หน้าแรก คอลัมนิสต์ พิชญ์ พงษ์สวั...

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ | เวลากับเมือง-15นาทีของใคร?

3.08.26 | 13:40 น.
เวลากับเมือง-15นาทีของใคร? สิ่งที่คนรวยคนจนมีเหมือนกัน

“สิ่งที่คนรวยคนจนมีเหมือนกันก็คือเวลา ทุกคนได้เวลาเท่ากันในชีวิต เป็นการสร้างความแตกต่างเลยว่าเราจะเป็นคนที่ประสบความสำเร็จ หรือคนที่ล้มเหลวการให้ความสำคัญกับคุณค่าของเวลาจึงมีความสำคัญ”

คำคมอันทรงพลังนี้เรามักจะพบเจอได้ในโลกออนไลน์ และดูเป็นเหมือน “สัจธรรม” อย่างหนึ่งไปแล้ว

อีกด้านหนึ่งก็เหมือนจะ “โทษเหยื่อ” ไปด้วยว่าคนที่ล้มเหลวนั้นบริหารเวลาไม่ดีพอ

เป็นปัญหาของคนคนนั้นเอง ไม่ใช่ปัญหาของสังคม หรือปัญหาระดับโครงสร้าง…

แนวคิดเรื่อง “เมือง 15 นาที” เราได้ยินกันมาสักพักหนึ่งแล้ว ทั้งทางวิชาการและทางนโยบาย

Advertisement

และเริ่มมีการนำมาปฏิบัติเป็นประเด็นๆ ไป เช่น สวน 15 นาที

หรือในอนาคตส่วนหนึ่งที่น่าจะเกี่ยวข้องก็คือ การแบ่งเมืองเป็นบล็อกย่อยๆ

โดยมองว่าการผสมผสานกันของเมืองและเวลาในแบบนี้จะนำมาซึ่ง “ความสะดวกสบาย” มากขึ้นกับผู้ที่อยู่อาศัยในเมือง ไม่ต้องเดินทางไกลไปทำงาน พักอาศัยและจับจ่ายใช้สอย

นึกๆ ดูคู่เทียบของแนวคิดแบบนี้ยุคหนึ่งก็คือ การออกแบบให้ที่พักอาศัย กับแหล่งงาน และแหล่งจับจ่ายใช้สอยอยู่ห่างกัน โดยใช้รถยนต์เป็นหลัก เดินทางเข้ามาทำงานในเมือง มาช้อปปิ้งในเมือง และกลับไปพักอาศัยในย่านชานเมือง

หรืออีกคู่เทียบคือ เมืองที่อิงกับการคมนาคม TOD-Transit-Oriented Development ที่พัฒนาวางกิจกรรมต่างๆ ไว้เป็นกระจุก เป็นศูนย์เมืองย่อยๆ แล้วเชื่อมกันด้วยโครงสร้างการคมนาคมใหญ่/ขนส่งมวลชน เช่น รถไฟ รถไฟฟ้าระบบราง หรือจะแปลให้ตรงไปตรงมาคือ การพัฒนาพื้นที่รอบสถานีขนส่ง (ขนาดใหญ่) เพื่อให้เกิดความกระชับ และใช้คำว่าส่งเสริมให้มีการใช้ประโยชน์ที่ดินแบบผสมผสาน

แนวคิดเมือง 15 นาที แม้จะถูกพัฒนามาสักเมื่อสิบปีก่อน แต่ก็เริ่มเป็นที่นิยมและนำมาพัฒนาในการออกแบบนโยบายและโครงการมากขึ้นตั้งแต่ช่วงการระบาดของโควิด เพื่อตอบโจทย์ที่ท้าทายต่อความเปราะบางของเมือง และทำให้เมืองยั่งยืนและพร้อมรับภัยพิบัติมากขึ้น รวมทั้งเรื่องของความแปรปรวนของสภาพอากาศ และสภาพแวดล้อม

ความสนใจเรื่องเมืองสิบห้านาทีนี้กลายเป็นประเด็นใหญ่ในการรณรงค์หาเสียงของนายกเทศมนตรีมหานครปารีส ที่ทำให้นายกเทศมนตรีคนเดิมได้รับการเลือกตั้งกลับมาอีกครั้งเมื่อ 6 ปีก่อนอีกด้วย

