ดังที่ได้แจ้งท่านผู้อ่านให้ทราบไปแล้วในสัปดาห์ก่อน ว่าบทความของผมต้องปิดต้นฉบับก่อนการปิดหีบเลือกตั้ง ก็เลยยังไม่ได้อภิปรายผลการเลือกตั้งท้องถิ่นใน กทม.อย่างจริงจัง
มาในสัปดาห์นี้ก็เลยขอเก็บตกเรื่องนี้อีกสักรอบ
เริ่มจากเรื่องของบรรยากาศการเลือกตั้งที่เงียบเหงาใน กทม.ที่คนมาใช้สิทธิมีน้อยลง แต่อาจารย์ชัชชาติได้คะแนนมากขึ้น
เรื่องบรรยากาศที่คนไปใช้สิทธิน้อยคงต้องแยกเป็น 2 เรื่องคือ คนไม่ออกไปเลือกตั้ง อาจจะเนื่องจากไม่รู้สึกตื่นเต้นกับการเลือกตั้ง หรือรู้สึกว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะมีแคนดิเดตที่มาแข่งกันอย่างสูสี
เรื่องคนไม่ได้สนใจการเลือกตั้ง กทม.ครั้งนี้ผมได้ข้อมูลมาจากทางสื่อมวลชนที่ได้มีโอกาสพูดคุยกัน เพราะได้ไปร่วมงานกับเขาบ้าง เขาบอกตรงกันว่า ยอดผู้ชมลดลงไปอย่างมากเมื่อเทียบกับรายการหรือข่าวอื่น
แต่เราไม่ได้คุยกันต่อว่าผู้ชมไม่สนใจข่าวการเลือกตั้ง กทม. หรือเพราะว่าสื่อทำให้ข่าวการเลือกตั้ง กทม.ไม่น่าสนใจกันแน่
อย่างผมเองต้องมาเจอคำถามที่เหมือนกันทุก 4 ปี ที่เป็นคำถามสูตรว่า กทม.ทำหน้าที่อะไร มีอำนาจอะไรบ้าง ส.ก.มีอำนาจหน้าที่อะไรบ้าง
ข่าววนอยู่แบบนี้แหละครับ ครึ่งหนึ่งของคำถามอีกส่วนมากก็คือ ใครจะได้เป็น
คำถามที่ให้วิเคราะห์นโยบาย หรือย้อนมองว่า กทม.มีปัญหาอะไรอันนี้ไม่มีเลยในรอบนี้
ส่วนในหน้าสื่อเองก็แอบมีความน่าสนใจนิดๆ ในตอนที่บอกว่า กทม.นี่ก็มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯนะ แต่ต่างจังหวัดไม่มี ยิ่งในช่วงที่แล้วข่าวการโยกย้ายผู้ว่าฯและรองผู้ว่าฯในบางจังหวัดกำลังมาแรง ก็เลยมีกระแสว่า เห็นไหมว่าการเลือกตั้งผู้ว่าฯน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า
เรื่องนี้มีทั้งประเด็นที่น่าชื่นชม คืออย่างน้อยยังคิดได้ กับอีกเรื่องที่น่าปวดหัวเพราะว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดนั้นเป็นระบบราชการส่วนภูมิภาค และผู้ว่าราชการ กทม.นั้นเป็นส่วนราชการท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ
มันไม่ได้เปลี่ยนไปได้เลย หรือยุบไปได้เลย
และพอถึงฤดูกาลเลือกตั้งท้องถิ่น คำถามวนมาแบบเดิมก็มาอีกว่า อบจ.มีอำนาจหน้าที่อะไร เทศบาลกับ อบต.มีอำนาจหน้าที่อะไร
แต่สุดท้ายข่าวการเลือกตั้งท้องถิ่นนอก กทม.ก็จบลงที่เรื่องของการรายงานผลชี้ชนะ หรือความพ่ายแพ้ของบ้านใหญ่ มากกว่าการอภิปรายเรื่องปัญหาระดับท้องถิ่นของแต่ละจังหวัด และการออกแบบระบบที่รองรับการบริหารพื้นที่ และการผลักดันให้เกิดการปฏิรูปกระทรวงมหาดไทย
