษิณ แต่ที่อาจจะต่างกันสักหน่อยก็คือ ในอดีตบ้านเราเมื่อสมัยที่มีสภาที่ไม่มีพรรคไหนมีเสียงข้างมาก
เรามีผู้แทนที่เป็นตัวแทนของประชาชนของแต่ละเขตเลือกตั้ง แต่ไม่ได้เป็นตัวแทนในทางนโยบาย เพราะพรรคแต่ละพรรคไม่ได้มีนโยบาย เราต้องการผู้แทนที่จะเป็นปากเป็นเสียงให้เราในความหมายของการต่อรองกับระบบราชการในการช่วยเหลือรายวันมากกว่า
ดังนั้นการเกิดรัฐบาลผสมจึงไม่ใช่เรื่องที่จะก่อให้เกิดความยากเย็นทางนโยบายมากนัก เพราะสุดท้ายก็ต้องพึ่งนโยบายจากสภาพัฒน์ และระบบราชการอยู่ดี มากไปกว่านั้นในบ้านเรา อำนาจทางการเมืองที่สูงสุดในอดีตนั้นก็ไม่ได้อยู่ที่นักการเมืองและพรรคการเมือง (วันนี้ไม่อยากพูดถึง) เพราะต่อให้มีรัฐบาลผสม บ่อยครั้งนักการเมืองก็ต้องไปเชิญนายทหารทั้งในและนอกราชการมาเป็นหัวหน้ารัฐบาล พร้อมกับโควต้าที่นายทหารเหล่านั้นเอาพรรคพวกและเทคโนแครตที่ตนไว้ใจมาร่วมงานในรัฐบาลเหล่านั้นอยู่ดี

ยิ่งในวันนี้ปัญหา Hung Parliament และ Minority Government ยิ่งไม่น่าเกิดในโครงสร้างการเมืองการปกครองและจินตนาการทางการเมืองของผู้มีอำนาจไทย เพราะนักการเมืองย่อมถูกจำกัดอำนาจในภาพรวม และต่อให้มีรัฐบาลเสียงข้างน้อย ทุกรัฐบาลก็จะต้องทำตามยุทธศาสตร์แห่งชาติที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทางเลือกของนโยบายที่ประชาชนสามารถเป็นผู้กำหนดและเปลี่ยนแปลงตามเจตจำนงของพวกเขาได้อยู่ดี
แต่ในอังกฤษนั้น เรื่องการเกิดรัฐบาลเสียงข้างน้อยนั้นเป็นเรื่องใหญ่ ส่วนหนึ่งไม่ใช่เพราะว่ามันไม่เคยมีมาก่อน แต่เพราะการเกิด Hung Parliament มันเป็นประเด็นปัญหาที่ทับซ้อนกันในสองเรื่อง นั่นคือเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องของความแตกแยกในระดับของทางเลือกเชิงนโยบาย เพราะพรรคต่างๆ นั้นมีนโยบายทางการเมืองที่เป็นทางเลือกกับประชาชนในลักษณะที่แตกต่างและเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน เช่น เป็นความเห็นที่แย้งกันจนทำให้เกิดตัวเลือกที่แตกต่าง คือถ้าต้องการสวัสดิการเพิ่มก็เลือกพรรคแรงงาน ถ้าต้องการลดสวัสดิการก็เลือกพรรคอนุรักษนิยม
อีกเรื่องที่สำคัญก็คือ ประวัติศาสตร์การเมืองอังกฤษโดยเฉพาะในระดับสหราชอาณาจักรที่เมื่อพูดถึงแล้วจะเป็นการรวมกันของอังกฤษ เวลส์ ไอร์แลนด์เหนือ และสกอตแลนด์เข้าด้วยกัน ดังนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายที่การจะสร้างรัฐบาลผสมที่เอาอังกฤษส่วนกลางไปผนวกกับพรรคภูมิภาค เพราะมันจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจทางการเมืองของแต่ละภูมิภาค