แก่นกลางของความคิดเรื่องเมืองสิบห้านาทีก็คือเรื่องของการที่เมืองจะประกอบด้วย “ละแวกบ้าน” หรือ “ย่าน” ย่อยๆ ที่มีบริการพื้นฐานและความสะดวกสบายต่างๆ (ถ้าศัพท์เก่าเรียกว่า สาธารณูปโภคและสาธารณูปการ) ที่เพียบพร้อมและเข้าถึงได้ไม่เกินสิบห้านาทีผ่านการเดิน หรือปั่นจักรยาน ทั้งนี้ เป้าหมายสำคัญคือการเชื่อมโยงย่านต่างๆ เข้าด้วยกัน และทำให้ชีวิตในเมืองมีความเฉพาะถิ่นเฉพาะที่มากขึ้นในแต่ละย่าน ทำให้เกิดการพัฒนาที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง มีชีวิตชีวา และ ชุมชนต่างๆ ก็เข้มแข็งเพราะเมืองมันกระชับขึ้น มีการใช้ที่ดินที่ผสมผสาน และใช้เทคโนโลยี (ดิจิทัล) ต่างๆ ในการวางแผนเมืองให้ได้ประโยชน์สูงสุด

เมืองก็จะมีความแน่น (ยิ่งแน่นแปลว่าใช้ที่ดินคุ้มค่า เกิดมูลค่าสูง ใช้ทรัพยากรร่วมกันอย่างคุ้มค่า ภาษาสูงๆ เรียกว่าการประหยัดระดับขนาด) ใกล้ชิดกัน (การอำนวยความสะดวกสบายจากโครงสร้างพื้นฐาน และแหล่งงานก็จะง่ายขึ้น) หลากหลาย (ทั้งผู้คนและวัฒนธรรม คนจะได้มาพบปะกันมากขึ้น ได้เจอกัน ส่วนจะหายโสดไหมก็ว่ากันไป) และพึ่งพาระบบเทคโนโลยีประมวลผลที่ทันสมัย (จะได้ประหยัดเวลามากขึ้น เช่น การส่งของ หรือการใช้แพลตฟอร์มต่างๆ)

เอาเข้าจริงแนวคิดเมืองสิบห้านาทีอาจไม่ได้ใหม่มากนัก เพราะแนวคิดทำนองนี้ก็มีมาเป็นระยะ แต่ต้องพิจารณาว่าเมืองสิบห้านาทีแบบไหนที่จะใช้ได้กับสภาพของเมืองที่เรากำลังเผชิญอยู่ และ “ใครคือผู้ได้ประโยชน์”

ถามง่ายๆ ว่า เมืองสิบห้านาทีนี้เป็นของใคร?

และเมื่อเอาเวลามาใส่แล้วก็ต้องถามว่า เวลาสิบห้านาทีนี้นอกจากของใครแล้ว เรามองเห็นใคร และไม่เห็นใครในเมืองสิบห้านาทีของเราบ้าง

ในงานวิจัยของนักวิชาการด้านนครศึกษาที่สำรวจเรื่องราวของเมืองสิบห้านาทีว่ามีข้อถกเถียงอะไรกันบ้างจากงานเป็นร้อยๆ ชิ้นในช่วงที่ผ่านมา (A.Mahmoudpour and M.R.Shirazi. Critical Debates on the 15-Minute City: A Systematic Content Analysis of the Literature. Cities. 169, 2026) เขาพบว่ามีข้อถกเถียงในเรื่องเมืองสิบห้านาทีที่น่าสนใจอยู่ห้าประการ

หนึ่ง ข้อถกเถียงด้านแนวคิด: แนวคิดเมืองสิบห้านาทีถูกมองว่าเป็นเรื่องที่นามธรรมสูงและเพ้อฝัน เพราะไม่ได้เข้าใจความซับซ้อนของแต่ละเมือง โดยเฉพาะความเหลื่อมล้ำด้านเศรษฐกิจและพื้นที่ และอาจจะเป็นแค่แฟชั่นทางความคิดในช่วงเวลาหนึ่ง เหมือนในยุคหนึ่งที่เคยมีเรื่องของการทำที่ทำงานให้เป็นพื้นที่ใหญ่ๆ สุดท้ายก็อาจเจอปัญหาเรื่องหาคนมาเช่าไม่ครบ

