เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ.2569 ได้เกิดเหตุการณ์ที่กลายเป็นเรื่องใหญ่โตบนสื่อสังคมออนไลน์ เมื่อกลุ่มนักเรียนชาวอิตาลีซึ่งเดินทางมาเข้าร่วมโครงการทัศนศึกษาในประเทศไทยพากันส่งเสียงดังเอะอะบนรถไฟฟ้าบีทีเอสสายสีลม ขณะที่ขบวนรถกำลังมุ่งหน้าไปยังสถานีศาลาแดง
ตามคำบอกเล่าของผู้โดยสารชาวไทยผู้บันทึกคลิปนั้น กลุ่มนักเรียนอิตาเลียนจำนวนกว่าสิบคนส่งเสียงตะโกนพูดคุยกันตั้งแต่ก่อนขึ้นรถ เมื่อขึ้นมาอยู่ในขบวนแล้วก็ยังคงหัวเราะและตะโกนคุยกันข้ามหัวผู้โดยสารคนอื่น จนผู้โดยสารชาวไทยคนหนึ่งตัดสินใจกล่าวเตือนเป็นภาษาอังกฤษอย่างสุภาพว่า ขอให้ช่วยลดเสียงลง เพราะในประเทศไทยผู้คนไม่นิยมตะโกนคุยกันบนรถไฟฟ้า
แทนที่คำเตือนธรรมดาเช่นนี้จะได้รับการตอบรับด้วยการกล่าวขอโทษแล้วลดเสียงลง นักเรียนบางคนกลับหัวเราะ ยิ้มเยาะ ยกโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายภาพผู้เตือน และแสดงกิริยาไม่เหมาะสม ที่สำคัญที่สุดคือมีครูสตรีชาวอิตาลีผู้คุมนักเรียนอิตาเลียนเหล่านี้มา กลับกล่าวถ้อยคำซึ่งแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า
“ขอโทษแล้วกันที่เอาเงินมาให้ประเทศคุณ”
ถ้อยคำเพียงประโยคเดียวนี่เองที่ทำให้เรื่องเสียงดังบนรถไฟฟ้า ซึ่งเดิมอาจเป็นเพียงเรื่องมารยาทของวัยรุ่นกลายเป็นเรื่องของการดูหมิ่นศักดิ์ศรีของประเทศและประชาชน เพราะใจความของประโยคดังกล่าวคือ การที่นักท่องเที่ยวนำเงินมาใช้จ่ายในประเทศไทยทำให้ตนมีบุญคุณเหนือคนไทย และคนไทยจึงไม่ควรตักเตือน ไม่ว่าตนจะประพฤติตัวอย่างไรก็ตาม
ต่อมาในวันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม สถานเอกอัครราชทูตอิตาลีประจำประเทศไทยได้ออกแถลงการณ์สามภาษา แสดงความเสียใจและประณามพฤติกรรมดังกล่าวอย่างชัดเจน พร้อมขออภัยประชาชนชาวไทย โดยยืนยันว่าพฤติกรรมของเยาวชนกลุ่มนี้มิได้เป็นตัวแทนของชาวอิตาลีโดยรวม และไม่สอดคล้องกับคุณค่าด้านความเคารพ ความสุภาพและมิตรภาพระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ จากนั้นตัวแทนนักเรียนจึงได้บันทึกคลิปขอโทษ ยอมรับว่าการกระทำบนรถไฟฟ้านั้นไม่ถูกต้อง และมีการแจ้งว่านักเรียนที่เกี่ยวข้องจะเดินทางกลับอิตาลีโดยเร็วที่สุด
เมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้ คำถามที่น่าสนใจจึงมิใช่เพียงว่าใครผิด ใครถูก หรือคำขอโทษนั้นจริงใจเพียงใดเท่านั้น หากแต่พฤติกรรมที่เกิดขึ้นสะท้อนสภาวะอะไรในจิตใจของมนุษย์ ในพระพุทธศาสนามีหลักธรรมหมวดหนึ่งเรียกว่า “อุปกิเลส 16” ปรากฏอยู่ในวัตถูปมสูตร พระไตรปิฎกมัชฌิมนิกาย เป็นธรรมที่ทำให้จิตใจเศร้าหมอง เปรียบเหมือนสิ่งสกปรกที่ติดอยู่บนผ้าขาว แม้ผ้าผืนนั้นจะมีเนื้อดีเพียงใดแต่เมื่อนำไปย้อมสี สีที่ได้ก็ย่อมไม่สดใส เพราะมีสิ่งสกปรกปะปนอยู่ในเนื้อผ้า ซึ่งอุปกิเลสทั้ง 16 ประการ ได้แก่ อภิชฌาวิสมโลภะ คือความละโมบเพ่งเล็งอยากได้ของผู้อื่น, พยาบาทคือการคิดปองร้าย, โกธะคือความโกรธ,อุปนาหะคือการผูกโกรธ, มักขะคือการลบหลู่คุณท่าน, ปลาสะคือการยกตนเทียบเสมอ, อิสสาคือความริษยา, มัจฉริยะคือความตระหนี่, มายาคือมารยา, สาเฐยยะคือการโอ้อวด, ถัมภะคือความหัวดื้อ, สารัมภะคือความแข่งดี,มานะคือความถือตัว, อติมานะคือการดูหมิ่นผู้อื่น, มทะคือความมัวเมา และปมาทะคือความประมาทเลินเล่อ
หากถามว่าพฤติกรรมของนักเรียนและครูชาวอิตาลีกลุ่มนี้ตรงกับอุปกิเลสข้อใดมากที่สุด คำตอบก็คือ “อติมานะ” อติมานะมิได้หมายถึงเพียงการรู้สึกภูมิใจในตนเอง หรือมีความมั่นใจในฐานะของตน แต่หมายถึงการสำคัญตนว่าสูงกว่าผู้อื่น จนถึงขั้นกดคุณค่าของผู้อื่นให้ต่ำลง ดูหมิ่นว่าเขาด้อยกว่า เลวกว่า หรือไม่มีสิทธิเสมอกับตน “อติมานะ” ไม่ได้เพียงยกตนขึ้น หากยังกดผู้อื่นลงด้วย จึงมีความหมายตรงกับการดูหมิ่นดูแคลนและเหยียดหยามผู้อื่นอย่างชัดเจน
ประโยคว่า “ขอโทษที่เอาเงินมาให้ประเทศคุณ” แสดงความคิดเช่นนี้อย่างแทบไม่ต้องตีความ กล่าวคือ ผู้พูดเชื่อว่าประเทศซึ่งรับรายได้จากนักท่องเที่ยวอยู่ในฐานะต่ำกว่านักท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวคือผู้มีเงินและเป็นผู้ให้ ส่วนประชาชนในประเทศที่ตนเดินทางไปเยือนคือผู้รับ จึงต้องอดทนต่อพฤติกรรมของผู้จ่ายเงิน
นี่คืออติมานะที่อาศัยเงินเป็นบันไดปีนขึ้นไปยืนเหนือศีรษะของผู้อื่น
ความเข้าใจเช่นนี้ผิดอย่างสิ้นเชิง เพราะนักท่องเที่ยวที่นำเงินมาใช้จ่ายในประเทศใดไม่ได้บริจาคทานให้แก่ประเทศนั้น หากแต่กำลังซื้อสินค้าและบริการตอบแทน เงินทุกยูโรที่ใช้ไปย่อมได้รับอาหาร ที่พัก การเดินทาง ความปลอดภัยและประสบการณ์ท่องเที่ยวกลับคืนมา เป็นการแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจ มิใช่การทำบุญทำทานคนที่จ่ายเงินซื้อบัตรโดยสารรถไฟฟ้ามีสิทธิเดินทางจากสถานีหนึ่งไปยังอีกสถานีหนึ่ง แต่ไม่มีสิทธิส่งเสียงรบกวนผู้โดยสารทั้งขบวน ไม่มีสิทธิดูหมิ่นผู้ที่ตักเตือน และยิ่งไม่มีสิทธิถือว่าตนซื้อประเทศไทยหรือซื้อศักดิ์ศรีของคนไทยเอาไว้แล้ว เงินซื้อบัตรโดยสารได้ แต่ซื้อสิทธิละเมิดกติกาส่วนรวมไม่ได้