ส่วนเรื่องที่ระบบการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นอย่างกรณีของ กทม.ไม่ได้โอบรับและรองรับกับความเปลี่ยนแปลงในการใช้ชีวิตของคน เช่น ไม่มีระบบการเลือกตั้งล่วงหน้า และการเลือกตั้งนอกเขต คงต้องพิจารณาหลายระดับ
ผู้คนต้องเข้าใจด้วยว่า การเลือกตั้งต้องเป็นระบบที่สอดคล้องกับความเป็นจริงด้วย ถ้าเมืองมีแต่ประชากรแฝง เราจะออกแบบให้เกิดแต่ความสะดวกสบายไม่ได้ ถ้าไม่ปรับระบบงานทะเบียนราษฎรให้มันแม่นยำ สะท้อนความจริง เพราะเราจะจบลงด้วยการมีระบบการเลือกตั้งที่ดี แต่มีระบบการจัดสรรทรัพยากรที่มีปัญหา มาจนถึงวันนี้กฎหมายการแจ้งย้ายเข้าย้ายออกในเมืองไทยบางครั้งก็ไม่มีความหมาย เขาย้ายไม่ได้ เลือกจ่ายภาษีท้องถิ่นและชาติไม่ได้ แต่บางคนอยากทำก็ทำไม่ได้ เช่น เป็นผู้เช่า เป็นต้น
มาถึงประเด็นชัยชนะของอาจารย์ชัชชาติ ที่คนมาใช้สิทธิน้อยลง แต่ได้คะแนนมากขึ้น จากล้านสาม มาเป็นล้านห้า อันนี้เป็นเรื่องที่อธิบายในมุมว่า ในทางหนึ่ง อาจารย์ชัชชาติได้รับความไว้วางใจในการบริหารงานมากขึ้น กับอีกด้านหนึ่งคือ ผู้สมัครแข่งขันมีน้อยลงกว่าคราวที่แล้ว และยังไม่เป็นที่ถูกใจประชาชนมากนัก
อย่างไรก็ตาม ถ้าลองลงลึกลงไปอีกนิดจะพูดว่าอาจารย์ชัชชาติได้รับความไว้วางใจจากการบริหารจริงไหมก็ต้องมีการระมัดระวังการอธิบายแบบเหมารวมแบบนี้ เพราะผมเห็นว่าอาจารย์ชัชชาติได้รับคะแนนจากผลงานบวกกับสไตล์การทำงานและบุคลิกภาพ รวมทั้งภูมิหลังในชีวิตของอาจารย์
ส่วนจะมาบอกว่าได้รับความไว้วางใจในฝีมือการบริหารจริง ทำไม ส.ก.กลุ่ม “เขียวชนหมัด” นั้นไม่ได้มาเกินครึ่งล่ะ แถมจนถึงวันนี้ประเด็นการตั้งคำถามเรื่องกรณีการปล่อยให้มีการทุจริต หรือการติดตามการจัดการทุจริตในแบบที่ล่าช้ากว่าที่คนคาดหวัง ด้วยเงื่อนไข/ข้ออ้างตามระเบียบราชการก็ยังมีการพูดถึงกันอยู่ต่อไป (แม้ว่าจะต้องบันทึกไว้ว่าเรื่องข่าวทุจริตทั้งหมดในการบริหารของอาจารย์ชัชชาติเป็นเรื่องที่นักการเมืองที่มองว่าเป็นฝ่ายคู่แข่งของอาจารย์ชัชชาติเป็นผู้เสนอ ไม่ใช่การค้นคว้าสืบสวนของสื่อเลยสักแห่ง และจนถึงวันนี้ก็จะยืนยันว่าไม่ทำต่อไปเรื่อยๆ แค่รอให้นักการเมืองแต่ละฝ่ายเปิดขึ้นมาเหมือนเดิม ถ้าลองเทียบกับข่าวทุจริตการสอบท้องถิ่นที่เป็นที่สนใจกันถึงวันนี้)
