กู…ก็ลูกพระยานาหมื่น…ความหมายคืออะไร?
ศักดินา เป็นระบบกำหนดชนชั้นทางสังคม คือ กำหนดสิทธิในการถือครองที่นานสูงสุด ตลอดจนสิทธิและหน้าที่ตามจำนวนที่ดิน ทำนองเดียวกับ ระบบเจ้าขุนมูลนาย (Feudalism) ของทวีปยุโรป
การพระราชทานที่ดินตามบรรดาศักดิ์ขุนนางไทยในสมัยโบราณ เรียกว่า ระบบศักดินา ซึ่งเป็นการกำหนด “จำนวนเนื้อที่ดิน” เสมือน (แปลงเป็นตัวเลข) เพื่อบ่งบอกระดับชั้น อำนาจหน้าที่ และสิทธิประโยชน์ของบุคคลในสังคม
ในระบบศักดินาไทย ตัวเลข “5,000 ไร่” ไม่ใช่การยกที่ดินทำกินให้จริงๆ แต่เป็นคะแนน หรือมาตรวัดทางสังคม ที่ใช้กำหนดสิทธิ หน้าที่ ความรับผิดชอบ และใช้คำนวณค่าปรับทางกฎหมายเมื่อมีการกระทำความผิดเกิดขึ้นครับ
ถูกกำหนดเป็นระเบียบ เป็นกฎหมายอย่างชัดเจนครั้งแรกในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถแห่งกรุงศรีอยุธยา ผ่านกฎหมายที่ชื่อว่า พระไอยการตำแหน่งนาพลเรือน นาทหารหัวเมือง พ.ศ.1998
ในทางปฏิบัติ ระบบศักดินา ขุนนางไม่ได้สิทธิครอบครองและถือโฉนดผืนดินนั้นจริงตามจำนวนไร่ที่ระบุ เนื่องจากพระมหากษัตริย์ทรงเป็นเจ้าของที่ดินทั้งหมดในราชอาณาจักร ตัวเลข “ไร่” ที่มอบให้ตามบรรดาศักดิ์เป็นเพียง “มาตรวัดทางสถานะ” เพื่อใช้กำหนดขอบเขต…
1.เพื่อการจำกัดจำนวนไพร่พล กำหนดว่าขุนนางคนนั้นจะมีผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา (ไพร่) มาช่วยทำงานได้มากน้อยเพียงใด การคำนวณใช้คิดอัตราเบี้ยหวัดเงินปี (เงินเดือนข้าราชการโบราณ)
2.เพื่อการกำหนดโทษทางกฎหมาย ใช้คำนวณอัตราค่าปรับไหมเมื่อทำความผิด ยิ่งศักดินาสูง ค่าปรับยิ่งแพง
3.เพื่ออภิสิทธิ์ในโรงศาล ผู้ที่มีศักดินาตั้งแต่ 400 ไร่ขึ้นไป จึงจะมีสิทธิแต่งตั้งทนายความเพื่อสู้คดีในศาลแทนตนเองได้
ตัวอย่างการเปรียบเทียบศักดินาตามบรรดาศักดิ์ขุนนาง ระดับศักดินาจะแปรผันตามบรรดาศักดิ์ ยศ และตำแหน่งหน้าที่ โดยมีตัวอย่างการกำหนดตัวเลขศักดินาดังนี้
สมเด็จเจ้าพระยา/เจ้าพระยา 10,000
พระยา 3,000-5,000 พระ 1,000-2,000 หลวง 800-1,000 ขุน 400-800 หมื่น 300-500 พัน 100-200
ไพร่มีบรรดาศักดิ์ 50-100 ไพร่สามัญ (ประชาชนทั่วไป) 15-25 และทาสมีบรรดาศักดิ์ 5
ระบบศักดินาและที่ดินพระราชทานในยุคหลังถูกลดบทบาทลงในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อมีการปฏิรูประบบราชการและเริ่มมีการออก “โฉนดที่ดิน” เพื่อแสดงกรรมสิทธิ์ที่แท้จริงให้แก่ราษฎร
จุดเริ่มต้นการทำงานเรื่องการจัดระเบียบที่ดินในสยาม
พ.ศ.2426 ในหลวง ร.5 ทรงโปรดเกล้าฯให้จัดตั้งโรงเรียนแผนที่ขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อฝึกหัดคนไทยให้มีความรู้ความสามารถด้านการรังวัดและการทำแผนที่ตามแบบสากลตะวันตก เนื่องจากในขณะนั้นประเทศสยามกำลังเผชิญกับการคุกคามจากลัทธิจักรวรรดินิยม จึงจำเป็นต้องมีแผนที่ขอบเขตขัณฑสีมาที่ถูกต้องแม่นยำ เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ
แรกเริ่มตั้งขึ้นที่ตึกแถวกรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ หน้าประตูพิมานไชยศรี ในพระบรมมหาราชวัง
ทรงมอบหมายให้ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ (ขณะดำรงพระยศเป็น พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร ผู้บัญชาการทหารมหาดเล็ก) เป็นผู้ดูแลควบคุมครูผู้สอน มี นายเจมส์ แมคคาร์ธี (James McCarthy) หรือต่อมาคือ พระวิภาคภูวดล นักสำรวจชาวอังกฤษเป็นครูผู้สอนวิชาการรังวัดและทำแผนที่
โรงเรียนแผนที่สอนให้มีความรู้และเข้าใจประโยชน์ของแผนที่ ส่งนักเรียนที่สำเร็จการศึกษาออกไปร่วมคณะสำรวจรังวัดในการวางระบบสาธารณูปโภคใหม่ๆ กำหนดขนาดพื้นที่ได้…
หลังจากตั้งโรงเรียนแผนที่ได้ 2 ปี ภารกิจการทำแผนที่ก้าวหน้าขึ้นอย่างมาก ในกรุงเทพฯเริ่มทำแผนที่ตัดถนนเจริญกรุง แผนที่วางสายโทรเลข และการกำหนดแนวเขตแดนของประเทศ
3 กันยายน พ.ศ.2428 ในหลวงรัชกาลที่ 5 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สถาปนากรมทำแผนที่ขึ้นอย่างเป็นทางการ ปัจจุบันคือ กรมแผนที่ทหาร
โรงเรียนแผนที่ที่รัชกาลที่ 5 ทรงก่อตั้งขึ้นในวันนั้นถือเป็นรากฐานสำคัญสูงสุดที่ทำให้ประเทศไทยมีระบบทะเบียนที่ดิน มีโฉนดที่ดินระบุพิกัดที่แม่นยำ และมีบุคลากรด้านภูมิศาสตร์ที่ช่วยรักษาดินแดนมาจนถึงปัจจุบัน
พ.ศ.2444 มีการออก “โฉนดที่ดินฉบับแรก” ของประเทศไทย เกิดขึ้นในสมัยในหลวง ร.5 โดยนำ “ระบบทอร์เรนส์” (Torrens System) ซึ่งเป็นระบบทะเบียนที่ดินที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลมาปรับใช้เป็นครั้งแรก เพื่อแก้ปัญหาข้อพิพาทแย่งชิงสิทธิครอบครองที่ดินของราษฎร
วิชา องค์ความรู้เรื่องแผนที่…นำมาสู่กิจการรถไฟของสยาม…
กิจการรถไฟเป็นความปลื้มปีติชิ้นโบแดงของแผ่นดินสยามในสมัยในหลวง ร.5 ที่ล้ำหน้ากว่าใครในทวีปเอเซีย
การสำรวจเส้นทางรถไฟต้องอาศัยวิศวกรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง รัชกาลที่ 5 จึงทรงว่าจ้าง บริษัท พันชาร์ด แมคแทกการ์ด โลเธอร์ และคณะ (Punchard, McTaggart, Lowther & Co.) จากอังกฤษ
พ.ศ.2433 จัดตั้ง “กรมรถไฟ” ขึ้น โดยมี นายคาร์ล เบธเก (Karl Bethge) วิศวกรชาวเยอรมันเป็นเจ้ากรมคนแรก นำทีมวิศวกรลงพื้นที่สำรวจร่วมกับนักเรียนจากโรงเรียนแผนที่ของไทย
กรมรถไฟหลวงคือกิจการที่ต้องใช้ที่ดิน พื้นที่ราบ ภูเขา ห้วย คลอง หนอง บึง ทั่วประเทศ ต้องเป็นของหลวง ที่ใครก็ก้าวล่วงไม่ได้
ขอย้อนกลับมาประเด็นศักดินา-การได้รับสิทธิครับ…
สมเด็จเจ้าพระยามีศักดินา จำนวน 10,000 ไร่ ซึ่งถือเป็นจำนวนศักดินาที่ “สูงที่สุด” สำหรับข้าราชการสามัญชนในระบบขุนนางไทยโบราณ (เท่ากับมหาอุปราชหรือเจ้าประเทศราชบางเมือง)
มีคำถามว่า…แล้วที่บอกว่า ศักดินา 10,000 ต้องทำอย่างไร?
