ผลการเลือกตั้งทั่วไปครั้งล่าสุดของสหราชอาณาจักร ซึ่งปรากฏว่าพรรคอนุรักษนิยมได้รับที่นั่งในสภามากกว่าพรรคแรงงานไปเพียงเล็กน้อย (จนผิดความคาดหมาย) นอกจากจะส่งผลให้ไม่มีพรรคการเมืองใดคว้าชัยชนะเด็ดขาด จนสามารถตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้แล้ว
ว่ากันว่าผลการเลือกตั้งดังกล่าวยังบ่งบอกถึงนัยยะหลายต่อหลายอย่าง
ตั้งแต่ (1) แนวทางการถอนตัวออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร ที่มีแนวโน้มว่าอาจจะต้องดำเนินไปอย่างประนีประนอมมากขึ้น และเดินไปสุดทางได้น้อยลง
(2) พลังของผู้มีสิทธิลงคะแนน “รุ่นใหม่” ที่เข้ามามีส่วนร่วมกับการเลือกตั้งครั้งนี้อย่างแข็งขัน จนส่งผลต่อความนิยมที่เพิ่มสูงขึ้นของพรรคแรงงาน
(3) ขณะเดียวกัน นโยบายทางด้านเศรษฐกิจและสวัสดิการสังคมที่แคร์คนเล็กคนน้อยตรงฐานรากของประเทศโดยพรรคแรงงาน ก็เริ่มกลายสภาพเป็น “เสียงที่ทรงพลัง” จนอาจนำไปสู่ชัยชนะในการเลือกตั้งสักวันหนึ่ง
(4) นอกจากนี้ จำนวนที่นั่งในสภาที่ลดลงอย่างสำคัญของพรรคชาติสก๊อต ยังหมายถึงการต้องชะลอแผนเสนอทำประชามติแยกสกอตแลนด์ออกจากสหราชอาณาจักรรอบที่สองออกไปก่อน
(5) สำหรับคนที่ชอบข่าวแนวสีสัน เรายังได้เห็น “จารีตทางการเมืองแบบอังกฤษ” ซึ่งพยายามสอดแทรกอารมณ์ขันหรือการเสียดสีล้อเลียนลงไปในสนามการต่อสู้ทางการเมืองเชิงสถาบันอันมีรูปแบบเคร่งครัดเป็นทางการ ดังในกรณีที่เขตเลือกตั้งของ “เทเรซา เมย์” มีบุคคลนิรนามแต่งกายเป็นตัวละครสมมุติมาร่วมลงสมัครด้วย แถมยังได้คะแนนเสียงไป 200 กว่าคะแนน
ภาพของสังคมการเมืองที่กว้างขวางและหลากหลายเช่นนี้จะถูกฉายส่องออกมาได้ ก็ต่อเมื่อมีพลเมืองหลายหลากกลุ่มเข้ามามีส่วนร่วมกับ “กระบวนการ” หรือ “กิจกรรมทางการเมือง” บางอย่าง
ในกรณีของสหราชอาณาจักร ก็คือ การมีส่วนร่วมกับการเลือกตั้ง
น่าสนใจว่า การเลือกตั้งนั้นเป็นดัชนี้ชี้วัดหรือเครื่องมือผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่ทรงประสิทธิภาพอย่างสูง
เพียงแต่ “ความเปลี่ยนแปลง” อันเกิดจากการเลือกตั้ง มิได้เป็นความเปลี่ยนแปลงที่รุนแรง หรือมีลักษณะของการพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ
เช่น การที่พรรคอนุรักษนิยมยังได้คะแนนเสียงมากที่สุด แต่เป็นชัยชนะที่มีจำนวนที่นั่งในสภาลดลง สวนทางกับฝ่ายค้านอย่างพรรคแรงงานซึ่งได้รับคะแนนนิยมเพิ่มขึ้น ย่อมแสดงให้เห็นว่าสภาพของสังคมการเมืองในสหราชอาณาจักรนั้น “เปลี่ยน” ไปแล้วแน่ๆ
ทว่า เป็นการ “เปลี่ยน” อย่าง “ค่อยเป็นค่อยไป” ผ่านคูหาเลือกตั้ง ผ่านการร่วมตัดสินใจของพลเมืองจำนวนมหาศาล และผ่านกลยุทธการโน้มน้าวใจผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงโดยพรรคการเมือง
อันเป็นแนวทางตรงกันข้ามกับการพยายาม “ลบ” “ล้าง” หรือ “เซ็ตซีโร่” ที่นำไปสู่ข้อถกเถียงหรือความขัดแย้งระหว่างผู้มีอำนาจบางกลุ่มในสังคม โดยไม่ค่อยมีประชาชนพลเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยสักเท่าไหร่