โดยเฉพาะกรณีในรอบนี้ของอังกฤษนั้น มีความเป็นไปได้ที่อนุรักษนิยมจะต้องรวมกับพรรคที่มาจากไอร์แลนด์เหนือ ซึ่งอาจมีผลต่อดุลอำนาจของในภูมิภาค และปัญหากรณีพิพาทที่ชายแดน ซึ่งเดิมนั้นรัฐบาลอังกฤษโดยเฉพาะพรรคอนุรักษนิยมพยายามประคองภาพลักษณ์ของความเป็นกลางไม่ไปแทรกแซงประเด็นข้อพิพาทที่ชายแดนระหว่างไอร์แลนด์เหนือกับไอร์แลนด์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกรณีพิพาทในอดีตที่ทำให้เกิดการก่อการร้ายในอังกฤษมาหลายทศวรรษ
ทีนี้เรื่องต่อมาที่น่าสนใจสำหรับชาวอังกฤษที่ไม่ได้จะมีประสบการณ์การมีรัฐบาลแห่งชาติเหมือนประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ได้มีประสบการณ์การมีรัฐบาลผสมที่นำโดยคณะทหาร หรือมีรัฐบาลภายใต้แนวยุทธศาสตร์แห่งชาตินั้น ทางสังคมอังกฤษเองเขาก็เคยเกิดขึ้นมาก่อนหลายครั้ง แต่ไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการ เพราะมันจะทำให้เกิดประเด็นท้าทายว่าการบริหารประเทศนั้นจะไม่สามารถทำงานในลักษณะที่เป็นรัฐบาลที่ทำงานบนระบบเสียงข้างมากได้ (less majoritarian in their outlook)
ในความหมายของการผลักดันนโยบายอะไรที่ต้องการความมั่นใจจากรัฐสภา เพราะรัฐบาลนั้นไม่มีตัวแทนฝั่งตนเองเกินครึ่ง ดังนั้นทุกอย่างจะต้องมาจากการประนีประนอม เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่เพราะเวลาที่เขาเลือกตั้งเข้ามานั้นเขาเลือกผ่านทั้งอุดมการณ์และนโยบาย ดังนั้นเมื่อผู้แทนที่เข้าไปนั้นจำต้องเปลี่ยนแปลงจุดยืน เพราะไม่มีเสียงข้างมากสนับสนุนก็เลยเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเขาเลือกนโยบายเข้าไปในสภา ไม่ใช่เลือกแค่ตัวแทนไปกำหนดนโยบายในสภา
เรื่องนี้จะสอดคล้องกับสิ่งที่เราจะพบในเร็ววันนี้คือ พระราชดำรัสของพระราชินีอังกฤษที่พระองค์จะต้องเสด็จพระราชดำเนินไปเปิดการประชุมรัฐสภา ซึ่งกระแสพระราชดำรัสในวันแรกถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการเริ่มต้นการเมืองในรอบใหม่

โดยทั่วไปกระแสพระราชดำรัสของพระราชินี/พระมหากษัตริย์ของอังกฤษตามธรรมเนียมการปกครองของการเมืองอังกฤษสมัยใหม่นั้นถือว่าสำคัญ เพราะพระองค์จะให้กระแสพระราชดำรัสตามแนวนโยบายของพรรคเสียงข้างมากที่จัดตั้งรัฐบาล ซึ่งหมายถึงการที่ รัฐบาลของพระองค์ มีแนวทางที่จะบริหารประเทศอย่างไร จากนั้นก็จะมีการประชุมกันอยู่หลายวัน และลงคะแนนเสียงเลือกนายกฯ (ซึ่งมาจากพรรคเสียงข้างมาก หรือกลุ่มเสียงข้างมากซึ่งมีการเจรจาตกลงกันแล้ว)
และจากนั้นนายกฯคนใหม่ก็จะประกาศรับตำแหน่งพร้อมกับ น้อมนำพระราชดำรัส ไปบริหาร ราชการแผ่นดิน เป็นอันครบถ้วนตามกระบวนการปกครองแบบรัฐสภาประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ที่พระมหากษัตริย์นั้นทรงปกเกล้าแต่ไม่ปกครอง คือมีนายกรัฐมนตรีกระทำการสนองพระราชโองการในทุกๆ เรื่อง
