‘มาตรฐาน’แห่ง’การล้อเลียน’จาก’เพี้ยน’ถึง DOUBLE STANDARD : โดย กล้า สมุทวณิช

14.06.17 | 13:00 น.

การเปิดตัว “สำนักข่าวใหม่” (โดยทีมงานเก่า) กลายเป็นสีสันของวงการสื่อและชาวสังคมออนไลน์
อยู่ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา


หลังจากถูก “ต้อนรับ” จากลมกระแสคลื่นอารมณ์ของประชาชนชาวเน็ตต่อ “คอลัมนิสต์” กิตติมศักดิ์รายนั้น ก่อรวมให้เกิดมวลน้ำหนักเพียงพอที่ทำให้สำนักข่าวต้องคิดใหม่ ทำให้เราคงจะไม่ได้อ่านคอลัมน์ของบุคคลท่านนั้นแล้ว ส่วนข้อเท็จจริงนั้นจะมาจากการที่สำนักข่าว “มโน” ไปเอง หรือเจ้าตัวเกิดมา “เท” กันกะทันหันกลางทาง คงเป็นเรื่องที่ทั้งสองฝ่ายเท่านั้นที่จะรู้แก่ใจว่าความจริงเป็นอย่างไร

ส่วนสีสันที่แสบทรวงที่สุด เห็นจะเป็นการเปิดตัวแบบคู่ขนานของเพจลึกลับในชื่อ DOUBLE STANDARD ที่มีความหมายว่า “สองมาตรฐาน” ล้อไปกับชื่อของสำนักข่าวที่ขนานนามตัวเองว่าเป็น “มาตรฐาน” (THE STANDARD) ก็เป็นการแสดงเจตนาอย่างไม่ต้องอ้อมค้อมว่ามีเป้าประสงค์ที่จะ “แซะ” และ “อำ” สำนักข่าวต้นฉบับแบบแลกกันคนละหมัด โดยมีแรงจูงใจเบื้องต้นจากความไม่พอใจต่อ
การเปิดตัวคอลัมนิสต์ที่เป็นปัญหารายนั้น

เพจ DOUBLE STANDARD ปล่อยเนื้อหาในรูปแบบของข่าวและคอลัมน์ออกมาล้อเลียนเสียดสีสำนักข่าวต้นฉบับแบบตามติดเป็นเงาปิศาจ ด้วยความบันเทิงชวนหัวเราะจนได้รับการกล่าวขวัญถึงในทางบวกเป็นส่วนใหญ่จากบรรดาผู้อ่าน รวมถึงผู้มีชื่อเสียงในแวดวงสื่อออนไลน์หลายคน

Advertisement

สร้างปรากฏการณ์ที่น่าสนใจว่า ถึงแม้ยอดผู้เข้าไป “กดไลค์” ตัวเพจของสำนักข่าวต้นฉบับจะเยอะกว่า (วันที่ 10 มิ.ย.60 ยอดของ THE STANDARD อยู่ที่ประมาณ 3.1 หมื่นไลค์ ส่วน DOUBLE STANDARD อยู่ที่ประมาณ 2.2 หมื่น) แต่จุดที่ต้องสังเกตคือการตอบรับและมีปฏิสัมพันธ์ต่อ “เนื้อหา” ที่ทั้งสองเพจปล่อยออกมานั้น ทางฝ่าย “สองมาตรฐาน” ชนะไปอย่างขาดลอย ด้วยยอดกดไลค์หลักร้อยถึงหลักพัน ยอดกดแชร์ว่ากันที่หลักสิบถึงหลักร้อย ในขณะที่ฝ่ายสำนักข่าวต้นฉบับนั้นยอดไลค์จะอยู่ที่หลักสิบถึงหลักร้อยกลางๆ ส่วนยอดแชร์นั้นอยู่ที่หลักสิบต้นๆ

เฉพาะยอดการกดไลค์กดแชร์เพียงเท่านี้คงบ่งชี้อะไรไม่ได้นอกจาก “ความนิยม” ของผู้คนบนเฟซบุ๊ก กระนั้นวิถีชีวิตและพฤติกรรมของผู้คนในปัจจุบันที่อาศัยเฟซบุ๊กและโซเชียลเน็ตเวิร์กอื่นๆ เป็นหน้าต่างในการเสพทราบรับข่าวสาร การที่เพจบนเฟซบุ๊กนั้นประสบความสำเร็จมีผู้พูดถึงมากกว่า กดไลค์ กดแชร์ หรือเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์มากกว่านั้นก็ยังถือว่าเป็นข้อได้เปรียบ

