การเปิดตัว “สำนักข่าวใหม่” (โดยทีมงานเก่า) กลายเป็นสีสันของวงการสื่อและชาวสังคมออนไลน์
อยู่ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา
หลังจากถูก “ต้อนรับ” จากลมกระแสคลื่นอารมณ์ของประชาชนชาวเน็ตต่อ “คอลัมนิสต์” กิตติมศักดิ์รายนั้น ก่อรวมให้เกิดมวลน้ำหนักเพียงพอที่ทำให้สำนักข่าวต้องคิดใหม่ ทำให้เราคงจะไม่ได้อ่านคอลัมน์ของบุคคลท่านนั้นแล้ว ส่วนข้อเท็จจริงนั้นจะมาจากการที่สำนักข่าว “มโน” ไปเอง หรือเจ้าตัวเกิดมา “เท” กันกะทันหันกลางทาง คงเป็นเรื่องที่ทั้งสองฝ่ายเท่านั้นที่จะรู้แก่ใจว่าความจริงเป็นอย่างไร
ส่วนสีสันที่แสบทรวงที่สุด เห็นจะเป็นการเปิดตัวแบบคู่ขนานของเพจลึกลับในชื่อ DOUBLE STANDARD ที่มีความหมายว่า “สองมาตรฐาน” ล้อไปกับชื่อของสำนักข่าวที่ขนานนามตัวเองว่าเป็น “มาตรฐาน” (THE STANDARD) ก็เป็นการแสดงเจตนาอย่างไม่ต้องอ้อมค้อมว่ามีเป้าประสงค์ที่จะ “แซะ” และ “อำ” สำนักข่าวต้นฉบับแบบแลกกันคนละหมัด โดยมีแรงจูงใจเบื้องต้นจากความไม่พอใจต่อ
การเปิดตัวคอลัมนิสต์ที่เป็นปัญหารายนั้น
เพจ DOUBLE STANDARD ปล่อยเนื้อหาในรูปแบบของข่าวและคอลัมน์ออกมาล้อเลียนเสียดสีสำนักข่าวต้นฉบับแบบตามติดเป็นเงาปิศาจ ด้วยความบันเทิงชวนหัวเราะจนได้รับการกล่าวขวัญถึงในทางบวกเป็นส่วนใหญ่จากบรรดาผู้อ่าน รวมถึงผู้มีชื่อเสียงในแวดวงสื่อออนไลน์หลายคน
สร้างปรากฏการณ์ที่น่าสนใจว่า ถึงแม้ยอดผู้เข้าไป “กดไลค์” ตัวเพจของสำนักข่าวต้นฉบับจะเยอะกว่า (วันที่ 10 มิ.ย.60 ยอดของ THE STANDARD อยู่ที่ประมาณ 3.1 หมื่นไลค์ ส่วน DOUBLE STANDARD อยู่ที่ประมาณ 2.2 หมื่น) แต่จุดที่ต้องสังเกตคือการตอบรับและมีปฏิสัมพันธ์ต่อ “เนื้อหา” ที่ทั้งสองเพจปล่อยออกมานั้น ทางฝ่าย “สองมาตรฐาน” ชนะไปอย่างขาดลอย ด้วยยอดกดไลค์หลักร้อยถึงหลักพัน ยอดกดแชร์ว่ากันที่หลักสิบถึงหลักร้อย ในขณะที่ฝ่ายสำนักข่าวต้นฉบับนั้นยอดไลค์จะอยู่ที่หลักสิบถึงหลักร้อยกลางๆ ส่วนยอดแชร์นั้นอยู่ที่หลักสิบต้นๆ
เฉพาะยอดการกดไลค์กดแชร์เพียงเท่านี้คงบ่งชี้อะไรไม่ได้นอกจาก “ความนิยม” ของผู้คนบนเฟซบุ๊ก กระนั้นวิถีชีวิตและพฤติกรรมของผู้คนในปัจจุบันที่อาศัยเฟซบุ๊กและโซเชียลเน็ตเวิร์กอื่นๆ เป็นหน้าต่างในการเสพทราบรับข่าวสาร การที่เพจบนเฟซบุ๊กนั้นประสบความสำเร็จมีผู้พูดถึงมากกว่า กดไลค์ กดแชร์ หรือเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์มากกว่านั้นก็ยังถือว่าเป็นข้อได้เปรียบ