ผมคงไม่กล้าตีความไปว่าสื่อแอบช่วยอาจารย์ชัชชาติ หรือประชาชนไม่สนใจการทุจริตที่เกิดขึ้นในยุคสมัยของอาจารย์ชัชชาติหรอกครับ แค่คิดไปว่าเรื่องนี้สะท้อนอีกด้านว่างานของ กทม.หลายส่วนไม่ได้เกี่ยวข้องกับทุกคน แต่มันเจาะเฉพาะลงไปยังกลุ่มคนที่เข้าถึงบริการสาธารณะบางด้านด้วยระบบอื่นๆ ไม่ได้มากกว่า
งานของ กทม.มันมีทั้งส่วนที่เป็นการดูแลทุกคน เช่น ถนน ฟุตปาธ ขยะ น้ำท่วม เรื่องพวกนี้คนทุกคนสนใจ
แต่พอมาถึงอุปกรณ์ออกกำลังกาย หรือการขอใบอนุญาตก่อสร้างขนาดย่อม มันก็ไม่ใช่ทุกคนที่ไปใช้บริการศูนย์กีฬาของ กทม. หรือสร้างบ้านสร้างอาคารเอง
ภาพของการเมืองและการบริหารงานของ กทม.จึงไม่ใช่เรื่องที่ทุกคนสนใจในแบบเดียวกันนั่นแหละครับ
ในส่วนสุดท้ายของข้อสังเกตเรื่องการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ในครั้งนี้ก็คือ การได้คะแนนลดลงของพรรคส้ม ก็ต้องรวมเอาการได้คะแนนลดลงในกลุ่มอนุรักษนิยมด้วย พรรคส้มลดไปเป็นแสน กลุ่มอนุรักษนิยมลดลงหลายแสน รอบนี้คะแนนคุณมัลลิกา คุณเจมส์ของ ปชป. และหม่อมหลวงกรกสิวัฒน์ รวมกันน้อยกว่า คะแนนของ ดร.เอ้ คุณสกลธี คุณอัศวิน และคุณรสนา รวมกันอยู่แทบจะครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว
มองบวกในเรื่องของคะแนนอาจารย์ชัชชาติที่ได้มา จึงไม่ใช่แค่ว่าไม่มีคนแข่งกับอาจารย์ชัชชาติที่น่าสนใจ แต่มันแปลว่า คะแนนใน กทม.มันสามารถไหลไปมาได้ ถ้ามีผู้สมัครที่สามารถทำให้ความขัดแย้งทางอุดมการณ์ทางการเมืองที่มีอยู่เดิมนั้นเลือนหายไปเป็นการชั่วคราว
เพราะบุคลิกของอาจารย์ชัชชาติเป็นสิ่งที่ขาดหายไปในปัจจุบันในการเมืองและการเลือกตั้งในระดับชาติ ที่เราประสบปัญหาขาดผู้นำที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกันได้
ทีนี้มาถึงผลการเลือกตั้ง ส.ก.อันนี้น่าตื่นตาตื่นใจมาก เพราะคะแนนที่แยกออกมาพบว่า ไม่มีใครได้เสียงข้างมาก พรรคส้มแม้ว่าจะได้เพิ่มและรักษาเก้าอี้เก่าได้ แต่ก็ได้ไม่ถึงครึ่ง พรรคประชาธิปปัตย์ก็ยังมาแม้ว่าน้อยลงไป 1 เสียง เพื่อไทยเองก็ยังมา ส่วน ส.ก.ในรอบนี้ที่เปลี่ยนพรรคไปอยู่ในกลุ่มที่อ้างว่าอิสระ 2 กลุ่มก็คือ ส.ก.เดิมนั่นแหละครับ และก็ยังมีแบบที่ยืนยันลงอิสระได้มาด้วย
ในส่วนของเพื่อไทยคงต้องพิจารณาอีกทีว่าการเมืองระดับชาติจะเอายังไง เพราะอย่างน้อยเมื่อดูฐานเสียงในท้องถิ่นรวมๆ กันจากคนทำงาน 11 คน (พูดแบบรวมๆ) และเพื่อไทยไลฟ์ลงตัวอีก 4 ก็ยังประคองคะแนนได้