แนวคิดเรื่องเมืองสิบห้านาทียังเจอวิจารณ์ว่าเป็นแนวคิดที่เชื่อว่าใช้ได้ทุกที่ทุกเวลาเป็นตัวแบบเดียว ทั้งที่มันถูกคิดค้นขึ้นในบริบทของเมืองในยุโรปตะวันตกที่ผ่านการพัฒนามาแบบหนึ่ง และอาจมองความยากจนในพื้นที่บางพื้นที่ไม่ออก ยิ่งเน้นเรื่องเมืองสิบห้านาทีก็จะทำให้เมืองในส่วนที่คนได้เปรียบอยู่แล้วยิ่งสะดวกสบายมากขึ้น

นอกจากนี้แล้วการเน้นในเรื่องของการกระจายตัวของกิจกรรมต่างๆ อาจจะไม่ได้เข้าใจว่าเมืองนั้นไม่ใช่แค่ผลรวมของย่านต่างๆ (ซึ่งผมเห็นว่ามันก็อาจจะดูดีเวลาพูดแนวการท่องเที่ยว) แต่เมืองมันมีทั้งขนาดและสัณฐานเมืองที่แตกต่างกันไป และไม่ใช่ทุกกิจกรรมจะต้องมีในทุกพื้นที่ย่อย เพราะกิจกรรมบางอย่างของเมืองไม่ใช่แค่การกระจายตัวแบบมีร้านสะดวกซื้อทุกสิบห้านาที

ในเชิงแนวคิดนั้นการออกแบบเมืองสิบห้านาทียังถูกวิจารณ์ว่าเป็นผลสะท้อนจากแนวคิดการออกแบบเมืองที่เอากายภาพเป็นตัวนำ เชื่อว่าเมื่อเปลี่ยนเมืองด้วยมิติกายภาพ ไม่ว่าจะการออกแบบอาคาร หรือการกำหนดมาตรฐานการก่อสร้าง แล้วชีวิตของผู้คนและสังคมจะต้องเปลี่ยนตาม

สอง ข้อถกเถียงด้านการบริหารจัดการเมือง: บางครั้งเมืองสิบห้านาทีก็ถูกวิจารณ์ว่าเป็นการสมคบคิดของรัฐกับผู้มีอำนาจที่ต้องการเปลี่ยนกายภาพของเมืองแบบกำหนดมาสำเร็จรูปแล้วสั่งการลงมา เป็นการใช้แนวทางวางแผนแบบอำนาจนิยม ที่มีจุดประสงค์ลึกๆ ในการควบคุมกิจกรรมและเสรีภาพของคนลงไปในรายละเอียดของชีวิตประจำวัน ซึ่งอาจรวมถึงการใช้เทคโนโลยีเมืองอัจฉริยะในการสอดส่องกำกับกิจกรรมของคนและมีผลต่อเสรีภาพในการใช้ชีวิตของพวกเขา

ในหลายๆ เมืองนั้น การนำคำว่าเมืองสิบห้านาทีมาใช้ถูกวิจารณ์ว่าเป็นเพียงการนำคำนี้มาแปะป้ายเมือง สร้างการตลาดให้เมือง หรือรีแบรนด์เมืองให้อินเทรนด์มากกว่ามีมาตรการที่ชัดเจนในการทำให้เกิดผลจริงๆ โดยเฉพาะการลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าไม่ถึงกิจกรรมต่างๆ ของพื้นที่ที่เปราะบางและยากจนเดิม

นอกจากนี้ ความท้าทายจริงๆ ของเมืองยังอยู่ที่การที่ว่าจุดตั้งต้นของเมืองสิบห้านาทียังให้ความสำคัญกับการเข้าถึงแหล่งงานและที่พักอาศัยในระยะทางสิบห้านาที ซึ่งในความเป็นจริง การหางานให้ได้ในสิบห้านาทีไม่ใช่เรื่องง่าย และอาจไม่ได้เข้าใจความซับซ้อนของเมืองที่มีความเชี่ยวชาญของงานที่แตกต่างกันไปในและละย่าน หรือคนในย่านก็ไม่จำเป็นต้องทำงานเหมือนกันทุกคน