สถานการณ์ที่แท้จริงของสำนักข่าวที่เพิ่งเปิดตัวจะเป็นเท่าไร คงมีแต่เจ้าตัวคือทีมงานและนายทุนเท่านั้นที่จะรู้และเป็นผู้ประเมิน เอาเข้าจริงๆ แล้วปรากฏการณ์เกิดขึ้นและเติบโตของ DOUBLE STANDARD อาจจะไม่มี “ราคา” หรือส่งผลกระทบอะไรเลยกับ THE STANDARD ก็ได้ แถมยังเป็นไปได้ในมุมกลับด้วยว่าการมีอยู่ของเพจล้อเลียน ทำให้คนพูดถึงหรือให้ความสนใจกับงานต้นฉบับมากขึ้น ถึงขนาดมีสมมุติฐานตามทฤษฎีสมคบคิดว่า เอาเข้าจริงอาจจะเป็นทีมงานของสำนักข่าวนั่นแหละที่ไปเปิดเพจล้อตัวเองดักไว้เพื่อโหมกระแส
ความนิยมล้นหลามที่ชาวเน็ตมีให้ DOUBLE STANDARD มาจากอะไร อาจตอบง่ายๆ ได้ว่า ส่วนหนึ่งเพราะผู้คนชอบความบันเทิงและเรื่องเบาสมองอยู่แล้ว สารประเภทนี้ไม่ว่าจะสื่อออกมาทางช่องทางไหน อย่างไรก็ได้รับการตอบรับมากกว่าข่าวสารที่มีเนื้อหาหนักหนาเคร่งเครียด เป็นแต้มต่อโดยธรรมชาติอยู่แล้ว
กับข้อสังเกตอย่างหนึ่งที่ทีมงาน DOUBLE STANDARD ให้สัมภาษณ์ไว้ในรายงานของ VOICE TV อ้างถึง “วัฒนธรรม” ของสื่อล้อเลียนว่า มีมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว โดยอ้างถึงสื่อล้อเลียนตั้งแต่ยุค “เพี้ยน” ไปยัง “ผู้จัดกวน” จนถึงเว็บไซต์ “Not the Nation”
“เพี้ยน” เป็นนิตยสารรายสัปดาห์ขนาดหนังสือพิมพ์แทบลอยด์ ที่มีอายุอยู่ในช่วงปี 2520-2530 ก่อนจะค่อยๆ ลาหายไปจากแผง นิตยสาร “เพี้ยน” มีสาระอยู่ที่หนังสือพิมพ์ล้อเลียนซึ่งเอาหนังสือพิมพ์เจ้าใหญ่มาเพี้ยนชื่อเป็น “ไทรัฏ” และ
“เดรินิวส์” แบบที่เก็บรายละเอียดของหนังสือพิมพ์ฉบับจริงมาเกือบทุกเม็ด เช่น คอลัมน์ “ตีแสกหน้า” ของคุณเปลว สีเงิน (สมัยที่เขียนให้ไทยรัฐ) ก็แผลงเป็นคอลัมน์ “ตีนตบหน้า” ส่วนชื่อของ “ตัวละคร” ทางการเมืองก็ถูกป่วนให้เพี้ยนกันแบบพอขำๆ เช่น นายกรัฐมนโท “เปลว รินสุราทน” หม่อม “คึกคัก สุดฤทธิ์” พร้อมทั้งนำข่าวที่เป็นประเด็นเด่นของแต่ละช่วงเวลามาล้อเลียนให้เป็นข่าวเฮเรื่องฮาในรูปแบบเฉพาะของตัวเอง
หลังจากที่ “เพี้ยน” ลาแผงไปพร้อมกับสิ้นสุดยุคสมัย “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” ในทศวรรษต่อมาก็มีสื่อ “อำ” ระดับตำนานเกิดขึ้นในช่วงปี 2540 คือ “ผู้จัดกวน” ของสื่อเครือ “ผู้จัดการ” ที่ทำออกมาล้อเลียนตัวเอง ในรูปแบบของแซงก์ชั่นขนาดแทบลอยด์แทรกรายสัปดาห์ “ผู้จัดกวน” ในยุค 2540-2550 ขึ้นชื่อว่าเป็นงานเสียดสีที่มีอารมณ์ขันแบบตลกร้ายเฉียบคม
ล้อเลียนกันอย่างไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม ถึงขนาดที่เคยถูกนายตำรวจใหญ่ท่านหนึ่ง “ไม่ขำ” และขู่จะฟ้องดำเนินคดีมาแล้ว
จากนั้นในช่วงเวลาประมาณปี 2550 ถึง 2553 ก็เคยมีเว็บไซต์ภาษาอังกฤษที่ทำออกมาล้อเลียน
สื่อเครือ The Nation ในชื่อ “Not” the Nation ซึ่งสร้างตำนานอารมณ์ขันเสียดสีและการอำแบบ
