
อนุสาวรีย์สุนทรภู่ ต. บ้านกร่ำ อ. แกลง จ. ระยอง วางศิลาฤกษ์ พ.ศ. 2498 สร้างนานกว่าจะเสร็จ แล้วทำพิธีเปิด พ.ศ. 2513
เพื่อแสดงฐานะกวีเอกของชาติที่คนไทยรู้จักมากที่สุด แล้วเดินทางไปหาบิดาที่บวชอยู่วัดป่าเดิม ซึ่งอยู่บริเวณสร้างอนุสาวรีย์นั้น
สร้างด้วยงบประมาณจากเงินสำนักงานสลากกินแบ่งของรัฐบาล กับเงินเรี่ยไรจากโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศ
ทั้งนี้เป็นผลจากการผลักดันของอดีตผู้แทนราษฎรยุคนั้น และกระทรวงวัฒนธรรม (สมัยนั้น) เห็นชอบ โดยไม่มีงานวิจัยทางวิชาการรองรับ แต่เป็นงานการเมืองของรัฐบาล
แต่ครูบาอาจารย์จำนวนหนึ่งทั่วประเทศ ทั้งในโรงเรียนจนถึงในมหาวิทยาลัย ไม่ตั้งสติจึงพากันพร่ำสอนบอกนักเรียนนักศึกษาว่าสุนทรภู่เกิดเมืองแกลง จ. ระยอง โดยอ้างหลักฐานสำคัญคือ อนุสาวรีย์สุนทรภู่ ใครไม่ตอบตามนี้ สอบตก
ทั้งๆ การสร้างอนุสาวรีย์ไม่ได้อ้างว่าสร้างขึ้นเพราะเป็นสถานที่เกิดของสุนทรภู่ และไม่ใช่หลักฐานวิชาการเรื่องกำเนิดสุนทรภู่
เป็นได้แต่หลักฐานการยกย่องเกียรติคุณสุนทรภู่ เพื่อหาเสียงทางการเมืองของรัฐบาล และของนักการเมืองท้องถิ่นยุคนั้น
ศิริราชเชิญสุนทรภู่กลับบ้านเกิด
สุนทรภู่เกิดที่วังหลัง ปากคลองบางกอกน้อย กรุงเทพฯ
โดยสุนทรภู่เขียนบอกเองในโคลงนิราศสุพรรณ ว่า “วังหลังครั้งหนุ่มเหน้า” และตรงปากคลองบางกอกน้อยเป็น “บ้านเก่าเหย้าเรือนแพ”
พิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถาน จัดแสดงหลักฐานไว้บางส่วน เท่ากับเชิญสุนทรภู่กลับบ้านเกิดแท้จริง หลังถูกบังคับนานหลายปีโดยระบบการศึกษาของไทย ให้อยู่เมืองแกลง จ. ระยอง
ทบทวนความเป็นมาประวัติสุนทรภู่
“สุนทรภู่เกิดที่วังหลัง” พระยาปริยัติธรรมธาดา (แพ ตาละลักษมณ์) บอกไว้ในต้นฉบับประวัติพระสุนทรโวหาร (ภู่) ที่รวบรวมเรียบเรียงไว้ตั้งแต่ พ.ศ. 2456 นานราว 9 ปี ก่อนสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงมีพระนิพนธ์ประวัติสุนทรภู่ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2465
[ต้นฉบับเรื่องนี้ของพระยาปริยัติธรรมธาดา ถูกปกปิดไว้ในกรมศิลปากร ไม่เคยเผยแพร่ แต่มีผู้ทำสำเนาไว้ ต่อมา “ศิลปวัฒนธรรม” ได้สำเนามาพิมพ์แบ่งปัน ปีที่ 21 ฉบับที่ 8 (มิถุนายน 2543) หน้า 46-52]
ประวัติสุนทรภู่ของสมเด็จฯ ไม่บอกว่าสุนทรภู่เกิดที่ไหน? บอกแต่ว่าบิดาเป็นชาวบ้านกร่ำ เมืองแกลง ระยอง “ฝ่ายมารดาเป็นชาวเมืองอื่น มาอยู่ด้วยกันที่กรุงเทพฯ เกิดสุนทรภู่เมื่อสร้างกรุงรัตนโกสินทร์แล้วได้ 4 ปี” ไม่บอกว่าเกิดวังหลัง
แยกไม่ได้หรอก วรรณกรรมกับประวัติศาสตร์โบราณคดี
วรรณกรรม (วรรณคดี) กับประวัติศาสตร์โบราณคดี เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างแยกไม่ได้ เป็นที่รู้กันในวงวิชาการสากล ว่าวรรณกรรมแสดงให้เห็นอารมณ์ความรู้สึกของประวัติศาสตร์ยุคนั้น
อาจารย์สอนวรรณคดีบางมหาวิทยาลัย พยายามแยกวรรณคดีออกจากประวัติศาสตร์โบราณคดี จึงเป็นวิธีคิดไม่ฉลาด และเป็นความผิดพลาดของการศึกษาไทยตราบจนทุกวันนี้ ส่งผลให้นักศึกษาเสียโอกาส ประเทศชาติถูกแช่งแข็งให้ถอยหลังเข้าคลอง
วรรณกรรมโดดๆ ของสุนทรภู่จะแห้งแล้งจืดชืดมากๆ (ตามที่ครูบาอาจารย์มหาวิทยาลัยปัจจุบันมักทำเหมือนกันทั่วประเทศ) ด้วยวิธีท่องจำคำไพเราะของบทกลอนที่ยกมาตามที่ชอบ
แต่ไม่ทำความเข้าใจตัวกำหนดอย่างสำคัญต่อรสกวีในงานทั้งหมดของสุนทรภู่ ได้แก่ ประวัติสุนทรภู่ตั้งแต่เกิดจนตาย ที่เกี่ยวข้องอย่างแยกไม่ได้กับสภาพแวดล้อมทางสังคมและเศรษฐกิจการเมืองยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ที่สุนทรภู่มีชีวิตช่วงนั้น
พระอภัยมณี เป็นวรรณคดีต่อต้านการล่าเมืองขึ้น แต่ถ้าไม่ศึกษาและไม่เข้าใจประวัติศาสตร์เศรษฐกิจการเมืองโลกยุคล่าอาณานิคม พระอภัยมณีก็เป็นแค่นิทานกลอนจักรๆ วงศ์ๆ ทั่วไป ตามพื้นฐานความรู้ภาษาและวรรณคดีไทยแบบอาณานิคม Indianized states ของอาจารย์มหาวิทยาลัยไทย
