หน้าแรก คอลัมนิสต์ มอง 3 ปีของ ค...

มอง 3 ปีของ คสช. อย่างเป็นองค์รวม โดย : ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์

15.06.17 | 13:59 น.

รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คงมีคนที่รับไม่ได้ จำนวนหนึ่ง และไม่ขอประเมินเพราะขาดความชอบธรรม แต่คนที่รับได้ก็คงมีจำนวนหนึ่งที่มากพอสมควร ในด้านเศรษฐกิจ พล.อ.ประยุทธ์มีอุปสรรคในเรื่องภาวะเศรษฐกิจโลกที่ไม่เอื้ออำนวย แต่ก็มีแต้มต่อในการที่บ้านเมืองวุ่นวายมานานพอสมควร ถ้าบ้านเมืองสงบซึ่งทหารมักเก่งในเรื่องนี้ก็จะได้คะแนนนิยม และความเชื่อของสังคมว่านายกฯเป็นคนสะอาดซื่อสัตย์ มีคนให้ความสนับสนุนมากพอสมควร ขณะเดียวกันก็ตั้งความคาดหวังไว้สูง เพราะว่าฝ่ายที่ไม่ต้องการให้มีการเลือกตั้งต้องการเห็นบ้านเมืองมีการปฏิรูป ผู้เขียนคิดว่าในปีแรก รัฐบาล คสช.พยายามที่จะผลักดันโครงการสาธารณูปโภค เพราะมีการหยุดชะงักมานาน เพื่อดึงดูดการลงทุนของภาคเอกชนผ่านไปอีกสักปีเศษๆ ก็มีโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ตามมา ที่แปลกและดูใหม่คือจะเก็บภาษีมรดก นอกจากนี้ ก็คาดหวังเรื่องการปราบปรามคอร์รัปชั่น โดยเฉพาะการปฏิรูปตำรวจเพราะเป็นเงื่อนไขหนึ่งที่ กปปส.เคยเรียกร้อง เหมือนเป็นความทรงจำร่วมกัน

นี่เป็นเรื่องใหญ่ๆ ที่ผู้เขียนคิดว่าสำคัญ

รัฐบาลนี้คงอยู่ถึงสิ้นปีหน้าเป็นอย่างเร็วแล้วมีการเลือกตั้งซึ่งก็จะครบสี่ปี ผู้เขียนคิดว่าแผนและโครงการที่น่าจะสำเร็จและเป็นรูปธรรมที่สุด (ซึ่งดูเหมือนง่าย แต่ก็ดูติดๆ ขัดๆ จากรัฐบาลก่อนหน้ามาตลอด) คือโครงการสาธารณูปโภคทั้งหลาย โดยเฉพาะระบบราง 10 สายใน กทม. ระบบการขนส่งเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาคและจังหวัด วิสัยทัศน์เรื่องอีอีซีนั้นดีมาก รวมทั้งความพยายามในการเร่งผลักดันทุกวิถีทาง แต่ก็มีความเสี่ยงสูงเช่นเดียวกันและผู้เขียนคิดว่าจะไม่ส่งผลลัพธ์ที่ง่ายและเร็ว มีผลต่ออัตราความเจริญเติบโตอย่างที่คาดหวัง ปัญหาการเป็นผู้นำและการลงทุนภาครัฐในโครงการทั้งหมดมีความล่าช้าและขาดการบูรณาการการเสริมกันและกันอย่างแท้จริง เอกชนทั้งในและจากต่างประเทศอาจจะยังไม่มีความเชื่อมั่น ไม่ลงทุนมากพอ ถ้ารัฐบาลและประเทศภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่ (ซึ่งจะเป็นระเบิดเวลา และเปราะบางต่อความขัดแย้ง เพราะระบบการเมือง ยังเป็นประชาธิปไตยแบบชี้นำโดยฝ่ายทหาร) ยังไม่สามารถประกันเสถียรภาพและความแน่นอนให้แก่ผู้ลงทุน