มีหลักการและข้อเท็จจริงในทางประวัติศาสตร์ที่ต้องทำความเข้าใจ แยกออกเป็น 2 ส่วน ดังนี้ครับ… ในแง่ของ “ตัวเลขศักดินา 10,000 ไร่” (มิใช่การเลือกจับจองที่ดินจริง) อย่างที่ได้เกริ่นไปในตอนต้น…
ระบบศักดินาโบราณ ไม่ใช่การมอบกรรมสิทธิ์ที่ดินจริง
1.ดังนั้น สมเด็จเจ้าพระยามิได้ไปเดินเลือกจิ้มเอาที่ดินแปลงไหนก็ได้ในราชอาณาจักร จำนวน 10,000 ไร่ มาเป็นของตนเอง ตัวเลขหมื่นไร่นี้เป็นเพียง “มาตรวัดสถานะจำลอง” เพื่อระบุว่า มีสิทธิควบคุมดูแลไพร่พลในสังกัดได้เท่าใด ได้รับเบี้ยหวัดเงินปีในอัตราสูงสุด หากทำความผิด หรือมีคดีความ จะถูกคิดค่าปรับไหมในอัตราที่สูงที่สุดตามกฎหมาย
2.ในแง่ของ “การเลือกที่ดินสร้างจวนที่พำนักจริง” (พระราชทานที่ดินให้สร้างบ้าน) แม้จะไม่ได้ที่ดิน 10,000 ไร่ตามตัวเลขศักดินา แต่ในความเป็นจริง สมเด็จเจ้าพระยาจะได้รับ “พระราชทานที่ดินสำหรับสร้างจวนพำนักและสวนอู่เรือ”
ซึ่งวิธีการเลือกหรือได้มาของที่ดินเหล่านี้มีหลักเกณฑ์ คือ เลือกทำเลที่เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ
ในอดีต…สมเด็จเจ้าพระยามักจะเลือกหรือได้รับพระราชทานที่ดินในจุดสำคัญของเมือง เช่น สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ (ดิศ บุนนาค) และ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิไชยญาติ (ทัต บุนนาค)ในสมัย ร.3 ได้เลือกตั้งจวนอยู่ทางฝั่งธนบุรี (แถบคลองสาน/วัดประยุรวงศาวาส) ซึ่งเป็นทำเลทองในการคุมเส้นทางคมนาคมทางน้ำและการค้าขายกับต่างประเทศ
ในกรณีของ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ในสมัย ร.5 ท่านได้รับกรรมสิทธิ์สร้างจวนขนาดใหญ่ในย่านคลองสาน
ต่อมาเมื่อท่านไปกำกับราชการที่เมืองราชบุรี ก็ได้เลือกหักร้างถางพงและพัฒนาที่ดินผืนใหญ่ที่นั่นเพื่อสร้างที่พำนักและทำประโยชน์ตกทอดเป็นมรดกในตระกูล
ที่ดินพระราชทานรวมถึงจวนเหล่านี้ เมื่อสมเด็จเจ้าพระยาผู้รับพระราชทานอนิจกรรมลง หากไม่มีความผิดร้ายแรงที่ต้องโดนริบทรัพย์ ที่ดินเหล่านั้นก็จะตกทอดไปยังบุตรหลานในตระกูลเพื่ออยู่อาศัยและทำมาหากินต่อไปจนกว่าจะมีการปรับเปลี่ยนในยุคที่มีการออกโฉนดที่ดินจริง