สถานการณ์ที่แท้จริงของสำนักข่าวที่เพิ่งเปิดตัวจะเป็นเท่าไร คงมีแต่เจ้าตัวคือทีมงานและนายทุนเท่านั้นที่จะรู้และเป็นผู้ประเมิน เอาเข้าจริงๆ แล้วปรากฏการณ์เกิดขึ้นและเติบโตของ DOUBLE STANDARD อาจจะไม่มี “ราคา” หรือส่งผลกระทบอะไรเลยกับ THE STANDARD ก็ได้ แถมยังเป็นไปได้ในมุมกลับด้วยว่าการมีอยู่ของเพจล้อเลียน ทำให้คนพูดถึงหรือให้ความสนใจกับงานต้นฉบับมากขึ้น ถึงขนาดมีสมมุติฐานตามทฤษฎีสมคบคิดว่า เอาเข้าจริงอาจจะเป็นทีมงานของสำนักข่าวนั่นแหละที่ไปเปิดเพจล้อตัวเองดักไว้เพื่อโหมกระแส

ความนิยมล้นหลามที่ชาวเน็ตมีให้ DOUBLE STANDARD มาจากอะไร อาจตอบง่ายๆ ได้ว่า ส่วนหนึ่งเพราะผู้คนชอบความบันเทิงและเรื่องเบาสมองอยู่แล้ว สารประเภทนี้ไม่ว่าจะสื่อออกมาทางช่องทางไหน อย่างไรก็ได้รับการตอบรับมากกว่าข่าวสารที่มีเนื้อหาหนักหนาเคร่งเครียด เป็นแต้มต่อโดยธรรมชาติอยู่แล้ว

กับข้อสังเกตอย่างหนึ่งที่ทีมงาน DOUBLE STANDARD ให้สัมภาษณ์ไว้ในรายงานของ VOICE TV อ้างถึง “วัฒนธรรม” ของสื่อล้อเลียนว่า มีมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว โดยอ้างถึงสื่อล้อเลียนตั้งแต่ยุค “เพี้ยน” ไปยัง “ผู้จัดกวน” จนถึงเว็บไซต์ “Not the Nation”

“เพี้ยน” เป็นนิตยสารรายสัปดาห์ขนาดหนังสือพิมพ์แทบลอยด์ ที่มีอายุอยู่ในช่วงปี 2520-2530 ก่อนจะค่อยๆ ลาหายไปจากแผง นิตยสาร “เพี้ยน” มีสาระอยู่ที่หนังสือพิมพ์ล้อเลียนซึ่งเอาหนังสือพิมพ์เจ้าใหญ่มาเพี้ยนชื่อเป็น “ไทรัฏ” และ
“เดรินิวส์” แบบที่เก็บรายละเอียดของหนังสือพิมพ์ฉบับจริงมาเกือบทุกเม็ด เช่น คอลัมน์ “ตีแสกหน้า” ของคุณเปลว สีเงิน (สมัยที่เขียนให้ไทยรัฐ) ก็แผลงเป็นคอลัมน์ “ตีนตบหน้า” ส่วนชื่อของ “ตัวละคร” ทางการเมืองก็ถูกป่วนให้เพี้ยนกันแบบพอขำๆ เช่น นายกรัฐมนโท “เปลว รินสุราทน” หม่อม “คึกคัก สุดฤทธิ์” พร้อมทั้งนำข่าวที่เป็นประเด็นเด่นของแต่ละช่วงเวลามาล้อเลียนให้เป็นข่าวเฮเรื่องฮาในรูปแบบเฉพาะของตัวเอง

หลังจากที่ “เพี้ยน” ลาแผงไปพร้อมกับสิ้นสุดยุคสมัย “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” ในทศวรรษต่อมาก็มีสื่อ “อำ” ระดับตำนานเกิดขึ้นในช่วงปี 2540 คือ “ผู้จัดกวน” ของสื่อเครือ “ผู้จัดการ” ที่ทำออกมาล้อเลียนตัวเอง ในรูปแบบของแซงก์ชั่นขนาดแทบลอยด์แทรกรายสัปดาห์ “ผู้จัดกวน” ในยุค 2540-2550 ขึ้นชื่อว่าเป็นงานเสียดสีที่มีอารมณ์ขันแบบตลกร้ายเฉียบคม
ล้อเลียนกันอย่างไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม ถึงขนาดที่เคยถูกนายตำรวจใหญ่ท่านหนึ่ง “ไม่ขำ” และขู่จะฟ้องดำเนินคดีมาแล้ว