ในเรื่องการป้องกันและปราบปรามคอร์รัปชั่น จากข้อมูลประสบการณ์ส่วนตัว ที่เคยช่วยงานให้ ป.ป.ช. โดยเฉพาะโครงการรถเมล์เอ็นจีวี การเฝ้าติดตามสถานการณ์ รวมทั้งข้อมูลที่ได้รับจากผู้ที่ช่วยงานให้ คสช. ผู้เขียนมี Mixed feelings เกี่ยวกับเรื่องสถานการณ์คอร์รัปชั่น ความรู้สึกที่ดีที่ทุกคนมีร่วมกันคือนายกฯใส่ใจและให้ความสำคัญ เราเห็นความร่วมมือร่วมใจการรณรงค์ของภาคเอกชนและภาคประชาสังคม เราเห็นพัฒนาการของการปรับปรุงกฎหมายทางด้านการประมูลจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ ดูเหมือนมีความเชื่อกันในหมู่คนวงในและคนที่เคยทำงานด้านป้องกันและปราบปรามว่าระดับการทุจริต และความสูญเสียจากโครงการภาครัฐน่าจะลดลงหรือน้อยลงไปในระดับหนึ่ง เมื่อเทียบกับสมัยก่อน เพราะการตรวจสอบและความร่วมมือของทุกฝ่ายเข้มข้นขึ้น อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีอีกภาพหนึ่งที่เป็นด้านลบ คนที่คลุกคลีอยู่ในวงในลงไปทำแล้วเห็นจริงๆ เช่นในกรณีของรถเมล์เอ็นจีวีก็ยังมีความเห็นตรงกันว่าระบบยังมีปัญหามากทั้งตัวบุคคลและขีดความสามารถขององค์กรของรัฐและของภาคประชาชน การทำงานไม่มีหรือไม่มั่นคงในหลักการ บ่อยครั้งเอาความเร่งรีบ อยากได้งานมาเป็นเหตุผล ระบบผู้สังเกตการณ์รวมทั้งระบบคุณธรรมที่ออกแบบโดยภาคเอกชนหรือภาคประชาสังคม เมื่อเวลาผ่านไปเหมือนไม่ได้ทำงานตามหน้าที่จริงๆ คือไม่มีน้ำยา เชื่อกันว่าคอร์รัปชั่นในระบบราชการและรัฐบาลทหาร มีอยู่ทั่วไปไม่ต่างไปจากอดีต ต่างกันที่ตัวละครไม่ใช่นักเลือกตั้ง มีกลไกที่แยบยลและซับซ้อน

ทำให้เราพอสรุปได้ว่าในระยะยาว การแก้ปัญหาคอร์รัปชั่น ไม่ควรคิดว่ามันเป็นเรื่องของผู้นำที่เป็นคนดี ไม่ทุจริตเท่านั้น แต่ต้องเป็นเรื่องของประชาชนที่ มีอำนาจ และเรียกร้อง ต้องการที่จะควบคุมการทุจริต ในระยะยาวเราหนีไม่พ้น ที่จะต้องสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมเปิด และเป็นสังคมประชาธิปไตย

Advertisement

พล.อ.ประยุทธ์ และคณะ ใช้ความพยายามอย่างมากที่จะเปลี่ยนประเทศ ที่จะปฏิรูป ชูคำขวัญ “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” พล.อ.ประยุทธ์ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯด้านเศรษฐกิจ และคณะ คือผู้นำการเปลี่ยนแปลงนี้ ปัญหามีอยู่ว่าในสังคมที่ต้องการการเปลี่ยนแปลง เป้าหมายและวิธีการเพื่อไปสู่เป้าหมาย “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” อาจมีความแตกต่างกัน ซึ่งต่อรองและตกลงร่วมกันได้ดีในระบอบประชาธิปไตย แต่รัฐบาล คสช.ที่ต้องการมีผลงานเร็ว ต้องการได้ดังใจ โดยวิธี Top-down หลายเรื่องเป็นวิธีคิดแบบทหารซึ่งเน้นการควบคุม การมีวินัย การมีระเบียบ การไม่ยอมรับการโต้แย้ง หรือการขัดแย้ง โดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์ สามารถนำมาซึ่งความเสี่ยงและความเสียหาย สูงกว่าสังคมที่เป็นประชาธิปไตย รับฟังความเห็นนข้อโต้แย้งจากหลายๆ ฝ่าย อย่างไรก็ตาม ในส่วนของรองนายกฯสมคิด วิสัยทัศน์ของเศรษฐกิจที่พึงปรารถนา การไปให้ถึง ดูจะได้รับการยอมรับในภาพรวม และจากสังคมธุรกิจ มีความขัดแย้ง ด้านความคิดเชิงอุดมการณ์ไม่มี หรือน้อยกว่าวิสัยทัศน์และวิธีการไปให้ถึงของ พล.อ.ประยุทธ์ หรือตัวแทนของฝ่ายทหารใน ครม. ภาพการขายฝัน ประเทศไทย 4.0 ซึ่งเน้นความทันสมัย ทันโลก เป็นโลกของความหวัง โลกของการแข่งขัน โลกของการกระจายอำนาจการเชื่อมโยงเป็นเครือข่าย โลกของการเปิดเสรีไม่มีพรมแดน ซึ่งไม่ได้เป็นโลกทรรศน์ของวิธีคิดแบบทหาร ของฝ่าย พล.อ.ประยุทธ์ มันเหมือนกับว่าโลกทรรศน์ด้านเศรษฐกิจของรองนายกฯสมคิดเป็นโลกทรรศน์ 4.0 แต่โลกทรรศน์ของ พล.อ.ประยุทธ์ตัวแทนของฝ่ายทหารยังฝังจิตฝังใจอยู่กับโลกทรรศน์ 2.0 ลึกๆ นี่คือการขาดเอกภาพทางความคิดและการบริหาร