ยังมีอีกเรื่องในความท้าทายในการบริหารจัดการเมืองกับเมืองสิบห้านาทีก็คือ เรื่องของการบริหารจัดการงบประมาณทั้งของรัฐและเอกชนในการเปลี่ยนแปลงแต่ละย่านซึ่งไม่ได้ทำได้ง่ายๆ

สาม ข้อถกเถียงด้านกรอบการประเมินเมืองสิบห้านาที: โดยภาพรวมแล้วก็ยังมีแนวทางการประเมินที่เห็นพ้องต้องกัน (แต่ก็เป็นโอกาสดีในการเสนองานวิจัยด้านนี้ เพราะหน่วยงานรัฐชอบให้ทุนทำเรื่องแบบนี้ เหมือนเมืองแบบอื่นๆ ที่ประเมินกันจนปรุ) โดยเฉพาะการวัดประเมินการเข้าถึง และความใกล้ของกิจกรรมกับประชากรต่างเศรษฐสถานะ

รวมถึงว่าเวลาที่นักวางแผนเมืองวางไว้อาจไม่ใช่เวลาที่เป็นมาตรฐานเดียวกับของชาวบ้านที่อยู่ในย่านนั้นเขามองเรื่องเวลาก็ได้ และเราจะใช้แนวทางอะไรวางบ้างว่าในแต่ละละแวกบ้านควรจะต้องมีอะไรบ้างเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐาน

สี่ ข้อถกเถียงเรื่องการนำเอาแนวคิดเรื่องเมืองสิบห้านาทีไปปฏิบัติจริง: โดยยังไม่มีความชัดเจนว่าจะใช้ระดับพื้นที่แบบไหนมาจัดวางเมืองสิบห้านาที เช่น เมืองต้องมีอะไรครบบ้าง หรือย่านต้องมีอะไรให้ครบบ้าง ซึ่งตรงนี้ก็เหมือนกับที่มีการรณรงค์ในการหาเสียงในบ้านเราว่าต้องมีโรงพยาบาลให้ครบทุกเขต หรือเราต้องมาคิดใหม่ว่าการดูแลสุขภาพจะต้องใช้แนวทางไหน ไม่ใช่แค่มีโรงพยาบาลครบทุกเขตห้าสิบเขต

อีกทั้งบริการของแต่ละย่านจะต้องมีคุณภาพในระดับไหน และมันเป็นไปได้จริงไหมกับธรรมชาติของพื้นที่เมืองแต่ละส่วนที่ไม่เท่ากัน เช่น ย่านธุรกิจ ย่านชานเมือง

ห้า ข้อถกเถียงทางสังคมของเมืองสิบห้านาที: สิ่งที่หลายฝ่ายกังวลในการสร้างเมืองสิบห้านาทีก็คือเรื่องของการเปลี่ยนแปลงย่านในแบบ “ผู้ดีภิวัฒน์” (gentrification) คือการปรับปรุงย่านจากเดิมที่เสื่อมโทรม เก่า มาสู่กิจกรรมทางเศรษฐกิจใหม่ที่อาจจะดีขึ้น แต่มันส่งผลให้คนอีกจำนวนหนึ่งอยู่ในพื้นที่ไม่ไหว เพราะค่าเช่าและค่าครองชีพสูงขึ้น หรือสถานะในการอยู่อาศัยเขาไม่มั่นคงแต่เดิม เช่น เป็นผู้เช่า (ผมแปลคำนี้ว่าการไล่รื้อแบบ “อัลตราสมูธ” มากกว่า)

นอกจากนี้ มิติของความยากจนก็สำคัญ เพราะระยะเฉลี่ยที่คนจะได้ประโยชน์จากสิ่งอำนวยความสะดวกของเมืองสิบห้านาทีมักจะวัดจากคนที่พอมีอยู่บ้าง-เปราะบางอยู่น้อย โดยนำมาเป็นค่าเฉลี่ยกลางในการออกแบบ และอาจไม่ได้ทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อสภาพปัญหาในพื้นที่ก่อนการออกแบบอย่างดีพอ และอาจไม่ได้เข้าใจว่าแต่ละย่านอาจมีความต้องการความสะดวกสบายที่แตกต่างกัน และมีต้นทุนในการใช้ชีวิตที่แตกต่างกันทั้งก่อนและหลังการเปลี่ยนแปลงย่าน