“ปัญญาชน” ที่เฉียบคม ชนิดที่ว่างานหลายชิ้นอ่านแล้วต้องใช้เวลาประมวลผลเกือบสามวินาทีถึงจะขำ ข่าวอำบางข่าวอ่านแล้วเสียวสันหลังแทนคนทำ (ซึ่งไม่มีใครรู้จนปัจจุบันว่าเป็นใคร) เป็นตำนานอีกบทหนึ่งที่แทรกตัวอยู่เงียบๆ ในช่วงต้นของความขัดแย้งครั้งสำคัญทางการเมืองและสังคมไทย
จึงเป็นอย่างที่ DOUBLE STANDRAD กล่าวอ้างไว้คือ การ “อำ” นั้นเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของสื่อมาช้านาน
เมื่อพิจารณาด้วยบริบททางการเมือง “การล้อเลียน” ในทางวิชาการถือเป็นหนึ่งใน “อาวุธของ
ผู้อ่อนแอ” หรือ (Weapon of the Weak) ที่เอาไว้ใช้ต่อกรกับอำนาจรัฐที่เหนือกว่า ใหญ่โตกว่าและน่ากลัว “อารมณ์ขัน” และการ “อำ” นั้นเป็นเหมือนคาถา Ridiculous ในวรรณกรรมเยาวชนชุดแฮร์รี่ พอตเตอร์ ที่สามารถขับไล่ปิศาจร้ายที่น่าสะพรึงกลัวด้วยเสียงหัวเราะ
การ “อำ” หรือการล้อเลียนนั้นถูกใช้ในทางการเมืองเพื่อตอบโต้กับผู้มีอำนาจมาช้านาน แม้ในระบอบการปกครองที่เข้มงวดเคร่งเครียด ก็ยังมีเรื่องตลกล้อเลียนผู้มีอำนาจเล็ดลอดออกมาบอกเล่าแบบปากต่อปากให้ผู้คนได้เฮฮากัน ช่วยลดทอนให้ภาพของ “ผู้ทรงอำนาจ” เหล่านั้นกลายเป็นตัวตลกที่ประชาชนไม่จำเป็นต้องหวาดกลัว
ในยุคสมัยหรือภาวะที่การแสดงออกคัดค้านหรือเห็นต่างกันตรงๆ ไม่ได้ การหุ้มห่อประเด็นจริงจังที่อาจจะบีบคั้นเจ็บปวดด้วยอารมณ์ขัน อย่างน้อยก็ลดความเครียดหรือแรงกดดันที่จะสื่อสารถึงเรื่องที่ยากจะกล่าวถึงออกมาได้ จึงปรากฏเสมอว่าในช่วงเวลาที่การเมืองไม่มั่นคง ความกลัวปกคลุมในบรรยากาศของสังคม ช่วงเวลาเช่นนั้นผู้คนในสังคมจะโหยหาอารมณ์ขัน ในทางเดียวกันกับที่ผู้คนซึ่งมีไหวพริบปฏิภาณจะผลิตสร้างเรื่องล้อเลียนแบบตลกร้ายเสียดสีขึ้นมาได้อย่างแยบยลแนบเนียน อย่างเช่นก่อนหน้า DOUBLE STANDARD ก็มีเพจเฟซบุ๊กที่ใช้อารมณ์ขันล้อเลียน “อำนาจ” ล้นพ้นของการปกครองในระบอบปัจจุบันได้อย่างสนุกสนานเฉียบคมเป็นที่นิยมของผู้คน เช่น การ์ตูน “มานีมีแชร์” หรือ “ไข่แมว” ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีทั้งในหมู่คนที่ยืนตรงข้ามและยืนอยู่ข้างรัฐบาลและผู้มีอำนาจในปัจจุบัน
ดร.จันจิรา สมบัติพูนศิริ เขียนถึงอารมณ์ขันกับการต่อสู้ทางการเมืองไว้ในหนังสือ “หัวร่อต่ออำนาจ” ของเธอว่า อารมณ์ขันนั้นไม่เพียงแต่จะเป็นสถานพำนักทางใจ ช่วยให้ผ่านพ้นมรสุมความท้อแท้สิ้นหวังระหว่างระยะทางอันยาวไกลในการต่อสู้เพื่อสังคมที่ดีกว่า ที่แม้แต่มหาตมะ คานธี ยังเคยกล่าวไว้ว่า “หากฉันไม่มีอารมณ์ขัน คงฆ่าตัวตายไปนานแล้ว”