ประเด็นที่น่าขยายความก็คือ นี่เป็นครั้งแรกที่คนสนใจเรื่องการเลือกตั้ง ส.ก.มากที่สุดเมื่อเทียบกับทุกครั้งที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีเพราะว่ามันทำให้เราสนใจความแตกต่างของแต่ละพื้นที่มากขึ้น ทำให้เราเห็นว่าแต่ละเขตมีคนที่คิดแตกต่างกันในเรื่องการเมืองและการบริหารท้องถิ่นต่างกัน
แต่เรื่องนี้ต้องระวังไว้หน่อย เพราะมันไม่ได้สะท้อนภาพที่เป็นจริงทั้งหมด ด้วยว่าผลการเลือกตั้งมันมีทั้งคนที่มาที่ 1 และมาที่ 2 สิ่งที่ต้องเข้าไปศึกษาเพิ่มคือ แต่ละพื้นที่มีความเปลี่ยนแปลงด้านคะแนนเสียงอย่างไร ส้มตีตื้นขึ้นมาแค่ไหน แชมป์เก่ามีกี่แห่งที่ได้คะแนนเสียงเท่าเดิม หรือว่าลดลง
อีกประการหนึ่งก็คือ เราอาจจะอธิบายแบบเหมารวมได้ว่า กทม.มี “บ้านใหญ่” ไม่ต่างจากต่างจังหวัด โดยดูจากนามสกุล การครองอำนาจยาวนานของ ส.ก.แต่ละเขต จากการเปลี่ยนพรรคหรืออยู่กับพรรคเดิมแต่ก็ยังได้ชัยชนะสม่ำเสมอ และบางส่วนมีจากการเชื่อว่ามีการใช้เงินในการซื้อเสียง
แต่อีกด้านที่ต้องคิดคู่ไปด้วยก็คือ บ้านใหญ่ใน กทม.มีการทำงานแบบเดียวกับบ้านใหญ่ในต่างจังหวัดไหม และทฤษฎีที่เชื่อว่าถ้าความเป็นเมืองเพิ่มขึ้นบ้านใหญ่จะหายไปนั้นเป็นจริงแค่ไหน
เอาเข้าจริงในพื้นที่เมืองก็มีลักษณะของชุมชนที่แตกต่างกันในภูมิทัศน์การเลือกตั้ง ตามที่ได้เรียนไว้ ตั้งแต่ชุมชนเมืองด้วยภาษาที่เป็นทางการและมีหลายแบบ เช่น ชุมชนแบบเดิม ชุมชนตึกสูงแบบแฟลต มาถึงเรื่องของบ้านมีรั้วที่ยังมีนิติบุคคลบริหารหรือไม่มี คอนโดที่มีนิติบุคคล ที่เราจ่ายเงินและเขาไปเป็นธุระเรื่องพื้นฐานสาธารณูปโภค สาธารณูปการให้เรา รวมทั้งตลาด ตึกแถว
ภูมิทัศน์ในเมืองแบบนี้เองที่ทำให้เราต้องไม่รีบร้อนที่จะเชื่อว่า ยิ่งมีเมืองแล้วบ้านใหญ่จะหายไป ไม่งั้นเทศบาลนคร เทศบาลเมือง เทศบาลตำบลจำนวนมากก็ต้องไม่มีบ้านใหญ่แล้ว หรือเชื่อว่าพรรคส้มน่าจะครองพื้นที่เทศบาลทั้งประเทศไปแล้ว
อีกด้านหนึ่ง เราก็ยังไม่เข้าใจว่าผู้เลือกตั้งในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะในระดับชุมชนที่เชื่อว่าเป็นฐานสนับสนุนของการเมืองบ้านใหญ่นั้น เขาติดต่อกับนักการเมืองในแบบใด เขาเรียกร้องหรือคาดหวังกับจักรกลการเมืองในท้องถิ่นแบบเดียวกับต่างจังหวัดจริงไหม หรือเอาเข้าจริงมันมีความซับซ้อนมากกว่านั้น
แต่ในที่สุด แม้ว่าเราจะอธิบายเรื่องผลการเลือกตั้ง กทม.ไว้อย่างไร ผมก็คิดว่าคนก็จะเลิกสนใจเรื่องนี้ไปอีก 4 ปีครับ ตราบใดที่ไม่มีปัญหาแบบรุนแรง และสื่่อเองก็จะยังต้องมีเรื่องอื่นๆ ให้เล่นอีกมากมายในแต่ละวัน