จากนั้นในช่วงเวลาประมาณปี 2550 ถึง 2553 ก็เคยมีเว็บไซต์ภาษาอังกฤษที่ทำออกมาล้อเลียน
สื่อเครือ The Nation ในชื่อ “Not” the Nation ซึ่งสร้างตำนานอารมณ์ขันเสียดสีและการอำแบบ
“ปัญญาชน” ที่เฉียบคม ชนิดที่ว่างานหลายชิ้นอ่านแล้วต้องใช้เวลาประมวลผลเกือบสามวินาทีถึงจะขำ ข่าวอำบางข่าวอ่านแล้วเสียวสันหลังแทนคนทำ (ซึ่งไม่มีใครรู้จนปัจจุบันว่าเป็นใคร) เป็นตำนานอีกบทหนึ่งที่แทรกตัวอยู่เงียบๆ ในช่วงต้นของความขัดแย้งครั้งสำคัญทางการเมืองและสังคมไทย
จึงเป็นอย่างที่ DOUBLE STANDRAD กล่าวอ้างไว้คือ การ “อำ” นั้นเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของสื่อมาช้านาน

เมื่อพิจารณาด้วยบริบททางการเมือง “การล้อเลียน” ในทางวิชาการถือเป็นหนึ่งใน “อาวุธของ
ผู้อ่อนแอ” หรือ (Weapon of the Weak) ที่เอาไว้ใช้ต่อกรกับอำนาจรัฐที่เหนือกว่า ใหญ่โตกว่าและน่ากลัว “อารมณ์ขัน” และการ “อำ” นั้นเป็นเหมือนคาถา Ridiculous ในวรรณกรรมเยาวชนชุดแฮร์รี่ พอตเตอร์ ที่สามารถขับไล่ปิศาจร้ายที่น่าสะพรึงกลัวด้วยเสียงหัวเราะ

การ “อำ” หรือการล้อเลียนนั้นถูกใช้ในทางการเมืองเพื่อตอบโต้กับผู้มีอำนาจมาช้านาน แม้ในระบอบการปกครองที่เข้มงวดเคร่งเครียด ก็ยังมีเรื่องตลกล้อเลียนผู้มีอำนาจเล็ดลอดออกมาบอกเล่าแบบปากต่อปากให้ผู้คนได้เฮฮากัน ช่วยลดทอนให้ภาพของ “ผู้ทรงอำนาจ” เหล่านั้นกลายเป็นตัวตลกที่ประชาชนไม่จำเป็นต้องหวาดกลัว

ในยุคสมัยหรือภาวะที่การแสดงออกคัดค้านหรือเห็นต่างกันตรงๆ ไม่ได้ การหุ้มห่อประเด็นจริงจังที่อาจจะบีบคั้นเจ็บปวดด้วยอารมณ์ขัน อย่างน้อยก็ลดความเครียดหรือแรงกดดันที่จะสื่อสารถึงเรื่องที่ยากจะกล่าวถึงออกมาได้ จึงปรากฏเสมอว่าในช่วงเวลาที่การเมืองไม่มั่นคง ความกลัวปกคลุมในบรรยากาศของสังคม ช่วงเวลาเช่นนั้นผู้คนในสังคมจะโหยหาอารมณ์ขัน ในทางเดียวกันกับที่ผู้คนซึ่งมีไหวพริบปฏิภาณจะผลิตสร้างเรื่องล้อเลียนแบบตลกร้ายเสียดสีขึ้นมาได้อย่างแยบยลแนบเนียน อย่างเช่นก่อนหน้า DOUBLE STANDARD ก็มีเพจเฟซบุ๊กที่ใช้อารมณ์ขันล้อเลียน “อำนาจ” ล้นพ้นของการปกครองในระบอบปัจจุบันได้อย่างสนุกสนานเฉียบคมเป็นที่นิยมของผู้คน เช่น การ์ตูน “มานีมีแชร์” หรือ “ไข่แมว” ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีทั้งในหมู่คนที่ยืนตรงข้ามและยืนอยู่ข้างรัฐบาลและผู้มีอำนาจในปัจจุบัน

ดร.จันจิรา สมบัติพูนศิริ เขียนถึงอารมณ์ขันกับการต่อสู้ทางการเมืองไว้ในหนังสือ “หัวร่อต่ออำนาจ” ของเธอว่า อารมณ์ขันนั้นไม่เพียงแต่จะเป็นสถานพำนักทางใจ ช่วยให้ผ่านพ้นมรสุมความท้อแท้สิ้นหวังระหว่างระยะทางอันยาวไกลในการต่อสู้เพื่อสังคมที่ดีกว่า ที่แม้แต่มหาตมะ คานธี ยังเคยกล่าวไว้ว่า “หากฉันไม่มีอารมณ์ขัน คงฆ่าตัวตายไปนานแล้ว”