หากอารมณ์ขันยังสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการต่อสู้ทางสังคมการเมืองอย่างสันติ ที่ถูกใช้กันมาในหลายรูปแบบในประเทศต่างๆ ทั่วโลก รายละเอียดถ้าใครสนใจก็ลองไปหาอ่านได้จากในหนังสือเล่มนี้
ความได้เปรียบโดยธรรมชาติของอารมณ์ขันอันบันเทิง ผสมกับสภาพการเมืองที่สงบราบคาบด้วยการกดข่มความคิดความเห็นที่แตกต่าง เหลือไว้เพียงช่องว่างเล็กๆ น้อยๆ ให้หายใจได้ผ่านการล้อเลียนเสียดสี กับทั้งอาจจะประกอบกับความ “หมั่นไส้” ทั้งมวลของผู้คนที่มีต่อสำนักข่าวต้นฉบับ ทำให้การเข้ามาของ DOUBLE STANDARD นั้นเป็นเรื่องถูกที่ถูกเวลา ได้รับการตอบรับที่น่าทึ่งสำหรับการสร้างสื่อยุคใหม่ด้วยทุนเพียง 0 บาท แต่กลับแทรกตัวขึ้นมายืนหายใจรดต้นคอบนเวทีเดียวกับสื่อราคา 30 ล้านบาทได้อย่างพอฟัดพอเหวี่ยงกัน
กระนั้นก็ตาม การกล่าวเช่นนี้ก็ออกจะไม่เป็นธรรมกับทางสำนักข่าวต้นฉบับเท่าไรนัก เพราะการทำเว็บหรือเพจข่าวที่มีข้อมูลจริงจังนั้น จำเป็นจะต้องมี “ต้นทุน” และยิ่งตั้งใจจะให้เป็นสำนักข่าวที่มีเนื้อหาครอบคลุมไปเสียทุกเรื่อง “ทุน” ในการสร้างเนื้อหานั้นย่อมมากขึ้นตามไปด้วย ทั้งในการหาข่าว ทำข่าว หรือค่าตอบแทนให้สำหรับผู้มาเขียนคอลัมน์ที่หลากหลาย รวมถึงค่าการบริหารจัดการอื่นๆ
“ต้นทุน” มหาศาล ในยุคสมัยที่ผู้คนไม่ให้ราคากับ “ต้น” แต่ตัดสินกันที่ “ผล” ว่าสุดท้ายแล้วเนื้อหาที่นำเสนอออกมานั้นจะ “โดนใจ” ให้ผู้บริโภคสื่อ “ซื้อ” ผ่านการกดไลค์กดแชร์หรือไม่ ดูจะเป็นการประเมินค่าที่โหดร้ายกับผู้ทำงานเชิงสาระจริงจัง แต่ก็เป็นความจริงอย่างเดียวกันกับที่ภาพยนตร์แนวอื่นๆ ในประเทศนี้ที่พ่ายแพ้ให้แก่หนังผีหนังตลก ความจริงเดียวกันกับที่ทำให้วรรณกรรมเพื่อสังคมต้องถอยร่นให้งานประเภทอ่านง่ายบันเทิงไว หรือให้ความหวังกำลังใจ รวมถึงพื้นที่ของสารคดีหรือรายการเด็กในสื่อโทรทัศน์ที่ต้องมีการกันพื้นที่บางส่วนแทรกไว้ให้จากผังรายการที่ถูกครองโดยละคร การแข่งขันร้องเพลง และรายการบันเทิงอื่นๆ
เวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์อาจจะเร็วไปที่ประเมินหรือวิเคราะห์สถานการณ์ในอนาคตอันไกล แต่หลังจากนี้ไป THE STANDARD คงจะต้องทำงานหนักขึ้นหรือทบทวนยกเครื่องตัวเองหากยังจะยืนหยัดอยู่ต่อไปในมหาสมุทรที่เดือดระอุของสื่อใหม่ที่มีให้ผู้คนเลือกติดตามกันจนแทบจำไม่ได้ว่าสำนักไหนเป็นสำนักไหน
ส่วน “ตัวล้อ” อย่าง DOUBLE STANDARD นั้น ต่อให้หายลับหรือเลิกราไป นาทีนี้ก็ยังถือว่าพวกเขาได้ “กำไร” ไปแล้ว
แต่หากการตอบรับจากสังคมชาวเน็ตทำให้พวกเขาแข็งแรงพอที่จะตั้งตัวยืนได้และเดินในเส้นทางนี้ต่อไป ก็อาจจะกลายเป็นอีกตำนาน “สื่ออำ” ที่รับไม้ต่อจากรุ่นพี่ทั้งหลายที่ผ่านมา