สรุปคือ เลข 10,000 ไร่ เป็นเพียงตัวเลขบอกยศ แต่ที่ดินที่ได้อยู่อาศัยจริงจะเป็นผืนดินขนาดใหญ่พอสมควรที่พระมหากษัตริย์ทรงเห็นชอบและพระราชทานให้ในทำเลสำคัญของเมือง
ข้อมูลที่ผู้เขียนสอบถามมาจาก AI นะครับ
ในหลวง ร.5 มีพระราชดำริผ่านเจ้ากรมโยธาธิการกำหนดให้สงวนพื้นที่สองข้างทางรถไฟไว้เท่าที่จำเป็น โดยทั่วไปกำหนดไว้ ข้างละประมาณ 20 วา (ราว 40 เมตร) และในเขตสถานีไม่เกินข้างละ 60 วา เพื่อความปลอดภัยและการขยายตัวในอนาคตที่รกร้างว่างเปล่า
ทรงให้สิทธิกรมรถไฟหลวงเข้าใช้ประโยชน์ในที่ดินของรัฐที่ยังไม่มีราษฎรจับจอง หากเส้นทางตัดผ่านที่ดินที่มีราษฎรครอบครองอยู่ก่อน จะทรงโปรดเกล้าฯให้มีการจ่ายเงินค่าทำขวัญหรือค่าชดเชยอย่างเป็นธรรม
ตัวอย่าง…พื้นที่สำคัญและข้อพิพาทในปัจจุบันที่ดินที่ได้รับพระราชทานและสงวนไว้ตั้งแต่สมัย ร.5 และ ร.6 มักกลายเป็นพื้นที่เศรษฐกิจหรือพื้นที่พิพาทที่สำคัญในปัจจุบัน เช่น ที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ พื้นที่ 5,083 ไร่ ซึ่งเดิมเป็นแหล่งระเบิดหินเพื่อนำมาใช้สร้างทางรถไฟสายโคราช-อุบลราชธานี ปัจจุบันกำลังเป็นข่าวโด่งดัง
ที่ดินย่านใจกลางเมือง (กรุงเทพฯ) เช่น พื้นที่สองข้างทางรถไฟจากหัวลำโพงไปจนถึงดอนเมือง หรือห้าแยกลาดพร้าว (เซ็นทรัลลาดพร้าวในปัจจุบัน) เป็นทรัพย์สินทำเลทองของการรถไฟฯ
การพระราชทานที่ดินในลักษณะนี้ แตกต่างจาก “ระบบศักดินาขุนนาง” ที่กล่าวก่อนหน้า เพราะเป็นการพระราชทานกรรมสิทธิ์และสิทธิการใช้ที่ดินให้แก่หน่วยงานของรัฐ (Public Domain)
ที่ดินแปลงโฉนดฉบับแรกของไทยอยู่ที่ อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา เนื้อที่ 91 ไร่ 1 งาน 52 ตร.ว. เป็นที่ดินที่ในหลวง ร.5 ทรงถือครองกรรมสิทธิ์เป็น โฉนดหมายเลข 1 ของประเทศ (ตำบลบ้านแป้ง)
ต่อมา เมื่อ พ.ศ.2518 ในหลวง ร.9 ได้พระราชทานที่ดินผืนนี้ให้แก่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เพื่อจัดสรรให้เกษตรกรได้ทำกินจนถึงปัจจุบัน
หมายเหตุ – 15 พฤษภาคม พ.ศ.2485 รัฐบาลในยุคจอมพล ป. ได้ออกประกาศเรื่อง การยกเลิกบรรดาศักดิ์ เช่น เจ้าพระยา พระยา พระ หลวง ขุน เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน…