หากอารมณ์ขันยังสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการต่อสู้ทางสังคมการเมืองอย่างสันติ ที่ถูกใช้กันมาในหลายรูปแบบในประเทศต่างๆ ทั่วโลก รายละเอียดถ้าใครสนใจก็ลองไปหาอ่านได้จากในหนังสือเล่มนี้

ความได้เปรียบโดยธรรมชาติของอารมณ์ขันอันบันเทิง ผสมกับสภาพการเมืองที่สงบราบคาบด้วยการกดข่มความคิดความเห็นที่แตกต่าง เหลือไว้เพียงช่องว่างเล็กๆ น้อยๆ ให้หายใจได้ผ่านการล้อเลียนเสียดสี กับทั้งอาจจะประกอบกับความ “หมั่นไส้” ทั้งมวลของผู้คนที่มีต่อสำนักข่าวต้นฉบับ ทำให้การเข้ามาของ DOUBLE STANDARD นั้นเป็นเรื่องถูกที่ถูกเวลา ได้รับการตอบรับที่น่าทึ่งสำหรับการสร้างสื่อยุคใหม่ด้วยทุนเพียง 0 บาท แต่กลับแทรกตัวขึ้นมายืนหายใจรดต้นคอบนเวทีเดียวกับสื่อราคา 30 ล้านบาทได้อย่างพอฟัดพอเหวี่ยงกัน

กระนั้นก็ตาม การกล่าวเช่นนี้ก็ออกจะไม่เป็นธรรมกับทางสำนักข่าวต้นฉบับเท่าไรนัก เพราะการทำเว็บหรือเพจข่าวที่มีข้อมูลจริงจังนั้น จำเป็นจะต้องมี “ต้นทุน” และยิ่งตั้งใจจะให้เป็นสำนักข่าวที่มีเนื้อหาครอบคลุมไปเสียทุกเรื่อง “ทุน” ในการสร้างเนื้อหานั้นย่อมมากขึ้นตามไปด้วย ทั้งในการหาข่าว ทำข่าว หรือค่าตอบแทนให้สำหรับผู้มาเขียนคอลัมน์ที่หลากหลาย รวมถึงค่าการบริหารจัดการอื่นๆ

“ต้นทุน” มหาศาล ในยุคสมัยที่ผู้คนไม่ให้ราคากับ “ต้น” แต่ตัดสินกันที่ “ผล” ว่าสุดท้ายแล้วเนื้อหาที่นำเสนอออกมานั้นจะ “โดนใจ” ให้ผู้บริโภคสื่อ “ซื้อ” ผ่านการกดไลค์กดแชร์หรือไม่ ดูจะเป็นการประเมินค่าที่โหดร้ายกับผู้ทำงานเชิงสาระจริงจัง แต่ก็เป็นความจริงอย่างเดียวกันกับที่ภาพยนตร์แนวอื่นๆ ในประเทศนี้ที่พ่ายแพ้ให้แก่หนังผีหนังตลก ความจริงเดียวกันกับที่ทำให้วรรณกรรมเพื่อสังคมต้องถอยร่นให้งานประเภทอ่านง่ายบันเทิงไว หรือให้ความหวังกำลังใจ รวมถึงพื้นที่ของสารคดีหรือรายการเด็กในสื่อโทรทัศน์ที่ต้องมีการกันพื้นที่บางส่วนแทรกไว้ให้จากผังรายการที่ถูกครองโดยละคร การแข่งขันร้องเพลง และรายการบันเทิงอื่นๆ

เวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์อาจจะเร็วไปที่ประเมินหรือวิเคราะห์สถานการณ์ในอนาคตอันไกล แต่หลังจากนี้ไป THE STANDARD คงจะต้องทำงานหนักขึ้นหรือทบทวนยกเครื่องตัวเองหากยังจะยืนหยัดอยู่ต่อไปในมหาสมุทรที่เดือดระอุของสื่อใหม่ที่มีให้ผู้คนเลือกติดตามกันจนแทบจำไม่ได้ว่าสำนักไหนเป็นสำนักไหน

ส่วน “ตัวล้อ” อย่าง DOUBLE STANDARD นั้น ต่อให้หายลับหรือเลิกราไป นาทีนี้ก็ยังถือว่าพวกเขาได้ “กำไร” ไปแล้ว

แต่หากการตอบรับจากสังคมชาวเน็ตทำให้พวกเขาแข็งแรงพอที่จะตั้งตัวยืนได้และเดินในเส้นทางนี้ต่อไป ก็อาจจะกลายเป็นอีกตำนาน “สื่ออำ” ที่รับไม้ต่อจากรุ่นพี่ทั้งหลายที่ผ่านมา