ข้อกังวลนี้ไม่ได้มีแต่นักวิชาการเท่านั้น องค์กรของสหประชาชาติที่ว่าด้วยการพัฒนาเมืองและการตั้งถิ่นฐาน (UN-Habitat) เองก็เคยโพสต์ความเห็นเอาไว้เมื่อไม่นานมานี้ ในเฟซบุ๊กขององค์กรของเขาเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ว่า แนวคิดและการปฏิบัติการเรื่องเมืองสิบห้านาทีที่ทำๆ กันมา อาจจะไปสนใจเรื่องของเมืองเดินได้ การมีร้านกาแฟ เลนจักรยาน และการเพิ่มประสิทธิภาพให้การใช้ชีวิต (lifestyle optimization) ซึ่งอาจเป็นการทำเมืองให้ดีขึ้นสำหรับคนที่มีตัวเลือกอยู่แล้ว

แต่มุมที่ยูเอ็นแฮบิแทดกังวลก็คือ การทำให้เราเข้าใกล้นี้อาจไม่ใช่เรื่องการเข้าใกล้ร้านขนมแสนอร่อย แต่อาจหมายถึงการเข้าใกล้ “โอกาส” และ “บริการขั้นพื้นฐาน” ซึ่งคิดให้ดีๆ นะว่าในปัจจุบันคนเป็นพันล้านในโลกอาจจะอยู่ในย่านสิบห้านาทีอยู่แล้วแหละ แต่เรามองไม่เห็นเขา หรือไม่ได้คิดเรื่องเมืองสิบห้านาทีในมุมที่เอาเขาเป็นตัวตั้ง

เพราะเขาคือคนที่อยู่ในชุมชนแออัด หรือที่อยู่อาศัยที่ไม่ได้มาตรฐาน ไม่ถูกกฎหมาย และรกหูรกตาของพวกเรา ( ท่านอาจารย์บุญเลิศ วิเศษปรีชา และ อาจารย์อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ ที่ทำงานเรื่องคนจนเมืองมาอย่างยาวนาน นิยามการที่คนจนยึดครองพื้นที่ในเมือง โดยเฉพาะในย่านใจกลางเมือง หรือย่านเศรษฐกิจเพื่อทำมาหากิน และพักอาศัย แม้เขาจะถูกมองตามกฎหมายว่าไม่มีสิทธิ หรือไม่ได้มาตรฐานว่า เป็นหนึ่งใน “ยุทธศาสตร์การครองพื้นที่” ที่สำคัญของคนจนเมืองในบ้านเรา)

แต่คนเหล่านี้แหละครับที่เข้าใจว่าเขาจะต้องอยู่ตรงไหนเพื่อใกล้แหล่งงาน เป็นคนขายของที่ถนน เป็น รปภ. แม่บ้าน เก็บของเก่า ท่านเหล่านี้แหละที่เดินไปทำงานจริงและปั่นจักรยานเก่าๆ ตามท้องถนนกลางเมืองหลวง

ยูเอ็นแฮบิแทดพยายามบอกว่าคนเหล่านี้แหละที่ขาดแคลนเมืองสิบห้านาทีที่คนไม่ค่อยพูดถึง หรือในมุมของผมก็คือ เมืองสิบห้านาทีที่เป็นมิตรกับพวกเขา เป็นเมืองสิบห้านาทีที่คำว่าเวลากับโอกาสไม่เท่ากันจริงๆ กับคนอีกแบบหนึ่งที่ร้องหาเมืองสิบห้านาทีที่จะเดินเล่น ออกกำลังกาย และปั่นจักรยาน

พวกเขาต้องอยู่ให้ได้ในระยะเวลาที่ไม่ไกลจากแหล่งงาน ต้องทนร้อนเดินไปทำงาน ไม่ปลอดภัยในการปั่นจักรยาน ต้องพักอาศัยในพื้นที่ที่ร้อน เพราะค่าไฟมันแพง