ทั้งหมดนี้ทำให้การปฏิรูปที่ผ่านมา ซึ่งเริ่มมีผลงานบ้างแล้ว กลับเหมือนเป็นการเปลี่ยนแปลงที่จะเป็นตัวถ่วงการพัฒนาประเทศ เป็นการถอยหลังลงคลอง เหมือนเดินไปหนึ่งก้าวแต่ถอยหลังสองก้าว เช่น

1.เรื่องการจัดระเบียบ การห้ามนั่งบนท้ายรถกระบะ สะท้อนถึงการที่ไม่ได้เป็นรัฐบาลที่มาจากประชาชน ไม่ได้รับการสื่อสารสองทาง คิดอยู่แต่ฝ่ายเดียวเรื่องความปลอดภัยของประชาชน แต่ลืมนึกถึงความจำเป็นและวิถีชีวิตที่คนระดับนี้ จำเป็นต้องมีและขาดไม่ได้ จู่ๆ จะไปเปลี่ยนพฤติกรรมของเขาโดยไม่มีทางเลือกให้เขา ลงท้ายต้องยอมกลับลำ หรือเรื่องการจัดระเบียบแผงลอย

รัฐบาลที่มาจากประชาชนและเข้าใจประชาชน น่าจะคำนึงถึงผลได้ผลเสียเปรียบเทียบระหว่างการดูเหมือนมีระเบียบเรียบร้อยที่เพิ่มขึ้น เทียบกับวิถีชีวิตความจำเป็นที่เขาจำเป็นต้องพึ่งพื้นที่สาธารณะในการทำมาหากิน ถ้ามีการเปรียบเทียบกันอย่างจริงจัง ไม่คิดง่ายๆ แบบทหารเรื่องความมีระเบียบ เราจะพบว่าที่สาธารณะจำนวนมากสามารถใช้เป็นที่ทำมาหากินของประชาชนได้ โดยไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน จนรับกันไม่ได้ เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐที่ต้องลงไปเอาใจใส่ ดูเป็นเรื่องๆ

ผู้เขียนเคยแวะตลาดติดถนนประชาราษฎ์บำเพ็ญแถวห้วยขวาง (ปัจจุบัน สน.ห้วยขวางบอกผู้เขียนว่ายังถูกปิดอยู่) ซึ่งประชาชนมาใช้บริการจำนวนมาก ถนนก็กว้างถ้าบริหารดีๆ ทำให้สะอาด เทศกิจ กทม.ก็มีรายได้ เป็น Win-Win situation สำหรับทุกฝ่าย

2.เรื่องภาษี ภาษีมรดก และภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง แม้เรื่องนี้ยังไม่ถึงที่สุด ความพยายามที่จะยกเว้น บ้านหลังแรก ที่มูลค่าสูงกว่า 50 ล้านบาท ทั้งๆ ที่บ้านราคาล้านสองล้าน เสียเงินให้รัฐหรือ กทม. ปีละไม่กี่ร้อยบาท ควรจะเป็นฐานภาษี ซึ่งจะมีความเป็นธรรม และนำรายได้มาสู่รัฐและ กทม. เพื่อนำมาใช้จ่ายทางด้านสาธารณูปโภค การศึกษา การสาธารณสุข หรือการแก้ปัญหาความยากจนให้ยั่งยืน แต่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์และ สนช. สปท. ยังมองไม่เห็นปัญหานี้ ยอมให้ชนชั้นกลางและผู้มีอันจะกินในประเทศ ไม่จำเป็นต้องเสียภาษี ทั้งๆ ที่ควรจะต้องเสีย เพราะตนเองได้ประโยชน์จากการเพิ่มมูลค่าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมาโดยตลอดในอดีต และจะได้ต่อไปในอนาคต รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เรายังไม่เห็นแผนปฏิรูปภาษีที่จะเพิ่มรายได้ ให้กับรัฐเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุในอนาคตที่จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมหาศาลในอีกยี่สิบปีข้างหน้า การปฏิรูปที่ควรที่จะใช้ภาษีเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งสูงมาตลอดในสังคมไทย ขณะที่ผู้มีอันจะกิน มีภาระภาษีน้อยกว่าที่ควรจะเป็น กรมสรรพากร ไม่เคยใช้ความกล้าหาญที่จะนำธุรกิจที่ไม่อยู่ในภาคเศรษฐกิจที่เป็นระบบเข้าเสียภาษี ซึ่งจริงสามารถทำได้