ในรอบนี้ทางสื่อมวลชนมองว่า พระราชดำรัสของพระราชินีจะไม่มีเรื่องของนโยบายอะไรมากนัก เพราะรัฐบาลผสมอาจทำอะไรไม่ได้มากนัก ไม่นับว่าถ้าหลังกระแสพระราชดำรัสแล้ว พรรคจากไอร์แลนด์เหนือ (DUP) เกิดหักหลังไม่โหวตให้ป้าเมย์ เรื่องราวจะยิ่งไปกันใหญ่ จะได้รัฐบาลเสียงข้างน้อยจริงๆ (ในกรณีพรรคฝ่ายค้านก็รวมกันค้านไม่พออยู่ดี)
แต่ในทางบวกนั้นสื่ออังกฤษก็มองว่า การเมืองอังกฤษจากนี้ไปจะมีแต่ความประนีประนอม รัฐบาลจะไม่กล้าทำอะไรที่สร้างความแตกแยกในเชิงฉันทามติกับสังคมมากนัก (ซึ่งผมมองว่าอาจเป็นไปได้ที่กลไกของการทำประชามติในนโยบายสำคัญจะถูกนำมาใช้มากขึ้น)
ในอีกด้านหนึ่ง สิ่งที่คนอังกฤษกังวลใจก็คือ การนำเสนอข่าวของสื่อเองในอนาคต สื่ออังกฤษอย่างบีบีซี ยังตั้งข้อสังเกตเตือนใจสื่อมวลชนด้วยกันว่า สื่อมวลชนก็จะต้องมีวิธีคิดใหม่ด้วย โดยไม่มองว่า หากรัฐบาลนั้นไม่สามารถดำเนินนโยบายบางอย่างได้ จากการที่กฎหมายบางฉบับไม่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา ก็อย่าไปมองว่าหมายถึงการที่สภาไม่ไว้วางใจรัฐบาล หรือไปไกลขนาดว่ารัฐบาลนั้นเสียความชอบธรรมในการปกครอง
นอกจากนั้นอาจเป็นไปได้ว่า อาจเกิดลักษณะการเมืองที่เต็มไปด้วยการต่อรองใต้โต๊ะ ด้วยวิธีการสกปรกหลายรูปแบบเพื่อให้รัฐบาลนั้นสามารถผ่านโหวต ไม่นับว่า ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลจะต้องห้ามเจ็บห้ามป่วย มิฉะนั้นเสียงอาจจะไม่ครบ
แต่เสน่ห์ของการเมืองอังกฤษมันก็อยู่ตรงนี้แหละครับ ถ้าฝ่ายค้านนั้นค้านเรื่อยเปื่อย หรือไม่มีนโยบายที่เป็นรูปธรรม ก็ไม่ได้หมายความว่าฝ่ายค้านจะชนะในการเลือกตั้งคราวหน้า เพราะในรอบนี้ แม้ว่าฝ่ายค้านคือพรรคแรงงานจะมีคะแนนเสียงมากขึ้นและมีที่นั่งเพิ่มขึ้น (ส่วนหนึ่งนอกจากมาจากชนชั้นแรงงานแล้ว ยังมาจากผู้หญิง ทั้งผู้หญิงที่ไม่สูงอายุ และ ผู้หญิงสูงอายุ ที่รู้สึกว่าตนได้รับผลกระทบจากนโยบายลดสวัสดิการของฝ่ายอนุรักษนิยม จากเดิมที่ผู้หญิงสูงอายุมักมีแนวโน้มลงคะแนนให้พรรคอนุรักษนิยม) แต่ฝ่ายรัฐบาลหรือพรรคอนุรักษนิยมก็มีคะแนนเสียงเพิ่มขึ้นเช่นกัน และโดยภาพรวมสัดส่วนของคะแนนเสียงของฝ่ายรัฐบาลก็มีมากขึ้น

(อ้างอิงจาก BBC News Elections Result 2017: How Will This Minority Government Actually Work? 9 June 2017, Election 2017: What Do you Want to Know About the Result? 10 June 2017, Election 2017: Why Queens Speech is a Big Test for May. 10 June 2017. และ R.Shorrocks and S.Fisher. Labour Poll Surge Mainly Thanks to Younger Women, But Also Old. Elections ETC. 2 June 2017)