เขาตัวเปียกเหงื่อไปทำงาน ไม่ใช่ทำงานเสร็จแล้วมาออกกำลังกาย แต่การอยู่ใกล้ที่ทำงานแม้จะไม่สะดวกสบายในบางด้านก็ทำให้เขาก็เดินทางไม่ไกล

ขณะเดียวกันก็มีอีกมุมที่หลังสี่ทุ่มพนักงานจำนวนไม่น้อยต้องนั่งรถเมล์กลางคืนกลับบ้านที่อยู่ไกลจากที่ทำงานเพราะเขาหาที่พักที่เขาเอื้อมถึงไม่ได้ในย่านที่ทำงาน หรือเลือกที่จะอยู่ไกลขึ้น เพื่อห้องเช่าที่ปลอดภัยขึ้น

ในแง่นี้เรื่องที่ต้องมาคู่กันคือเมืองสิบห้านาที ก็ต้องมากับการไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังในแง่โอกาสทางเศรษฐกิจของคนรายได้น้อย

การเข้าใกล้นั้นไม่ใช่แค่เรื่องความสะดวกสบาย และการเพิ่มประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ

แต่ต้องหมายถึงการเข้าใกล้ในความหมายของการเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจและความเป็นธรรม

หนึ่งในสิ่งที่คนจนเมืองเจอคือ time poverty หรือความยากจนในมิติของเวลา

เพราะเวลาของเราไม่เท่ากัน

เวลาในการเข้าถึงโอกาสในการทำงานในแง่แหล่งงานโอกาสในการพักอาศัย ด้วยรายได้ที่น้อยกว่า แถมต้นทุนในการเดินทางก็สูงกว่าถ้าเขาออกไปอยู่ไกลแหล่งงาน และที่พักอาศัย

การเดินทางด้วยรถขนส่งสาธารณะ หรือการขนส่งมวลชนขนาดใหญ่มันเหนื่อยกว่าแน่นอน ถ้างานของเขาใช้แรงมากกว่าเรามาทั้งวัน

เมืองสิบห้านาที ย่านสิบห้านาที จึงเกี่ยวพันกับการจัดหาที่พักอาศัยที่เอื้อมถึงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ถ้ายังทำไม่ได้ก็อย่าทำให้มันห่างมากกว่าเดิมนัก ด้วยแนวคิดเมืองสิบห้านาทีที่ไม่ได้คิดเผื่อคนอื่นที่ตกเกณฑ์เฉลี่ย หรือไม่ได้อยู่ในสายตาของตัวแบบเมืองสิบห้านาที ในจินตนาการของบางกลุ่ม

การตัดสินใจเรื่องเมืองสิบห้านาที และย่านสิบห้านาทีจึงไม่ใช่เรื่องของการสร้างย่านเพื่อเสพ vibe หรือถ่ายภาพลงโซเชียล

เมืองสิบห้านาจึงไม่ใช่แค่เรื่องของ “เสน่ห์ของย่าน”

แต่ต้องหมายถึงการไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และการมี“สิทธิและศักดิ์ศรี” ของผู้คนที่จะอยู่ในเมืองนั้นได้โดยการมีโอกาสทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และการเมืองด้วย

การกำหนดราคาเพื่อคุ้มครองค่าครองชีพ และราคาการเช่าที่พักอาศัย การกำหนดแหล่งงานขั้นพื้นฐาน การกำหนดการใช้ที่ดินที่ไม่ได้เน้นแต่การเพิ่มมูลค่าที่ดินย่านใจกลางเมือง และการคุ้มครองและจัดวางกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ไม่เป็นทางการ (informal economy) โดยไม่มองว่าทุกกิจกรรมที่ไม่เป็นทางการเช่นหาบเร่ แผงลอย คืออาชญากรรม จึงเป็นรากฐานของเมืองสิบห้านาทีที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

รวมถึงการกล้าตัดสินใจจากการปรึกษาหารือผู้คนหลายฝ่าย ที่ยอมรับก่อนว่าเรื่องนี้ไม่ง่าย แต่มันเป็นโอกาสที่ทำให้เราได้คิดอะไรใหญ่ๆ ร่วมกัน เข้าอกเข้าใจกันและเคารพศักดิ์ศรีของกันและกัน