อติมานะเช่นนี้มักไม่ได้เกิดขึ้นโดยลำพัง หากมีอุปกิเลสอีกข้อหนึ่งคอยหนุนหลังอยู่คือ “มทะ” หรือความมัวเมา ซึ่งความมัวเมามีได้หลายอย่าง มัวเมาในวัยว่าตนยังหนุ่มสาว มัวเมาในกำลังว่าตนมากันเป็นกลุ่มใหญ่ มัวเมาในทรัพย์ว่าตนมีเงินใช้จ่าย มัวเมาในสัญชาติว่าตนมาจากประเทศที่ร่ำรวยกว่า หรือมัวเมาในสถานะนักท่องเที่ยวว่าประเทศปลายทางต้องยอมรับทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อแลกกับรายได้ เมื่อความมัวเมาเข้าครอบงำ มนุษย์จะลืมข้อจำกัดของตนและลืมศักดิ์ศรีของผู้อื่น เด็กหนุ่มสาวซึ่งตามลำพังอาจมิได้กล้ากระทำเช่นนั้น เมื่ออยู่ท่ามกลางเพื่อนเป็นสิบคนก็อาจเกิดความกล้าชนิดผิดๆ ขึ้นมา เพราะคิดว่ามีพวกมาก ไม่มีใครทำอะไรได้ และการแสดงความก้าวร้าวจะทำให้ตนดูเด่นในสายตาเพื่อน
จิตวิทยาของฝูงชนทำให้คนลดความรับผิดชอบส่วนบุคคลลง คนหนึ่งส่งเสียง อีกคนหัวเราะ คนหนึ่งยกโทรศัพท์ขึ้นถ่าย อีกคนกล่าวถ้อยคำดูหมิ่น เมื่อทุกคนร่วมกันกระทำ ความละอายซึ่งควรจะเกิดขึ้นในใจของแต่ละคนก็ถูกเสียงหัวเราะของกลุ่มกลบเสียหมด
นอกจากอติมานะและมทะแล้ว พฤติกรรมภายหลังถูกตักเตือนยังมีลักษณะของ “ถัมภะ” คือความหัวดื้อ และ “สารัมภะ” คือการแข่งดีหรือตอบโต้เอาชนะ การตักเตือนว่าให้ลดเสียงลงมิได้พรากสิทธิเสรีภาพอันสำคัญอะไรไปจากเด็กเหล่านั้นเลย เพียงขอให้ปฏิบัติตามกติกาสังคมเช่นเดียวกับผู้โดยสารคนอื่น แต่คนที่มีอติมานะย่อมมองคำตักเตือนเป็นการท้าทายอำนาจของตน จึงไม่ยอมถอย เพราะกลัวว่าการยอมรับผิดจะทำให้เสียหน้าคนเช่นนี้มิได้ถามว่าตนทำถูกหรือไม่ หากถามเพียงว่าใครมีสิทธิมาสั่งตน แท้จริงแล้ว การรู้จักลดเสียงเมื่อรบกวนผู้อื่นมิได้ทำให้ศักดิ์ศรีลดลง ตรงกันข้าม การกล้ายอมรับว่าตนผิดต่างหากที่เป็นเครื่องหมายของคนมีวุฒิภาวะ การดื้อดึงเพื่อรักษาหน้าจึงมิใช่ความกล้าหาญ แต่เป็นความอ่อนแอที่สวมหน้ากากความแข็งกร้าวเอาไว้ เมื่อสถานเอกอัครรัฐทูตอิตาลีและองค์กรผู้จัดการเดินทางออกมายอมรับผิดอย่างชัดเจน