มันเห็นกันอยู่ดาษดื่น ร้านอาหาร ตามซอย ตามถนน ในเมืองนอกเมือง เดือนหนึ่งมีรายกำไรเป็นแสนเป็นล้าน ไม่เสียภาษี หรือเสียภาษีน้อยมาก กรมสรรพากรเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ได้อย่างไร

3.ระบบประกันสุขภาพ และ พ.ร.บ.บัตรทอง นอกจากการไม่พยายามทำให้ระบบประกันสุขภาพ เป็นระบบเดียวที่มีความเป็นเอกภาพและมีประสิทธิภาพแล้ว ความพยายามเปลี่ยนแปลงของที่เขาทำดีอยู่แล้ว เช่น งานของ สสส. งานของ สปสช. ที่จะทำให้ประชาชนเข้าถึงการประกันสุขภาพได้ยากขึ้น เป็นตัวอย่างของการปฏิรูปที่จะทำให้ประเทศถอยหลัง ระบบบัตรทองที่เป็นอยู่ ใช้งบประมาณไม่ถึง 2% ของจีดีพี ซึ่งน้อยมากเมื่อเทียบกับผลลัพธ์ในการสร้างความมั่นคงในมนุษย์ ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมหลีกเลี่ยงการรวมศูนย์อำนาจอยู่ที่รัฐมนตรีและกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นที่มาของการทุจริตในอดีต ก่อนการเกิด สปช. รัฐบาล คสช.กำลังเดินผิดทาง ถ้าแก้ พ.ร.บ.บัตรทอง แบบถอยหลังเข้าคลอง

4.ความพยายามที่จะปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ โดยจัดตั้งบริษัทรัฐวิสาหกิจเป็น Holding company เหมือนที่ทำในสิงคโปร์ เช่น กรณีของเทมาเส็ก เป้าหมายคือจะป้องกันไม่ให้นักการเมือง (รวมทั้งข้าราชการ) แทรกแซง และเข้ามาหาประโยชน์จากรัฐวิสาหกิจ ขณะนี้ไม่แน่ใจว่าเรื่องนี้ตายไปแล้วหรือยัง ข้าราชการที่เสียประโยชน์ขัดขวาง กลุ่มเทคโนแครตที่มาช่วยงานนายกฯ ถอนตัวหลายคน นี่เป็นตัวอย่างของกลุ่มผลประโยชน์ ที่เป็นอุปสรรคต่อการเปลี่ยนแปลง

5.วิธีการคิดของทหารที่กลัวการเลือกตั้งและนักเลือกตั้ง วิธีคิดของ พล.อ.ประยุทธ์ และวิธีคิดของทหารโดยทั่วๆ ไป มักมองทุกอย่างเป็นเรื่องขาวดำ การเมืองเป็นเรื่องของความดีความเลว การมีหรือไม่มีธรรมาภิบาล มีมากมีน้อยเกิดขึ้นได้ในทุกระบบการเมือง รัฐบาล คสช.ต้องไม่ลืมและต้องตระหนักว่า การเลือกตั้งก็เป็นกลไกของธรรมาภิบาลประเภทหนึ่ง ที่จะทำให้นักเลือกตั้งรู้ผิดรู้ชอบ โดยมีประชาชนเป็นผู้ตัดสิน ถ้ามีการเลือกตั้งบ่อยๆ การเลือกตั้งก็จะเป็นกลไก ให้เกิดธรรมาภิบาลได้ การเมืองก็มีการเรียนรู้ วิกฤตการเมืองที่เกิดจากความพยายามที่จะออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม โดยรัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อเกิดแล้ว คงไม่เกิดขึ้นอีกง่ายๆ ไม่ควรไปฝังใจจนไม่ไว้ใจการเลือกตั้ง รัฐบาล คสช.ควรเรียนรู้จากประสบการณ์ทั่วโลกเป็นเวลาอันยาวนานว่า

ในที่สุดในระยะยาว ประชาธิปไตยให้เสถียรภาพและดีต่อการพัฒนาประเทศ อำนาจนิยมและ/หรือเผด็จการ ดีก็มี ร้ายก็มาก และถ้าดี จะไม่ดีตลอด จะมีร้ายตามมามากมาย ความเสี่ยงความไม่แน่นอน จึงสูงมากเมื่อเทียบกับระบอบประชาธิปไตย