มิได้ปกป้องพฤติกรรมของเยาวชนโดยอ้างว่าเป็นเพียงเด็กหรือเป็นความแตกต่างทางวัฒนธรรม ก็ยิ่งเป็นท่าทีที่สมควรได้รับการยอมรับ เพราะเป็นการแยกแยะระหว่างการปกป้องเกียรติภูมิของประเทศกับการปกป้องการกระทำที่ไม่ถูกต้องเกียรติภูมิของประเทศมิได้อยู่ที่การยืนยันว่าคนชาติของตนไม่มีวันทำผิด แต่อยู่ที่เมื่อคนชาติของตนทำผิดแล้ว ประเทศนั้นกล้ายอมรับและแก้ไขเพียงใด ที่สำคัญคือต้องไม่เหมารวมว่าชาวอิตาลีทั้งหมดเป็นคนหยาบคายเช่นเดียวกับวัยรุ่นกลุ่มนี้ เพราะการตอบโต้การเหยียดด้วยการเหยียดกลับมิได้ทำให้โลกมีความเสมอภาคมากขึ้น เพียงแต่เพิ่มจำนวนคนที่มีอติมานะขึ้นอีกฝ่ายหนึ่งเท่านั้น ชาวอิตาลีจำนวนมากได้ออกมาแสดงความเสียใจและตำหนิพฤติกรรมของนักเรียนกลุ่มนี้ สถานทูตอิตาลีก็ยืนยันอย่างชัดเจนว่าการกระทำดังกล่าวไม่ใช่ค่านิยมของประชาชนอิตาลีโดยรวม ดังนั้น การวิจารณ์ควรมุ่งตรงไปที่การกระทำและผู้กระทำ มิใช่ขยายความผิดของคนไม่กี่คนไปเป็นความผิดของคนทั้งประเทศ
วันนี้ผู้แสดงอติมานะอาจเป็นนักเรียนต่างชาติบนรถไฟฟ้า วันหน้าก็อาจเป็นคนไทยผู้มีอำนาจที่ดูถูกคนยากจน นายจ้างที่ดูถูกลูกจ้าง คนเมืองที่ดูถูกคนชนบท หรือผู้มีการศึกษาที่ดูถูกผู้มีโอกาสน้อยกว่า ความผิดของเด็กกลุ่มหนึ่งจึงอาจกลายเป็นบทเรียนที่มีค่าได้ หากเขาเรียนรู้ว่าการมีเงินไม่ได้ทำให้ตนสูงกว่าผู้อื่น และคนไทยเรียนรู้ว่าการปกป้องศักดิ์ศรีมิใช่การจองเวร แต่คือการยืนยันกติกาด้วยเหตุผล พร้อมเปิดโอกาสให้คนที่ทำผิดได้สำนึกและปรับปรุงตน
การขอโทษที่แท้จริงคือการยอมรับผิด การให้อภัยที่แท้จริงมิใช่การลืมทุกอย่าง แต่คือการไม่ปล่อยให้ความโกรธเข้าครอบครองจิตใจและความเจริญที่แท้จริงมิได้อยู่ที่ว่าใครนำเงินเข้าประเทศใคร หากอยู่ที่มนุษย์สามารถอยู่ร่วมกันโดยไม่ดูหมิ่นศักดิ์ศรีของกันและกันได้หรือไม่?
ดังนั้น หากจะตอบคำถามสั้นๆ ว่า การกระทำของวัยรุ่นชาวอิตาลีบนรถไฟฟ้าครั้งนี้เข้ากับอุปกิเลสข้อใด คำตอบก็คือ “อติมานะ” อย่างชัดเจนที่สุด โดยมี“มทะ” หรือความมัวเมาในวัย หมู่คณะ เงินและสถานะนักท่องเที่ยวเป็นเครื่องหนุน แต่หากคำขอโทษทำให้เขามองเห็นความผิดของตน และเหตุการณ์นี้ทำให้พวกเราหันกลับมาสำรวจอติมานะในใจของตนเองได้บ้าง สิ่งที่เริ่มต้นจากความน่าอับอายบนรถไฟฟ้า ก็อาจจบลงด้วยการเป็นบทเรียนทางศีลธรรมที่มีค่ากว่าราคาค่าโดยสารหลายเท่านัก



